ท่านผู้อ่านบลอกพันคำ ท่านหนึ่งถามว่า

"อยากรู้ว่าการฟอกเเลือดด้วยเครื่องไตเทียมทำให้เซลล์มะเร็งลุกลามเร็วขึ้นหรือไม่" http://gotoknow.org/blog/phankum/335754?page=1
จันทร์ [IP: 124.120.220.27]
เมื่อ ส. 20 ก.พ. 2553 @ 16:09
#1868523

ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า พันคำไม่ใช่แพทย์ และไม่มีความผู้เชี่ยวชาญเรื่องดังกล่าว จึงตอบไม่ได้ในรายละเอียดที่จะถูกต้องเฉพาะรายครับ คุณต้องไปพบแพทย์ที่รักษาและขอความแนะนำครับ

แต่ไหนๆก็อุตสาห์ถามมา พันคำขอแนะนำให้ค้นกูเกิ้ลครับมีบทความภาษาไทยและเทศมากมาย สำหรับบทความต่อไปนี้เกี่ยวกับการทำฮีโมไดอะไลซิสครับ

ฮีโมไดอะไลซิส (ไตเทียม)

บทความนี้เพื่อเสริมความเข้าใจต่อจากบทความทางการแพทย์ที่มีอยู่แล้วในเว็บ พันคำสรุปความบางตอนมาจากสารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย

การพัฒนาไดอะไลซิสเพื่อรักษาไตวาย มีพื้นฐานมาตั้งแต่ ค.ศ. 1854 จนไตเทียมเครื่องแรกได้ประดิษฐขึ้นใน ค.ศ. 1913 และมีการทำฮีโมไดอะไลซิสให้ผู้ป่วยครั้งแรกใน ค.ศ.1924  พัฒนาการก็มีมาตลอดจนเกิดเป็นเครื่องมือที่ใช้ประโยชน์ได้ในทางคลินิกโดยนายแพทย์ Kolff ในช่วง ค.ศ. 1943-1945 การพัฒนาระยะต่อๆมาโดย นายแพทย์ Nils Alwall และนายแพทย์ Belding H. Scribner

ฮีโมไดอะไลซิสเป็นวิธีหนึ่งในการให้การรักษาทดแทนการทำหน้าที่ของไต (อีกสองวิธีคือ การปลูกถ่ายไต และการทำไดอะไลซิสที่ช่องท้อง) ฮีโมไดอะไลซิสอาจทำในลักษณะผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอก

หลักการ

เป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า "ไดอะไลซิส" เป็นวิธีที่แยกสารตัวถูกละลายที่ไม่ต้องการให้ออกไป โดยอาศัยการแพร่ของสารเหล่านี้ให้เคลื่อนที่ผ่านแผ่นเยื่อบางๆที่ยอมให้สารบางชนิดเท่านั้นผ่านออกไปได้ (semipermeable membrane) สารที่ไม่ต้องการเหล่านั้นจะข้ามเยื่อนี้ไปอยู่อีกด้านหนึ่งของเยื่อ
กรณีที่นำเลือดมาผ่านการไดอะไลซิสส่วนของเลือดจะอยู่ด้านหนึ่งของเยื่อนี้ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเป็นสารละลายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะช่วยให้สารที่ไม่ต้องการจากเลือดเคลื่อนออกมาอยู่ในสารละลายนี้ สารละลายนี้เรียกว่า "ไดอะไลเสส" สารละลายไดอะไลเสสจะทำให้ถูกไหลในทิศทางสวนกับการไหลของเลือด และการนำพาสารที่ไม่ต้องการนี้ออกไปสู่ภาชนะรองรับ เลือดเมื่อผ่านการไดอะไลซิสจะไม่มีสารของเสียจากร่างกายที่ไม่ต้องการเช่น ยูเรีย ครีเอตินีน โปแตสเซียม ฟอสเฟต หรือน้ำส่วนเกิน

ในสารละลายไดอะไลซิส (หรือไดอะไลเสส) จะมีโซเดียม และคลอไรด์ในปริมาณพอๆกับในพลาสมา ดังนั้นอิเล็กโทรไลต์เหล่านี้จะไม่แพร่ออก นอกจากนี้อาจมีการเติมโซเดียมไบคาร์บอเนตเพื่อป้องกันเลือดเป็นกรด และอาจเติมกูลโคสเล็กน้อย

วิธีนี้จะต่างจากการกรองเลือด (ฮีโมฟิลเทรชั่น) ที่ใช้หลักการพาสารที่ถูกละลายผ่านแผ่นเยื่อบางที่ยอมให้สารบางชนิดผ่าน (ไม่ใช้การแพร่) ดังนั้นไม่ใช้สารละลายไดอะไลเสส



ภาพ เลือด (เส้นสีฟ้า) จะถูกปั้มเข้าหลอดไดอะไลเซอร์ (ในภาพถัดไป) ที่มีน้ำยาไดอะไลเสส (เส้นสีเหลือง) จากถังใหม่ (ฝาสีฟ้า) ไหลในเครื่องในทิศทางตรงข้ามกับเลือด แล้วไดอะไลเสสที่รับของเสียจากเลือดแล้วจะลงสู่ถังรับสำหรับไดอะไลเสสที่ใช้แล้ว เลือดที่ผ่านการฟอก (สีแดง) จะถูกควบคุมแรงดันก่อนปล่อยกลับคืนสู่ร่างกาย ในระบบจะมีการให้สารละลายเกลือชดเชยน้ำและเกลือแร่ รวมทั้งเฮพารินป้องกันแข็งตัวของเลือด



ภาพหลอดไดอะไลเซอร์ (Dialyser)

 

อาการข้างเคียงและอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้

  1. ถ้าไตเทียมปล่อยน้ำออกจากร่างกายมากเกิน หรือในอัตรารวดเร็วเกิน อาจทำให้เกิดความดันเลือดต่ำ อาการเมื่อยล้า อาการปวดหน้าอก ขาเป็นตะคริว คลื่นไส้ และปวดศีรษะได้ (อาการเหล่านี้เกิดได้ทั้งในขณะทำฮีโมไดอะไลซิสหรืออาจจะคงมีอาการต่อหลังจากทำเสร็จแล้ว ซึ่งเรียกรวมๆว่า "ไดอะไลซิส แฮงโอเวอร์ หรือ ไดอะไลซิส วอชเช๊าท์) ความรุนแรงของอาการเป็นสัดส่วนกับปริมาณและอัตราเร็วของการเสียน้ำไป แต่อย่างไรก็ตามยังขึ้นกับแต่ละคนและแตกต่างกันในบางวันได้ โดยการปรับให้เหมาะสมสามารถหลีกเลี่ยงหรือลดความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์นี้ได้ เช่น ทำบ่อยครั้งขึ้นและใช้เวลานานขึ้น (ปกติสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งหนึ่งประมาณ 3-4 ชั่วโมง)
  2. การติดเชื้อ สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงโดยใช้วิธีการที่เหมาะสมและการควบคุมการติดเชื้อที่ดี
  3. การแพ้เฮพาริน ซึ่งพบไม่บ่อย จะทำให้เกร็ดเลือดต่ำ ในผู้ที่แพ้จะเปลี่ยนไปใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น หรือในบางรายที่มีความเสี่ยงมากต่อการเกิดเลือดออกอาจทำโดยไม่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  4. กลุ่มอาการของการใช้เป็นครั้งแรก (First Use Syndrome) ซึ่งพบน้อยมากแต่อาจรุนแรง อาจเกิดจากสารที่นำมาใช้ทำให้เครื่องมือปราศจากเชื่อที่อาจยังหลงเหลือในอุปกรณ์หรือจากสารที่ใช้ทำเยื่อไดอะไลซิส  ในอาการข้างเคียงนี้ในปัจจุบันลดลงเพราะมีการปรับปรุงวิธีการทำให้อุปกรณ์ปราศจากเชื้อ และวัสดุที่ใช้ทำเยื่อก็ทำให้เกิดการแพ้น้อยลงมากๆ
  5. อาการแทรกซ้อนการทำฮีโมไดอะไลซิสเป็นระยะเวลานาน อาจเกิด การสะสมอย่างผิดปกติของโปรตีนอะมัยลอยด์ในอวัยวะและเนื้อเยื่อ (amyloidosis) อาจทำให้เส้นประสาทผิดปกติ (neuropathy) หรืออาจทำให้เกิดโรคหัวใจ




ข้อมูลข้างต้น พันคำหวังว่าจะมีส่วนทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องทำฮีโมไดอะไลซิส มีความเข้าใจมากขึ้น

ดังนั้น โดยหลักการแล้ว จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องหรือทำให้มะเร็งลุกลามมากขึ้น

 

พันคำ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้รักษารวมทั้งพยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลด้วยครับ

ขอให้โชคดีครับ


http://en.wikipedia.org/wiki/Hemodialysis
http://en.wikipedia.org/wiki/Hemofiltration