ดีใจค่ะที่คุณหมอจอย(พญ.นฤมล)มาช่วย

เพราะคุณหมอจอยใจเต็มร้อย

อีกทั้งพยาบาลโย่งใจดีที่มุ่งมั่นทำงาน ทั้งสองท่านเต็มร้อยจริงๆ

ที่จะช่วยสานฝันทั้งผู้ป่วย และหากลยุทธ์ พิชิตเบาหวาน

ผ่านงานนี้ไปแล้วขอปรึกษา

ว่าจะชวนน้องมดและคุณอำนวย น้องจุ๊ น้องแหม่ม น้องนุ๊ย น้องโย่ง

และน้องแหม่มเล็ก น้องพัธ น้องสหภัค

มาร่วมกันวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งผู้ป่วย

เบาหวาน(SWOT Analysis)

เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็ค่อยมาวางกลยุทธปราบปรามใจที่ยอมแพ้

เบาหวานกัน

เอ๊ะนี่ฉันคิดอะไรเว่อร์ไปปล่าวนี่.......... ฮาเลย

มันต้องมีอะไรบ้าง เจ้าSWOTนี่

จุดแข็งStrengths ของ ผู้ป่วยคืออะไร

ความรู้เกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่ เข้าใจถึงการเกิดของอาการ

พูดได้ บอกได้ อธิบายได้เข้าใจแค่ไหน

..ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และจิตใจตัวเอง

แล้วจุดอ่อนหละWeaknesses 

ใจไม่สู้ใช่ไหม  คิดฟุ้งซ่าน ฉันเป็นอะไรไม่รู้

อ้าวววว.... ตัวเองเป็นอะไรยังไม่รู้ แล้วใครจะรู้ จะเข้าใจดีกว่าตัวเรา

จุดอ่อนที่มักขาดสติ ขาดภูมิรู้  ไม่เชื่อว่าธรรมรักษาโรคได้

ไม่เข้าใจเบาหวาน รู้ไม่ทันเบาหวาน

อยู่กับเบาหวานแบบทรมารหัวใจ...น่าเศร้าจัง

ร้องได้คำเดียวว่าทำไมถึงทำกับฉันได้

 ไม่สามารถนำศักยภาพที่มีในตัวเอง

ออกมาจัดการเบาหวานที่รักของตัวเองได้

ศักยภาพในตัวที่ทุกคนมีคือมือเท้าที่ยังทำงานได้

สมองความคิดดีๆที่มี...แต่ถูกนำมาใช้ประโยชน์น้อย

คิดบวกเก็บเงียบไว้ในใจ ปล่อยให้อคติมันออกโรงนำหน้า

จิตอ่อนแอ ท้อแท้ ปล่อยตามยถากรรม

คุณหมอช่วยด้วย!

จุดอ่อนที่ตามใจลูกหลาน

เขาให้กินก็กิน

เขาสั่งให้นอนก็นอน

เขาให้อยู่เฉยๆก็อยู่

เพราะอะไร เพราะกลัวว่าขืนไม่ทำตามมัน

อิอิ...มันจะเบื่อแล้วพาลหนีหายไปทิ้งให้เดียวดาย

เพราะคิดพึ่งผู้อื่นมากกว่าพึ่งตัวเองใช่ไหม

 กลัวความว้าเหว่ใช่ไหม เพราะไม่รู้จะทำอะไรให้หายเหงาใช่ไหม

เคยคิดถึงโอกาสบ้างไหม (Opportunities)

อยากจะบอกว่าที่ตัดสินใจมาทำนี่นะ

ก็เพราะคิดถึงโอกาส โอกาสทีอาจจะมี

โอกาสจะเกิดขึ้น หวังว่าจะมีใครต่อใครมาจับมือกัน

เกี่ยวก้อยร้อยใจกัน พร้อมใจกันดูแลสุขภาพตนเอง

(ด้วยมั่นใจว่าอีกไม่นานลูกหลานที่เติบโตตามกันมา

ก็อาจเป็นแบบนี้ได้ ทุกคนมีโอกาสเป็นได้

เพราะพฤติกรรมการรับประทานอาหารมันเปลี่ยนไ

วัฒนธรรมการกินมันก็เปลี่ยนไป

แล้วถามว่าเคยห้ามลูกหลานได้ไหม

มันร้องจะกินไอ้ที่ไม่มีประโยชน์ก็ให้

เพราะกลัวเสียงร้องไห้   เพราะสงสาร)

ก็หวังว่าใครที่ดูแลเรื่องทรัพยากร และความมั่นคงของมนุษย์

จะยื่นมือเข้ามา แล้วให้โอกาสกับทางเลือกนี้

ทางเลือกแบบผสมผสาน  แบบพอเพียงไง

การช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือมันคือโอกาส

แม้ไม่เป็นไปตามที่คิดก็ยังมีโอกาสให้ตัวเอง

มีโอกาสให้ตัวเองไม่เป็นหนักกว่านี้

มีโอกาสยืดเวลายืดอาการนั้นๆที่มันเป็นอยู่ให้มันคงนาน

ไม่ปรับเปลี่ยนอาการมากขึ้น แต่ลดลงได้

นี่มันสวนทางกับเศรษฐกิจเลยนะ

เศรษฐกิจต้องการขาขึ้น แต่เบาหวานต้องการให้มันลงให้มันลด

แล้วจะขาดทุนไหมนี่..... เอิ๊กๆ

ไม่เลย...แต่จะได้กำไร กำไรชีวิตที่พิชิตเบาหวานด้วยใจ

กำไรที่ลดต้นทุนการรักษา

กำไรที่ทุกคนมีอารมณ์ดี และเข้มแข็ง

กำไรที่จะมีชีวิตต่อไปนานๆ และทำดีมากขึ้น

กำไรที่ชีวิตไม่เศร้าหมอง

เวลาที่มันผ่านไปๆที่มันปรับเปลี่ยนนั้นนะ.....ก็ทำให้จิตใจเข้มแข็งไง

 เข้มแข็งแล้วคนรอบข้างก็สบายใจ ไม่ทุกข์ใจ

เพราะคนรอบข้างทุกข์ใจทีไรใช่ว่าจะดีเสมอไปนะ

มันอาจวุ่นวายจะให้กินโน่น กินนี่

พาไปหาผู้หวังว่าจะทำให้ดีขึ้น

พาไปหาสิ่งที่มองไม่เห็น    สัมผัสไม่ได้

พาไปหาจ้าวรักษาปัดเป่าให้ขนแขนสแตนด์อัพ สยองขวัญ

เพียงหวังว่าเบาหวานจะดีขึ้น

ก็เลยไม่เข้มแข็งสักที   พาลอ่อนแอหนักเข้าไปอีก

ใจก็แย่ตาม ตายแน่ คราวนี้กรูต้องตายแน่ๆ

พอคิดว่าตายแน่ๆ คราวนี่ต้องตายแน่ๆ

ก็จะพาลคิดลบไปว่า

 "มิน่าลูกหลานและครอบครัวถึงได้กังวลวุ่นวายแบบนี้"

เพราะกลัวจะตายเร็ว หรือตายช้าไป... ฮา..ขำๆ

 ทีนี้พอใจมันคิด..ใจมันคิดไปๆ กำลังใจก็ถดถอยไปๆ

 เลยป่วยหนักตามสภาพที่เผชิญอยู่

โอกาสมีแล้วก็ทำเข้าทำให้ตัวเองเข้มแข็ง

กำลังใจสำคัญเลือกดีๆ นะ เลือกหน่อย

ไม่เสียเวลาหรอก เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ไอ้ที่พูดแล้วมันทำให้ใจฝ่ออย่าไปฟังมัน

ห่างๆไว้ ...ท่องคาถาไว้ห่างไว้ๆๆ

 ห่างจากอคติ  ห่างจากอัตตา ห่างจากเสียงที่ฟังแล้วจิตตก

ห่างจากเครื่องหมายลบทั้งหลายทั้งปวง

หันไปหาคนสำเร็จ คนที่เขาทำได้

อย่าไปวิเคราะห์ว่าเขาทำได้เพราะอย่างนั้นอย่างนี้

วิเคราะห์ตัวเองเถอะว่ามันเป็นเบาหวานเพราะอะไร

มันเกิดเพราะอะไร นี่เผลอๆนะอาจได้บุญกุศลตรงที่

คิดแล้วมันเกิดประโยชน์ต่อคนอื่นเขาบ้าง

ให้มันพอดีๆ พอเหมาะ พอกับสภาพตัวเอง

และเพื่อสนับสนุนการที่ได้เข้าสู่วาระแห่งชาติ

ของเบาหวาน เหมือนโรคอื่นๆ

ทีนี้ถามว่า

"เวลาจะทำอะไรนี่ใจมันชอบคิดถึงอะไรก่อน"

ระหว่างสำเร็จ กับไม่สำเร็จ

คนป่วยมันจะคิดอะไรได้....ก็คิดมันสองอย่างนั่นแหละ

คิดว่าหายก็ดีซินะ จะได้ไปทำโน่นทำนี่

จะไปทำดีที่นั่นที่นี่... แต่ระวังส่วนใหญ่ไม่ได้ทำหรอก

เพราะมันดีใจ ดีใจก็ฉลอง ฉลองที่หาย ที่ดีขึ้น

เป็นไง เบาหวานกลับมาอีก

แต่ก็ยังดีที่คิดว่าหาย

ก็ต้องคิดต่อไปอีกว่ามันจะหายอย่างไร

พระพุทธเจ้าสอนไว้อริยสัจ4

ทุกข์เกิดจากเหตุ

แต่ไม่ยอมรับหรอกใช่ไหม... โทษอะไรมันเรื่อยไป

ไม่โทษปาก ก็โทษใจ ...อิอิ หรือไม่ก็โทษคนอื่น

ทีนี้ถ้าคิดลบหละคิดว่าไม่สำเร็จ นี่หนักเลย

เศร้าหมองๆ

แค่คิดนะ....ขนาดยังคิดไม่ทันจบเลย

ตายแล้ว ตายแน่ๆ ตายทรมานเลย

อย่าไปคิด คนอะไรจะบ้าขนาดนั้นแค่คิดยังติดลบเลย

นี่แหละอุปสรรค(Threats )ตัวใหญ่หละ

แม้มันไม่หายก็มันเป็นอย่างนี้ ก็อย่าไปท้อ

มันไม่หายก็เพราะตัวเราเองที่ปล่อยให้มันหนักขึ้น

อย่าไปโทษเวรกรรมมากนัก

เวรกรรมมันก็เกิดจากเราทำเอง

เราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเอง

เราไม่ออกกำลังกายเอง

เราเศร้าหมองเอง เครียดเอง คิดเอง

แล้วก็เอาอะไรต่ออะไรมาอ้าง

ก็รู้อยู่ว่ามันจะเป็นแบบนี้ เบาหวานมันจะเป็นอย่างนี้

คนทีก่อนไปสวรรค์ ก่อนเรา...เขาก็เป็นแบบนี้

แน่นอน ความดัน หัวใจ ไตวาย ฟอกไต

รู้เช่นนี้แล้วทำไมไม่จัดการใจตัวเองก่อนให้มันเข้มแข็ง

แล้วค่อยๆพากายลุกขึ้นมาสู้

กลัวมันจะดีกว่าเดิมเร็วเกินไปก็ค่อยๆทำไป

ถ้าจะมีสุขภาพดีแบบค่อยๆดีขึ้นก็ไม่ว่ากัน

แต่อย่าไปเพิ่ม....ไปทำพฤติกรรมแบบเดิม

ลดให้ได้ ลดกิเลสทั้งหลายที่พยายามจะเกิดให้ได้

นี่ไง SWOT ของฉัน  SWOT ตัวเอง

ขอบคุณค่ะ