บอกอย่างไร บอกตอนไหน ใครเป็นคนบอก ผลเป็นอย่างไร

มีคำถามมาทางบล็อก ว่า

ดิฉันเป็นพยาบาลห้องให้คำปรึกษา

ต้องการรบกวนอาจารย์ในขั้นตอน/แนวทางในการบอกผลเลือดแก่เด็กวัยรุ่นซึ่งตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี และจำเป็นต้องกินยาต้านไวรัส(คาดว่าติดจากมารดา เพราะมารดาเสียชีวิตแล้ว ฝากไว้กับญาติ)

โอ เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องตอบ ยาวเลยค่ะ

ว่า การบอกผลเลือดแก่เด็กวัยรุ่น ที่ภาษาอังกฤษ เรียก Disclosure นั้น เป็น กระบวนการ คือ ไม่ใช่เหตุการณ์ เดียว ไม่ใช่บอกครั้งเดียวจบ

คุณ ชุติมา สายแสงจันทร์ แห่งเราเข้าใจ แลคุณ น้ำผึ้ง แปลงเรือนแห่ง แอกเซส 

เคยเล่าผลสัมภาษณ์กลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เชียงราย ที่ทราบผลเลือดแล้ว

ที่เธอถาม คำถาม  และเด็กๆช่วยกันตอบว่า

ถาม เป็นเรื่องที่เด็กๆต้องทราบไหม เพราะอะไร

ตอบ ต้องทราบ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา

ถาม ควรทราบเมื่อไร

ตอบ เมื่อรู้ความ

ถาม รู้ความคือ อย่างไร

ตอบ คือ โตพอ ที่จะรู้ได้เอง อ่านได้ออก เข้าใจเองได้ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติม จากการอ่านหนังสือหรือ หาจาก อินเตอร์เน็ทก็ได้

ถาม ใครที่สมควรจะเป็นคนบอก

ตอบ คนที่รักเขา และจะสามารถพาเขาผ่านพ้นวิกฤติ ความสำบากเหล่านี้ได้ (ส่วนมาเลือกคนในครอบครัว  น้อยมากที่เลือก หมอ พยาบาล - ตรงนี้ เธอว่าถ้าเด็ก กรุงเทพจะเลือกหมอพยาบาลมากกว่าที่เชียงราย)

ถาม บอก อย่างไร

ตอบ ค่อยๆ บอก

 

คำตอบเด็กๆที่เชียงราย  สอดคล้องกับทฤษฎีที่ ว่า

ควรบอกในเด็กที่โตพอ ที่มี ความเข้าใจในเหตุผล หรือ Abstract Thinking แล้ว

บอกเมื่อเด็กเล็กเกินไป เด็กจะโทษตัวเอง(หนูเป็นเด็กไม่ดี ทำไม่ดี คุณแม่ถึงตาย หนูถึงป่วยนอนโรงพยาบาล) อาจไม่ทราบว่าต้องเก็บไว้  และไปเปิดเผยในที่สาธารณะ ก่อนที่จะมีความเข้าใจแท้จริง และตัดสินใจได้ว่าควรบอกใคร และเมื่อไร

ซึ่งจะเกิดการรังเกียจ คัดออกจากโรงเรียน ไม่เล่นด้วย ล้อเลียน (ที่เราก็เคยเจอมาแล้ว)  

 ที่เชียงรายในวันเตรียมความพร้อมผู้ปกครองก่อนเริ่มยาต้านไวรัส  ทีมเราจะมีเวลาหนึ่งชั่วโมงที่เปิดประเด็นคุยกันเรื่องนี้ โดยให้ผู้ปกครองแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่บอกผลเลือดแล้ว  และกลุ่มที่ยังไม่ได้บอก

ใหคำถามในกลุ่ม ให้คุยกันในกลุ่ม

กลุ่มที่บอก บอกอย่างไร บอกตอนไหน ใครเป็นคนบอก ผลเป็นอย่างไร

กลุ่มที่ไม่บอก ให้คุยว่า เมื่อไร จะบอก ใครจะบอก และจะบอก อย่างไร

แล้วให้นำเสนอ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทีมวิทยากรให้ความรู้เชิงทฤษฏีว่า

ภาษาต้องง่าย และสั้นกระชับ 

เคารพในความคิดเขา  

เงียบฟังเมื่อเขาพูด  

บอกความจริงเสมอ  

และรักษาความลับ

เรื่องนี้ เป็นปัญหาของผู้ปกครอง และผู้ให้การรักษาในทุกแห่งที่ให้การดูแลเด็กมีเชื้อเอชไอวี เพราะเด็ก เกิดมายังไม่ทราบว่าตัวเองเป็น อะไร

หลายคน พ่อแม่ป่วย เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้บอกเด็ก

เด็กหลายคน ป่วย เรื้อรัง แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร

เด็กหลายๆคนรู้จากการล้อเลียน ซุบซิบ นินทา ของคนใกล้เคียง

เด็กหลายคนบังเอิญรู้ และบอกว่าไม่ต้องบอกผู้ปกครอง ( ยายยังไม่รู้  ไม่อยากให้ยายรู้ กลัวยายเสียใจ )

หลายคนโดนรังเกียจ จากเพื่อนที่บังเอิญรู้

อย่างที่เคยเล่าเรื่องของหนูมาลี ในบล็อก เธอไม่ช่วยฉันก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาซ้ำเติม ฉันอีก click

 

ที่กลัวกันมาก คือ  การที่เด็กทราบข่าวร้ายโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน (accidental disclosure)

ว่าอาจเกิด ซึมเศร้า โกรธจนทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวตาย โกรธ กล่าวโทษพ่อแม่  ซึ่งเรียกว่า post traumatic stress click แก้ยากใช้เวลานาน และอาจต้องปรึกษาจิตแพทย์ด้วย

ที่โรงพยาบาลศิริราช  สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ (โรงพยาบาลเด็ก) และศูนย์ความร่วมมือไทยสหรัฐด้านสาธารณสุข จะมีวิทยากรที่เก่งด้านนี้ อ วิฐารน อ หนูพิมพ์ลฯ  เวลาจัดอบรมที คนสมัครเข้าอบรมจะเพียบ

ไม่ง่ายนะคะ อ่านบล็อกนี้เสร็จ  อาจต้องหาความรู้เพิ่ม  อ่านเพิ่มอีก (จากวารสาร คู่มือต่างๆ - เรื่องการบอกข่าวร้าย) ปรึกษาผู้รู้ ไปอบรมเพิ่ม และค่อยทำ เรียนรู้จากการทำไปอีกค่ะ