พื้นที่อันปลอดภัย


ในมันดาลา ปัญญาห้าสีสัน คล้ายจะล้อเลียนสี่ทิศ แต่ก็ไม่เหมือน รัตนา ปัทมะ วัชระ กรรมะ และพุทธะ มีห้าสีสัน จะขออนุญาตเชื่อมโยงกับวาระหลัก คือ เด็กน้อย ความจริงแท้ (authentic) วาระแห่งชีวิต และน่าจะเลยไปถึง ห่วยได้ ไม่ยี่หระด้วย (กำลังปั่น rating ครับ ทนหน่อยก็แล้วกันนะ ช่วงนี้ อิ อิ  ยิ้มกว้างๆ แลบลิ้น แลบลิ้น)

พุทธะ หรือ อากาศธาตุ จะเป็น key สำคัญ ธาตุอากาศ คือ space ที่ว่าง ที่ว่างนี่เองที่ทำให้เราสามารถขยับ สามารถจะทำ manoeuvre ได้ เหมือนขับรถเข้าซอย เจอซอยตัน แล้วเราต้่องทำ three-point turn นั้นแหละครับ ถ้าที่ไม่พอ คือไม่มี space เราก็ต้อง "ถอยดะ" ออกมา (เหมือนกับการนั่งรถแอ๊ด ที่วันก่อนก็อุตส่าห์ขับพาไปเจอซอยตันในเชียงรายจนได้ เป็นซอยที่มีลักษณะพิเศษคือ ค่อยๆเรียวลงๆ จนหน้าหม้อรถจ่อรั้วไม่มีที่ข้างๆเหลือเลย จำต้องถอยโลดออกมากว่า 200 เมตร)

ชีวิตคนเราคงจะดีไม่น้อย ถ้าเรามี "เนื้อที่ขยับเนื้อตัว" เพื่อจะทำ manoeuvre ได้ในยามจำเป็น

ผู้นำสิ่ทิศนั้น มีกินพื้นที่คือกระทิง หมี อินทรีย์ ไม่มากก็น้อย คนถูกกินก็จะเป็นหนูซะเยอะ จะว่าไปคนเป็นกระทิงจะสวมวิญญาณกระทิงกลับใจ ก็เขินๆ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะหุบเก็บเขาอย่างไร นี่ก็เป็นเพราะความเป็นกระทิงของตัวเอง ไม่เหลือพื้นที่ให้กลับตัวกลับใจเหมือนกัน

ถ้าพูดในภาษา voice dialogue ก็น่าจะเป็นว่า หากจะให้ primary selves หรือพี่ใหญ่ตัวโตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นท่านวิจารณ์ ขุนอุดม พี่ระเบียบ  อาสมบูรณ์ อนุญาตให้เฮียอาแวร์ทำงานได้ ก็ต้องเริ่มจาก "หาพื้่นที่" เสียก่อน ทั้งที่ถอยของอาเฮียใหญ่ทั้งหลาย และที่ว่างให้เฮียอาแวร์ เสร็จแล้วก็พื่นที่ปลอดภัยให้เจ้าตัวเล็ก หรือเด็กน้อย ได้ออกมาจากห้องใต้ถุน ออกมาจากเรือนจำ มาสูดอากาศบริสุทธิ์กันบ้าง

พวกเราอาจจะได้เรียนรู้ว่า เมื่อไรก็ตามที่เราไม่เหลือพื้นที่ไว้เลย ความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาก็หมดไป เรื่องราวต่างๆเต็มไปด้วยทางตัน ทั้งๆที่มีทางออกเต็มไปหมด แต่สำหรับตัวเราเองนั้นทุกอย่างมืดมน อนนธกาล ไม่มีแสง ไม่มีเนื้อที่ เต็มไปด้วยความทุกข์ถึงที่สุด ณ จุดนั้น เป็นการวัดความตึง ความหย่อนได้ ของจิตสภาวะอย่างยิ่งยวด และจิตของแต่ละปัจเจกก็มีความยืดหยุ่นนี้ไม่เท่ากัน ถ้าจะอธิบายด้วยสี่ทิศ ก็คือ เราเปิดช่องว่างให้ความเป็นไปได้ของทิศอื่นๆมาทำงานมากน้อยแค่ไหน ถ้าอธิบายด้วย voice dialogue ก็คือ เราพัฒนาความยืดหยุ่นของเจ้าตัวโตทั้งแก๊งไว้ได้มากน้อยแค่ไหน หรือไม่ได้เลย เมื่อนั้น demonic energy ก็จะแตกทลายกรงออกมา ปลดปล่อยพลังงานอันยากแก่การควบคุม

พุทธะปัญญาจึงสำคัญยิ่ง มองมุมนี้อาจจะสำคัญที่สุด (รึเปล่า?) เพราะเป็น safety value ที่ทำให้มนุษย์ลองผิด ลองถูก กล้ากระทำ ไว้วางใจได้ ต่อเมื่อเราพัฒนาสภาวะจิตอันรุ่มรวยความเป็นไปได้ (prosperity mentality) ไม่ได้ติดขัดอยู่ในสภาวะจิตขัดสน (poverty mentality) เมื่อนั้นชีวิตอันมีความหมาย เมื่อนั้นจินตนาการ intuition หรือญาณทัศนะ จึงมีพื้นที่ที่ผุดบังเกิดได้ กล้าออกจากไข่แดงไปได้ ขยายวงไข่แดงให้ใหญ่ขึ้นๆ ไม่เกรงกลัวต่อความเป็นไปได้

คำกล่าวที่ว่า "ห่วยได้ ไม่ยี่หระ" ก็เป็นพุทธะปัญญาอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะเนื้่อที่ห่วยได้นี้ ของคนเราในปัจจุบันแทบจะไม่มี สมองตีบตัน สายตาหดสั้นแคบ หายใจเต็มปอดก็ไม่ได้กลัวหายใจออกจะไปกระทบกระทั่งคนอื่น สมองมันก็ขาดเลือด ขาดแรงบันดาลใจ ห่วยได้นี้จะเป็นพื้นที่ผ้าใบสีขาว ที่เราอาจจะแต่งแต้มแรงบันดาลใจ หรือให้เจ้าเด็กน้อยของเราได้ระบายสีสันที่เขาชอบ โดยปราศจากอคติ

พุทธะปัญญายังเป็นพื้นที่ทำให้คนเราจริงใจ (authentic) อีกด้วย คิดดูหากเราจะต้องดูแลเอาใจใส่ว่าคนอื่นเขาจะคิดอย่างไรกับเราตลอดเวลา เราจะเหลือพื้นที่แสดงตัวตนของเราอีกหรือ? โลกใบนี้ก็จะเต็มไปด้วยเสแสร้ง fake หรือ wording swordplay คำสวยๆ งามๆ ที่จดจำเอามาพ่นใส่กันว่ากูเคยได้ยิน กูก็พูดได้ ทำหรือไม่ เชื่อหรือไม่ เป็นอีกนัยยะหนึ่งอย่างสิ้นเชิง การที่คนจะกล้าเดินเปลือยเปล่านั้น จะเกิดการแลกเปลี่ยนสีสันตัวตนที่แท้จริง authenticity จึงมีได้ ใช้ได้จริง