พบวิธีรักษา โรคธาลัสซีเมีย แล้ว และ สปสช.สนับสนุน Factor VIII, IX แก่ผป. ฮีโมฟีเลีย

พบวิธีรักษาแล้ว ธาลัสซีเมีย

ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.49 ดร.อิลแฮม อับดุลจาดาเยล นักชีววิทยาด้านเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ชาวปากีสถาน เผยถึงความสำเร็จของการบำบัดโรคด้วยสเต็มเซลล์จากเลือดของผู้ป่วยเอง เป็นครั้งแรกของโลกว่า การค้นพบการบำบัดรักษาด้วยสเต็มเซลล์มีมาตั้งแต่ปี 1990 ล่าสุดนี้ ได้ค้นพบทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงแบบย้อนกลับ ด้วยสเต็มเซลล์ ที่เรียกว่า Retrodifferentiated โดยการเจาะเลือดและสกัดเอาเม็ดเลือดขาวออกมา เพื่อค้นหาสเต็มเซลล์ ก่อนจะถ่ายเลือดกลับเข้าไปในตัวคนไข้อีกครั้ง วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดการติดเชื้อแทรกซ้อนจากการรับเลือดแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมและโรคที่เกี่ยวกับเลือดหลายโรค เช่น โรคธาลัสซีเมีย ลูคีเมีย โรคซิกเคิล โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง จนสูญเสียความรู้สึกของแขน ขา ก็สามารถที่จะใช้ทฤษฎีนี้ในการรักษาได้

ดร.อิลแฮมกล่าวต่อว่า การบำบัดรักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเองที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย ประเภทที่มีอาการปรากฏชัดเจนและจำเป็นต้องให้เลือดนั้น ทำให้ผู้ป่วยประสบปัญหามีความทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะการที่ต้องให้เลือดทุกอาทิตย์ แต่ถ้าใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงแบบย้อนกลับด้วยสเต็มเซลล์ อาจทำให้ระยะเวลาของการให้เลือดลดน้อยลง เช่น อาจจะเป็นเดือนละครั้งก็ได้ ทั้งนี้ ทฤษฎีนี้ได้ผ่านการทดลองรักษาผู้ป่วยชาวปากีสถานไปแล้ว 28 ราย ที่สถาบันการแพทย์และศัลยกรรมเกี่ยวกับกระดูกและข้อ (โอเอ็มไอ) นอกจากนี้ ยังรักษาผู้ป่วยสภาวะเลือดจางชาวอินเดีย ซึ่งไม่สามารถสร้างใหม่ ได้เองจำนวน 4 ราย ประสบความสำเร็จ โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบย้อนกลับของสเต็มเซลล์ ของเลือดผู้ป่วยเองในระยะเวลาอันสั้น

“การค้นพบครั้งนี้ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะประธานาธิบดีเปอร์เวส มูซาราฟ ของปากีสถาน ได้เปิดตัวสนับสนุนโครงการศึกษานี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นการรักษาที่ใช้เลือดของผู้ป่วยเอง ไม่ต้องรอการบริจาคเลือดจากผู้บริจาค ทำให้สามารถสกัดสเต็มเซลล์ ได้มากและสมบูรณ์ รวมทั้งสามารถควบคุมเม็ดเลือดของเราให้ไม่ต้องมีตัวฆ่าเชื้อ หรือเคมีบำบัด และเป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัดด้วย กระบวนการในการรักษาด้วยวิธีนี้ ใช้เวลาเพียง 8 ชม. ตั้งแต่การเจาะเลือด สกัดเม็ดเลือดขาวและเพาะหาสเต็มเซลล์จากเม็ดเลือดขาว ก่อนจะให้สเต็มเซลล์กลับเข้าไปในตัวของคนไข้ ล่าสุดพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจากปัญหาระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อแขน ขา อ่อนแรง สามารถที่จะหายเป็นปกติได้ ทั้งนี้ ในวันที่ 27 ก.ค. นี้ จะเข้าไปนำเสนอความสำเร็จของการวิจัยครั้งนี้ กับคณะแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

ดร.อิลแฮมกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงแบบย้อนกลับด้วยสเต็มเซลล์ ที่เรียกว่า Retrodifferentiated ได้ถูกเผยแพร่ไปในที่ต่างๆ ภายใต้ความร่วมมือของสถาบันและองค์กรแพทย์ ทั้งในอังกฤษ และอเมริกา รวมทั้งสถาบันการแพทย์ของมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ในสหรัฐอเมริกาด้วย ภายใต้ลิขสิทธิ์ของสำนักงานไตรสเต็มเซลล์ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศอังกฤษ โดยได้จดสิทธิบัตรการเป็นเจ้าของทฤษฎีนี้แล้วใน 73 ประเทศทั่วโลก

ด้าน น.พ.เจฟ อัคฮา แพทย์ประจำสถาบันโอเอ็มไอ กล่าวว่า ทฤษฎีนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย จากจำนวนผู้ป่วยมากกว่า 30 ราย ไม่มีผลในแง่ลบหรือเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเสียชีวิตในระยะเวลา 13 เดือน ซึ่งคนไข้ที่เข้ารับการรักษาจะได้รับการติดตามผลเป็นเวลา 24 เดือน และในผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีอาการปรากฏชัดเจนจำนวน 28 ราย ที่ได้รับการรักษาโดยทฤษฎีนี้ พบว่าไม่มีอันตรายในระหว่างการรักษาและไม่พบผลข้างเคียงใดๆ

สำหรับโรคธาลัสซีเมียนั้น ถือเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย โดยมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้ถึงกว่า 24 ล้านคน มีผู้ป่วยประมาณกว่า 6 ล้านคน ในประเทศไทยที่ผ่านมาการคัดกรองโรคนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยใช้วิธีการรณรงค์ให้คู่สามี ภรรยา ตรวจเลือดก่อนที่จะตัดสินใจมีบุตร หากพบว่าเป็นพาหะของโรค หรือมีความเสี่ยงสูง จะได้ระมัดระวัง หรือตัดสินใจยกเลิกการมีบุตร เนื่องจากเป็นโรคที่ต้องให้เลือดตลอดชีวิต

แล้วความก้าวหน้าอีกอย่างคือเด็กแรกคลอดสามารถเก็บ สเต็มเซลล์จาก Cord  blood  (เลือดจากสายสะดือ) เก็บแช่แข็งไว้ใช้ยามจำเป็นโดยฝากที่ธนาคารแช่แข็ง แต่ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่าพอสมควร

ที่นี้มาพูดถึงโรคฮีโมฟีเลียบ้างคะ

ก้าวไกลในโลกกว้าง ฮีโมฟีเลีย : โรคเลือดไหลไม่หยุด
โดย  รองศาสตราจารย์บัญญัติ สุขศรีงาม
ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดไหลไม่หยุดเป็นความผิดปกติของร่างกายผู้ป่วยที่ขาดโปรตีนบางชนิดในเลือดจึงทำให้
เลือดไม่แข็งตัว ตามปกติแล้วในเลือดจะมีโปรตีนหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด เรียกโปรตีนเหล่านี้ว่า แฟคเตอร์
(coagulation factors)เมื่อเกิดบาดแผลจะมีเลือดไหลออกมาและโปรตีนเหล่านี้จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัว เลือดจึงหยุดไหล
 แต่ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียจะเกิดจากเลือดขาดโปรตีนชนิดใดชนิดหนึ่ง จึงทำให้เลือดไม่แข็งตัว เช่น ถ้าขาดแฟคเตอร์ 8(FactorVIII) เรียกว่าโรคฮีโมฟีเลียชนิด เอ (Hemophilia A) ถ้าขาดแฟคเตอร์ 9 (Factor IX) เรียกว่า โรคฮีโมฟีเลียชนิดบี (Hemophilia B) ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในอัตราส่วน 1 : 20,000 (หมายถึงในประชากร20,000 คน จะมีผู้ป่วยฮีโมฟิเลีย 1 คน) จึงคาดว่าจะมีผู้ป่วยประมาณ 2,000–3,000 คน และส่วนใหญ่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย
ชนิด เอโรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคทางพันธุกรรม จึงสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานได้ ผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถมีชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป แต่จะไม่สามารถสร้างแฟคเตอร์ 8 หรือ 9 ได้ อาการที่มักพบได้แก่ มีอาการเลือดออกได้ง่ายตามข้อมือ ข้อเท้า ข้อศอกและข้อเข่า ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ทำให้มีอาการปวดข้อและข้อบวม แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุหรือมีบาดแผลเกิดขึ้นจะมีเลือดไหลออกไม่หยุด จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยการฉีดแฟคเตอร์ 8 สำหรับผู้ป่วยโรค      ฮีโมฟีเลียชนิด เอ หรือฉีดแฟคเตอร์ 9 สำหรับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียชนิด บี จึงจะทำให้หายเป็นปกติได้ในการเตรียมโปรตีนแฟคเตอร์ 8 หรือ 9 ไว้ฉีดให้ผู้ป่วยนั้นจะนำเลือดจากผู้บริจาคมาแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นพลาสมาหรือของเหลวออกมาด้วยการแช่แข็ง เรียกว่าการทำ  ไครโอพรีซิปิเตต (Cryoprecipitate) และนำไปทำให้เป็นผงแห้งเก็บ
รักษาไว้ในตู้เย็น เมื่อต้องการใช้ก็นำมาผสมน้ำกลั่นตามอัตราส่วนที่กำหนด แล้วฉีดให้ผู้ป่วยต่อไปก็จะทำให้เลือดแข็งตัวได้ตามปกติเนื่องจากการรักษาโรคนี้จะต้องใช้เลือดจากผู้บริจาคมาแยกเฉพาะส่วนที่เป็นพลาสมามาใช้ประโยชน์ในการรักษา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้มีการบริจาคโลหิตให้มากยิ่งขึ้น ขณะนี้ศูนย์บริการโลหิต แห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้ขอเชิญประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์
ในการรักษาผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียต่อไป
       การบริจาคโลหิตเป็นการทำทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ผู้บริจาคมีความสุขกายสบายใจที่มีโอกาสช่วยเพื่อนมนุษย์ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จึงขอให้ผลบุญกุศลได้ดลบันดาลให้ผู้บริจาคโลหิตทุกท่านประสบความสุขความเจริญตลอดไปครับ
 
พยาบาลPCUขอเพิ่มเติอาการกับข้อควรรู้ของฮีโมฟีเลียคะ
 
อาการที่พบในโรคฮีโมฟีเลีย
ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกง่ายเป็น ๆ หาย ๆ มาตั้งแต่เด็ก มักจะเริ่มมีอาการเมื่อเด็กเริ่มเคลื่อนไหวด้วยตนเอง (หลังอายุ 6 เดือนขึ้นไป)
มักจะออกเป็นเป็นจ้ำใหญ่ (ไม่เป็นจุดแดง) หรือออกเป็นก้อนนูน โดยมักเกิดจากการกระทบกระแทกเล็ก ๆ น้อย ๆบางคนอาจมีบาดแผล
(เช่น มีดบาด)และมีเลือดออกนาน และหยุดยาก บางคนอาจมีเลือดออกในกล้ามเนื้อ จนซีดและช็อกบางคนอาจมีเลือดออกโดยเกิดขึ้นเองก็ได้  ที่มีอันตรายร้ายแรง คือ   อาจมีเลือดออกเองในข้อ(ที่พบได้แก่ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อมือ ข้อเท้า)ทำให้มีอาการปวดบวม แดง ร้อน คล้ายข้ออักเสบหากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ข้อติดแข็ง พิการได้ ถ้ามีเลือดออกในกล้ามเนื้อของคอหรือกล่องเสียง ทำให้กดหลอดลม อาจมีอันตรายถึงตายได้  ถ้ามีเลือดออกในสมอง อาจทำให้ผู้ป่วยตายได้

 ข้อควรรู้ของฮีโมฟิเลีย
1. โรคนี้จะเป็นติดตัวตลอดชีวิต โดยมีอาการเลือดออกเป็นครั้งคราว ในปัจจุบันสามารถให้การดูแลรักษาจนมีอายุยืนยาวเท่าคนปกติได้โดย
การให้เลือด หรือพลาสมาสดเวลามีเลือดออก
2. ผู้ป่วยควรหาทางหลีกเลี่ยงจากการกระทบกระแทก หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ โดยการดำเนินชีวิต และมีอาชีพที่เหมาะสม
3. ผู้ป่วยควรรู้หมู่เลือดของตัวเอง และควรมีสิ่งแสดงว่าตัวเองเป็นโรคนี้ และมีหมู่เลือดอะไร (อาจเป็นบัตรประจำตัว หรือเหรียญ) พกติดตัวไว้เสมอ เผื่อประสบอุบัติเหตุ หรือมีเลือดออก จะได้ให้ความช่วยเหลือได้ถูกต้องและทันท่วงที
4. ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน  ซึ่งอาจทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น

22 มิ.ย 50

วันนี้สปสช.เขตพื้นที่สงขลาได้เชิญผู้ป่วย ผู้ดูแล ผู้รักษาพยาบาลในเขต 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ที่โรงแรมลีการ์เดน นิพัทธ์อุทิศ1

ผศ.พญ.มาลัย  ว่องชาญชัยเลิศ หน่วยโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก  ภาควิชากุมารเวชศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ บรรยายในหัวข้อ "ฮีโมฟีเลียการป้องกันและการดูแลตนเองที่บ้าน"      พญ.สุขุมาล  นิลมานัต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ฟื้นฟู รพ.กรุงเทพหาดใหญ่ บรรยายในหัวข้อ "เวชศาสตร์ฟื้นฟูในผู้ป่วยฮีโมฟิเลีย"           รศ.นพ.ทต.สุทธิพงศ์  ทิพชาติโยธิน คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.อ.      บรรยายหัวข้อ "การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันในผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย"

มีสมาชิกมาประชุมรวมเกือบร้อย เป็นผู้ป่วย  13 คน ผู้ดูแล 12 คน ที่เหลือเป็นแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่จากรพ.ในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยอยู่เกือบทั้ง 7 จังหวัด   หลังจากฟังการให้ความรู้จากท่านวิทยากรแล้วได้มีกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแลและสรุปกันว่าครั้งหน้ากลุ่มขอให้สปสช.จัดอบรมการให้  Coagulation factor ด้วยตนเอง และการฟื้นฟูเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากฮีโมฟีเลีย ส่วนปัญหาในการดูแลที่ทุกคนมีประสบการณ์มาก็ฝากให้ทีมงานรับไปประสานงานเพื่อปรับปรุงระบบให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูกต้องและฉับไวยิ่งขึ้น