ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์
มีคนบอกว่าผลิดบัณฑิตนั้น ก็อาจจะเหมือนโรงงาน คือต้องมองว่าลูกค้าต้องการอะไร ก็ผลิตออกมา ปรัชญาการตลาดยุคใหม่อาจจะเปลี่ยนเป็น ไม่ต้องสนมากนักก็ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร อยากผลิตอะไรก็ไปโฆษณาให้คนคิดว่านี่คือสิ่งจำเป็นในชีวิตก้ได้ เรียกว่าเป็น "อุปสงค์สร้าง หรือ อุปสงค์เทียม"
ซึ่งผมคิดว่าเป็นหลักการที่ "ตื้นมาก"
"ความต้องการ" หรือ need นั้น เป็นอะไรที่ปลายทางมากๆ ของแหล่งกำเนิดเบื้องหลัง คนเราจะทำอะไรสักอย่าง มักจะเข้าใจว่าก้เพราะเขา "ต้องการ" น่ะสิ ตราบใดที่เราเติมเต็มความต้องการ ก็ no problem เพื่อที่เราจะได้พบในที่สุดว่าความต้องการนั้น เติมให้เต็มยากมาก หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้มีการทำงานอย่างหนักในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติที่เป็นจุดผลักดันทุกสิ่งทุกอย่าง Otto Scharmer เรียกว่า The Source และเป็นอะไรที่มองไม่เห็น ไม่ทราบว่ามี (The Blind Spot)
ถ้าเรายืนยันจะเอาโจทย์เดิมมาตั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ ของสถาบันการศึกษา "ลูกค้า" อาจจะต้องหาดีๆหน่อย แทนที่จะเป็น poll หรือหา representative เพื่อจะหาตัวแทน needs ที่เราจะ serve น่าจะเป็น needs of ALL OF US มากกว่าหรือไม่?
Quality of Life เป็นอะไรที่เราอาจจะไม่ควรไปให้นิยาม หรือคำจำกัดความ เพราะว่ามัน "จำกัดความ" เหมือนๆกับคำว่า good death หรือ death with dignity ก็เช่นกัน เราไม่ควรจะให้ "คำจำกัดความ" เพราะเรามักจะพบว่าเรายังขาดตกบกพร่องอะไรบางอย่างไปเสมอ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะเราพยายามไม่เต็มที่ เขียนไม่ครบ แต่เป็นจากความเป็นจริง หรือสัจจธรรมข้อหนึ่งก็คือ "ภาษาที่เราใช้สื่อสารทั่วไปนั้น ไม่ลึกซึ้งเพียงพอในการบรรยาย พรรณนา "ความเป็นมนุษย์" ได้สมบูรณ์แบบ" นั้นเอง
อย่างเช่นวันก่อนผมไปได้ฟังสัมมนาการรับรู้เรื่องความตายของสังคมไทย ณ ศูนย์มานุษยวิยาสิรินธร ได้ยินคำ Death with Grace ก็ติดใจ รู้สึกไพเราะกว่า Death with Dignity อันนี้ไม่ได้พูดในฐานะผู้เชี่ยวชาญภาษาอะไร เป็นความรู้สึกจริงๆส่วนตัว พอเรามาสะท้อนความรู้สึก ก็น่าสนใจว่า อืม.. เรายังมีความรู้สึกไม่เต็มที่กับ dignity นี่นา และมีอะไรบางอย่างใน grace ที่เรารู้สึกไม่เพียงแต่อะไรที่เป็นงาน เป็นการ อย่าง dignity แต่มันมีความสวยงาม อ่อนโยน สง่างาม ในคำ grace ที่ละมุนละม่อม เข้ากันกับ "ความตาย" ได้ดีอย่างที่ตนเองรับรู้
สถาบันการศึกษาคงจะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า customer ของเรานั้น อาจจะไม่เพียงแค่ local community แต่เป็น global community และลูกค้าของเรารวมไปถึงทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ภูเขา แม่น้ำ สังคม ที่เหมือนไม่มีชีวิต แต่เต็มไปด้วยชีวิต เหล่านั้นด้วย
เพราะฉะนั้นบัณฑิตระดับอุดมศึกษา ควรจะรับรู้ความเป็นไปของสังคม ของสิ่งแวดล้อม และมีเจตนคติอันงดงามที่จะธำรงเสริมสร้างสิ่งเหล่านี้ด้วย สามารถก้าวย่างออกพ้นจากตัวตนของตนเอง ที่บางคนค่อนข้างจะหมกมุ่นเกินไป เห็นได้จาก communication skill เดี๋ยวนี้ที่การสื่อสาร สัมพันธภาพระหว่าบุคคลกลายเป็นปัญหา กลายเป็นภูมิปัญญาที่ deficit ของคนในยุคปัจจุบัน... หรือไม่?
สำหรับโรงเรียนแพทย์นั้น มีผลกระทบอย่างมากในการผลิต model ของแพทย์ที่มีมุมมองว่า "อะไรคือสุขภาพ" ออกไปสู่ชุมชน อะไร หรือ อย่างไรเรียกว่า "ความสำเร็จ" ความยืนยาวของชีวิตนั้น จะให้ดี มีความหมาย จะต้องควบคู่ไปกับมิติอื่นๆหรือไม? และสิ่งเหล่านี้ เป็น หรือ ไม่เป็น หน้าที่ของบัณฑิตแพทย์ เป็นหรือไม่เป็น หน้าที่ของคนทุกคนในสังคมนี้?
การที่บัณฑิตแพทย์ตั้งเป้าหมายว่าสุขภาพที่ดีเป็นเช่นไรนั้น ผลสุดท้ายก็จะตกไปอยู่ในชุมชนที่เขาทำงานในที่สุด อาจจะไม่ทั้งหมด จะมีผลกระทบจากบัณฑิตครู บัณฑิตวิศวะ บัณฑิตนักกฏหมาย ฯลฯ ทั้งหมด ที่จะช่วยกัน "ถม" นิยามของคุณภาพชีวิตที่ดีนี้ลงไปเป็นชั้นต่างๆของรากฐานแห่งสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สิ่งเหล่านี้สถาบันการศึกษาควรจะนำมาคิดไตร่ตรองกันอย่างจริงจังมากน้อยเพียงไร? ในการตั้ง vision mission ขององค์กร ของมหาวิทยาลัย ของคณะฯ
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าบัณฑิตเหล่านี้ ที่จะจบการศึกษา ออกไปมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆของสังคม มีบทบาทที่ชัดเจนในการหล่อหลอม ขัดเกลาทางเดินของสังคมในอนาคต ไม่มีแม้แต่ clue ว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สังคม---คาดหวังหรือไม่ก็ตาม--- จะได้จากตัวเขาเหล่านี้แหละ ผมเคยได้ยินอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง พูดได้น่าคิดว่าตอนท่านสอนเรา ราวน์พวกเรา (นักศึกษาแพทย์) ว่า "ที่ฉันสอนเธออยู่นี้ ฉันจะสอนเพียงพอให้เธอมารักษาฉัน หรือลูกหลานของฉันในอนาคต" ฟังแล้วเข้าใจเลยว่าท่านคงจะสอนเต็มที่ !!! แต่น่าเห็นใจที่นักเรียนแพทย์ฟังก็หัวเราะกันคิกคัก อาจารย์พูดอะไรก้ไม่รู้ จะมาฝากผีฝากไข้กับผม กับพวกหนู นี่นะ
ความจริงเป็นเช่นนั้น
เพราะพออาจารย์แก่ตัวลง ก็จะไม่ได้รักษาตัวเองได้อีกต่อไป ไม่ได้ดูแลรักษาคนในครอบครัวตัวเองอีกต่อไป แต่จะดูแลโดยลูกศิษย์ของเราเองนี่แหละ
ลูกหลานของครูอาจารย์ก็จะโตมา ได้เรียนรู้จากคนที่กำลังเรียนเป็นครู เป็นอาจารย์ตอนนี้แหละ
เรารู้ตัวกันบ้างหรือไม่ว่าเรากำลังชี้ชะตา มีส่วนในการกำหนดอนาคตของคนที่เรารัก เราห่วงใย มากแค่ไหน? ในการดูแลเรื่องการศึกษา?
สวัสดีค่ะ อ.สกล
เบิร์ดตามอ่านมาตลอดแต่เพิ่งมีเวลามาคุยกับอาจารย์ก็วันนี้แหละค่ะ
เบิร์ดชอบบันทึกที่ว่าอุดมศึกษากับการศึกษาไทยของอาจารย์และบันทึกนี้มากเลยค่ะ เพราะทำให้เบิร์ดคิดต่อมากมาย
การตอบสนอง " ทุก " ความต้องการคงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยนะคะอาจารย์ เพราะฉะนั้นสถาบันการศึกษาคงต้องเป็นเหมือนที่อาจารย์ว่า คือ..." ต้องตีโจทย์ให้แตก " ว่าบัณฑิตที่ควรเป็นนั้นควรจะมีลักษณะอย่างไร เป็น global community ได้มั้ย ?
communication skill เป็นปัญหาใหญ่มากของคนในยุคปัจจุบันจริงๆค่ะ...เราถนัดพูดแต่เป็นการพูดข้างเดียว คืออยู่บนสิ่งที่เราเชื่อและเลือกที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเรา โดยไม่มีแม้แต่การ " รับฟัง " ..ทั้งๆที่การสื่อสารที่ดีต้องสมบูรณ์ครบทั้งการพูดและฟังที่ดี...เบิร์ดอ่านวารสารธรรมศาสตร์( มั้งคะ เริ่มไม่แน่ใจค่ะ เพราะอ่านหลายเล่ม ) เค้าพูดว่าคำสองคำที่วงการสา ' สุขควรฝึกใช้คือคำว่าเสียใจ ที่เกิดเรื่อง....และขอโทษ ที่เกิดเหตุการณ์.....แล้วต่อด้วยคำอธิบายถึงเรื่องราวต่างๆ เพราะคำสองคำนี้จะเป็นเกราะอย่างดีให้กับสา ' สุข เราน่ะค่ะ...ต่อจากนี้เราควรต้องฝึกการสื่อสารแบบนุ่มนวลด้วยหรือเปล่าคะอาจารย์
"มิติของสุขภาพ" คงไม่ใช่แค่ทางการแพทย์นะคะ ( ที่จริงแคบเหลือแค่การบำบัดด้วยนะคะ ) แต่ครอบคลุมไปทุกส่วนตั้งแต่ดิน น้ำ อากาศ สารเคมี อาหารการเปลี่ยนแปลงของสังคม สื่อต่างๆ ความเชื่อ ฯลฯ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพทั้งสิ้น เบิร์ดชอบที่อาจารย์ทิ้งท้ายไว้ค่ะ
เรารู้ตัวกันบ้างหรือไม่ว่าเรากำลังชี้ชะตา มีส่วนในการกำหนดอนาคตของคนที่เรารัก เราห่วงใย มากแค่ไหน? ในการดูแลเรื่องการศึกษา?
ถ้าดูตอนนี้การศึกษาในระดับประถม ฯ เริ่มมีทางเลือกมากขึ้นค่ะ แต่ทางเลือกก็น้อยลงเมื่อเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น พอเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาก็วังเวง เพราะมากหมอมากความเหมือนที่อาจารย์ว่าเปี๊ยบเลยค่ะ...จะมีสักวันมั้ยคะที่แพทย์จะเรียนเจ็ดปี ?
ยังมีอีกนะคะคือระดับการศึกษาที่ควรให้ความสำคัญแต่กลับให้ความสำคัญน้อยเหลือเกินโดยเฉพาะในชุมชนคือระดับก่อนอนุบาลและอนุบาล ศูนย์เด็กเล็กที่ดีๆมีน้อยมากเลยค่ะอาจารย์ และเป็นส่วนที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับเด็กๆได้มากมาย ไม่เว้นแม้แต่โรคติดต่อ !
อาจารย์คิดว่าการศึกษาไทยจะไปทางไหนคะ ถ้าต่างคนต่างเดิน ( แถมขัดขา ) กันอยู่อย่างนี้ ...การออกนอกระบบของระดับอุดมศึกษาส่งผลอย่างไรบ้างคะ ดีหรือไม่ดีคะอาจารย์ ?
เบิร์ดชอบรูปใหม่ของอาจารย์นะคะ หล่อและภาคภูมิมากๆค่ะดูเป็นเจ้าทางเหนือเลย ^ ^
ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับบันทึกที่ทำให้เบิร์ดคิดต่อไปอีกมากมาย อาจารย์เปิดวงเสวนาสภากาแฟมั้ยคะ ?
สวัสดีครับ คุณเบิร์ด
วิทยาศาสตร์ยุค Newtonian และที่ตามมา ทำให้เราเกิดความคลายใจว่า ปัญหาทุกอย่าง ถ้าเราสาวตามไปเราจะแก้ได้ และขยายไปถึงถ้าเราศึกษาดีๆ เราจะสามาถ "พยากรณ์" ได้ด้วย ความ uncertainty หรือความไม่แน่นอนนั้น ดูจะน้อยลงๆ เราเรียนรู้อดีต และคิดว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจอนาคต หรืออย่างน้อยก็เตรียมตัวเผชิญอนาคตได้
จริงหรือ?
อนาคตเดี๋ยวนี้ มี "ความต่าง" จากอดีต ในระดับที่มากมายกว่า gap สมัยก่อนเยอะมาก วิวัฒนาการหลายๆอย่างที่เคยใช้เวลาใน scale ของ decade กลายเป็นเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ปี หรือแม้กระทั่งไม่กี่เดือน นอกจากเปลี่ยน "เร็ว" แล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนที่ drastic คือ หน้ามือเป็นหลัง... เอ่อ มือ ก็ว่าได้
สิ่งที่คุณเบิร์ดว่ามา คือ หลักสูตรอย่างของแพทย์นี่ จะเรียนกัน 6-7-8-9 ปีจึงจะจบมั้ง เพราะมันมีอะไรที่เราต้องรู้เพื่อที่จะ "สู้" กับอนาคตเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่เป็นระบบความคิดของเรามาโดยตลอด เป็นกรอบที่มองไม่เห็น เป็น The Source ที่เป็นต้นกำเนิด intent เป็นค้นกำเนิด attention (Theory U; Otto Scharmer 2007)
คิดอีกแบบได้ไหม? เราอาจจะไม่ต้อง "รู้ทั้งหมด" แต่ทำอย่างไรที่รู้ไม่ทั้งหมด แต่จะเผชิญหน้ากับอะไรก้ได้ ที่ต่างจากอดีต?
ในหลวงทรงมีคำเรียกสิ่งนี้เลยครับ คือมี "ภูมิคุ้มกัน"
ในฐานะเคยเป็น immunologist นักภูมิคุ้มกันวิทยาอยู่ 7-8 ปี ผมก็มีความคิดว่าเป็นคำทึ่ "ใหญ่" มาก ระบบภูมิคุ้มกันของเรานั้น มหัศจรรย์ล้ำลึก และทำงานหนัก ซับซ้อน และมีประสิทธิภาพ ดีขนาดตอนคนเราปกติ เราไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าระบบนี้งานอยู่ตลอดเวลา (นี่คือหนึ่งในนิยามของระบบบริหารที่สุดยอด คือ คนที่ถูกปกครอง ไม่ทราบว่าทีมบริหาร exist เสียด้วยซ้ำ เพราะมันเปอร์เฟค)
คุณสมบัติมหัศจรรย์ หนึ่งในหลายๆอย่างของภูมิคุ้มกันก็คือ ความสามารถในการจัดการกับสิ่งแปลกปลอมได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณืเก่าเลยก็ยังได้ เช่น ระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ เราสามารถแยกแยะ antigen ที่เป็นประโยชนื (อาหาร) ออกจากสิ่งที่เป็นอันตราย (bacteria antigen) ได้อย่างดี เราจึงกินหมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่ไม่ใช่เซลล์ของเราเองได้ โดยร่างกายไม่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้
การศึกษาที่ดี ควรจะทำให้บัณฑิต เกิด "ภูมิคุ้มกันิ" ที่ยั่งยืน มี adaptability สูง ในการเผชิญหน้ากับ volatile environment ในอนาคต นั่นคือการเปชิญกับสิ่งที่ unknown ได้อย่างมีประสิทธภาพ มากกว่าการพยายามสอนให้บัณฑิตรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับการแก้ปัญหาอย่างเดียวกัน
ผมคิดว่าการสนทนา การมีการพูดจาเรื่องแบบนี้ เป็นหลักฐานของ self organization ที่สังคมเริ่มรู้ตัวว่าสิ่งแวดล้อมที่ตนเองกำลังอยู่ ตนเองกำลังทำ กำลังปู้ยี่ปู้ยำนั้น ไม่ sustainable ผมไม่คิดว่าระบบจะฆ่าตัวตายโดยง่ายดาย ตราบใดที่สังคมเป็น living community เพราะอย่างภาพยนต์เรื่อง Jurassic Park (ภาคหนึ่งสุด classic นะครับ) ที่ ดร.เอียน พูดว่า Life finds the way ชีวตนั้นมี ศักยภาพสูงเพื่อการอยู่รอด
บางทีสิ่งที่เราทำ เราไม่ต้องมีการันตีก็ได้ไหม ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เรามาหัด "ลงลึก" ในการใช้ความคิด ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ว่าสิ่งที่เราพูด ทำ คิด เห็น นั้น เป็น wholesome deed ว่าควรแล้ว งามแล้ว ดีแล้ว จึงทำ จึงกล้าทำ
Moral Courage ความกล้าทางคุณธรรมนั้น คือการทำในสิ่งที่พึงกระทำ ไม่ได้ทำเพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ทำเพราะเรา "รู้สึกลึกๆ" ว่าเป็นส่วที่ควรสรรเสริญ เป็นมงคลต่อตัวเรา ต่อคนรอบข้าง ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม
ถ้าได้ขนาดนี้ ตัดวิชาหน้าที่ศีลธรรมทิ้งไปก็ได้ ตัดวิชาจริยธรรมไปก็ได้ เพราะเราจะได้สิ่งเดียวกัน แต่ไม่ใช่ได้ในแบบ intellectual แต่เป็นระดับหัวใจ
เดี๋ยวนี้คนเราเปิดอย่างมากก็แค่ สมอง intellectual แล้วเข้าใจว่าพอแล้ว แต่ Open Mind ไม่พอครับ ต้องมี Open Heart และ Open Will ด้วย
การสร้าง moral excellence เพื่อ "เปิดใจ" เพื่อที่จะมองเห็นคุณค่า ความเชื่อมโยงเกี่ยวพันของสิ่งที่เราเรียน หรือพยายามจะเป็น กับการที่เป็นคนที่ดีขึ้น เห็นความเชื่อมโยงของการเป็นคนที่ดีขึ้นกับความเจริฐงอกงามของคนรอบข้าง เพื่อนบ้าน ครอบครัว และสังคม สิ่งแวดล้อม
นี่คือ concept ของ contemplative education หรือจิตปัญญาศึกษานั้นเอง
สภากาแฟเปิดแล้วไหมครับ?
Part II
เนื้อหาเยอะจนต้องแยกตอบนะครับ
จากหนังสือชื่อ On Dialogue ของ David Bohm ได้กล่าวถึงการคิด การทำ การมอง แบบ "แยกแยะ" ดูจากศัพท์ที่เราใช้กัน analyse, debate, discussion ทั้งหมดปนอยู่ด้วย concept ของการแก้ปัยหาแบบ "ถอด" เป็นชิ้นๆ "แล้วก็ "แยก" เป็นส่วนๆ จากนั้นก้แจกจ่ายชิ้นต่างๆให้ไปหาวิธีแก้ วิธีทำ ทำสำเร็จเอาไปลองใช้
เพื่อที่จะกลับมาเกาหัวว่า เอ... ทำให้ในความเป็นจริงมันถึงแก้ไม่ได้หว่า?
เพราะ Newtonian science นั้น ไม่ได้นับเอา interconnectedness มาอยู่ในสมการด้วยนั่นเอง จนกระทั่งทฤษฎีควอนตัม chaos theory ผลกระทบของเครื่องมือวัดกับสิ่งที่เราวัด เป็นสิ่งทีหลีกเลียงไม่ได้ ทำลายความฝัน ความมั่นใจ ของ linear scientific thought จนบางคนไม่สามารถทำใจตื่นขึ้นมาได้ ทางพุทธเราเรียก interconnectedness ว่า "อิทัปปัจจยตา"
วิธีแก้ไขของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการขอโทษ การแสดงความเห็นใจนั้น ผมเกรงจะออกมาแบบนี้ครับ คือ มี clinical practice guideline ว่าต่อไปนี้ มีอะไรก้ให้พูด sorry มีอะไรก็ให้พูด apology ไว้ก่อน เดี๋ยวจะดีเอง นั่นคือวิธีการคิดแบบเก่า แบบชิ้นส่วน แบบที่ไม่ได้คิดว่าทำไมสองคำนี้มันถึง work ตั้งแต่แรก พอนำมาใช้โดยไม่มีบริบท มันก้ได้แบบไร้จิตวิญญาณ และเมื่อคำเหล่านี้ไร้จิตวิญญาณ มันก็จะไม่ work อีกต่อไป
การฝึกสนทนา หรือฝึกพูดนั้น ไม่ได้ฝึกโดยการรวบรวม dialogue สวยงาม พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนคล่อง จนเนียน ฝึกการวางมือ วางไม้ ทำท่าทางให้สง่สภาคภูมิ ฝึกเดินเทินหนังสือให้สง่า ฝึกหุบขากางแขนให้มีราศีอะไรแบบนั้นเลย มันต้องฝึกที่ "ใจ" ว่าเราสื่ออย่างมี compassion มีเมตตากรุณา ได้อย่างไร ฝึกใจให้มีสัมมาทิฏฐิ ถึงตอนนั้น มันจะออกมาทั้งวจนภาษา และอวจนภาษาเอง
ผมไม่ได้คิดว่าปัญหาอยู่ที่ระบบ ดังนั้น อยู่ในหรือออกนอกระบบ อาจจะไม่เกี่ยวนัก แต่ที่ผม despise ก็คือ "กรอบ" มากกว่าระบบ
ไมได้ประเภท pro นอกกรอบด้วย เพราะติดในกรอบ หรือติดนอกกรอบ มันก้จะเจอปัญหาในที่สุดเหมือนกัน เพราะเราได้โยนทิ้งวิธีแก้ไขปัญหาไปส่วนหนึ่งเสมอ ฉะนั้น ถ้าจะให้ดีก็ "ไม่มีกรอบ" จะดีกว่าไหม?
เมื่อ "ไม่มีกรอบ" ก็ไม่มีในกรอบ หรือนอกกรอบ ทุกวิธีจะ available ที่จะใช้ ตามบริบท ตามเหตการณ์ แน่นอนคิดแบบนี้ พวกที่ pro guideline หรือ กฏระเบียบ อาจจะเริ่ม frustrate แต่ผมว่าการมี guideline นั้น ก็ไม่ใช่ frustration-free method อยู่แล้ว ถ้าทั้งมีและไม่มี guideline ทำให้หงุดหงิด เอาแบบไม่มีไม่ดีกว่าหรือ?
ตามอ่านอยู่ตลอดครับพี่สกล
พี่งานเฮียวุฒิ เลื่อนเป็นวันที่ 5-8 นะครับ
ข่าวว่าพี่สกลจะอยู่ด้วยตลอดงานดีใจครับ
งานนี้ได้เห็น วอยซ์ไดอะลอค กะ ฟลิบชาร์จสวยๆ
อีกสักครั้ง ก็เป็นบุญหูบุญตาแล้วเรา