Vision & Mission OM Style

มาตอนบ่ายวันที่หนึ่ง เราจึงเห็นประโยชน์ของการได้ "ฝึกฝัน" เมืื่อตอนเช้า เพราะเรากำลังจะได้เขียน vision & mission วิสัยทัศน์และพันธกิจ ของโครงการของแต่ละกลุ่ม แต่ละพวกนั่นเอง

กระบวนกรถามพวกเราว่า "นอกเหนือจากการใช้รูปภาพสื่อความใฝ่ฝัน เราคิดว่าจะใช้วิธีอื่นๆอีกได้ไหม?" และเสริมต่อไปว่า การใช้ภาพ และสี oil pastel นั้นเป็นการ "เบี่ยงสมอง" จากซีกซ้ายที่เราคุ้นเคย ใช้ในการคิด การคำนวณ ไปใช้สมองซีกขวาบ้าง คือ ความรู้สึก อารมณ์ หรือ "เสียงจากหัวใจ" นั่นเอง

วิสัยทัศน์นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "อยาก" จะเป็นอะไร หรืออยากจะได้อะไรเท่านั้น การเขียนวิสัยทัศน์นั้น เป็นการ "เชื่อมโยง" ตัวตน ณ​ ปัจจุบันและอดีต เข้ากับ "ความหมาย" ของการมีชีวิตอยู่ของทั้งทีม หรือทั้งองค์กร

ความยากอาจจะอยู่ตรงนี้นี่เอง ลำพังความหมายของตนเองคืออะไร เราอยู่ไปเพื่ออะไร ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะ "มองให้ชัด" แต่นี่อะไรล่ะ ถึงจะเป็น "ความหมายร่วม" ของคนทั้งทีม ทั้งกรม ทั้งกอง ทั้งองค์กร? เราจะรู้ได้อย่างไรเราจะขีดเขียนหรือสื่อออกมาได้หรือ?

และข้อสำคัญก็คือ วิสัยทัศน์สไตล์ outcome mapping นั้น ไม่ได้เริ่มจากการเขียน "ตัวเอง" อยากจะเป็นอะไร อยากจะทำอะไรเพียงเท่านั้น กลับเปลี่ยน "ประธาน" เป็น "ผู้รับประโยชน์" แทน ประเด็นนี้อาจจะเป็นอะไรที่ทำให้การเขียนวิสัยทัศน์พันธกิจของ outcome mapping มี "ความแตกต่าง"

ยกตัวอย่าง เราคงจะไม่คาดหวังว่าองค์กรอย่าง WHO หรือ UN จะเขียนวิสัยทัศน์ พันธกิจแบบว่า "เราจะเป็นองค์กรระดับโลก หรือ ระดับ galaxy" etc อะไรทำนองนั้น แต่มันน่าจะออกมาในลักษณะถ้าเป็นฝันก็คือ ฝันว่าประชากรโลกจะอยู่กันอย่างมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง หรือ อยู่กันอย่างมีสันติสุขมากที่สุด ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า หรือสักวันหนึ่ง อะไรทำนองนี้มากกว่า

ฝันเพื่อเธอ

การที่ Outcome Mapping จะเขียนวิสัยทัศน์เพื่อคนอื่นนี้เองที่ "ท้าทาย" อย่างแท้จริง และในขณะเดียวกัน ก็จะเป็นอะไรที่ noble มากๆ ใครว่าเขียนวิสัยทัศน์ประเภท "ข้าจะครองโลก" นั้นท้าทาย และมีทะเยอทะยาน แต่ก็ยังไม่สู้ประกาศว่า "ข้าจะเป็นข้ารับใช้โลกนี้ และประชาชนบนโลกนี้"

และการทำเพื่อคนอื่นนั้น ในเชิงสังคมศาสตร์ คงจะไม่ได้นับว่า "ทำอะไร" และเป็นผู้รับประโยชน์นั้น "ได้อะไร" มากกว่า สิ่งที่ได้นั้นคือสิ่งที่เขาต้องการ หรือจำเป็นต้องมีจริงๆหรือไม่ ในการเขียนวิสัยทัศน์พันธกิจเชิงoutcome mapping นั้น จะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น ถ้าหากเรา "เข้าใจ" ในผู้รับประโยชน์จริงๆว่าเขาจำเป็นที่จะได้เรื่องนี้ไป ข้อสำคัญคือ การ​ "empowerment" นั้น เราจะไม่ได้เป็น "คนทำให้" ตลอดไป สุดท้าย สังคมจะต้องดำเนินต่อไปได้ด้วยตัวมันเอง ในบริบทที่จะเปลี่ยนไปจากเดิม จะต้องสามารถยืนหยัด ดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าจะพ้น generation ของเราไปแล้วก็ตาม กิจกรรมใดๆก็ตามที่เรากำลังทำเพื่อวิสัยทัศน์ หรือเป็นพันธกิจ จึงต้องทำให้เกิดไม่เพียงแค่ "กิจกรรม" แต่จะต้องเกิด "ศักยภาพ" มีการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม เชิงความสัมพันธ์ เชิงกระบวนทัศน์ เชิงสมรรถภาพ ในตัวผู้รับประโยชน์ด้วย 

ความสนุกและความมันในการเขียนวิสัยทัศน์ OM เกิดตอนนี้นี่เอง มีผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งสะท้อนออกมาว่า เขียนแบบเดิมๆ ฉันจะเป็นอย่างโน้น องค์กรฉันจะต้องได้รางวัลนี้ โรงงานผมจะต้องอยู่แนวหน้าระดับนานาชาติ แผนของผมจะต้องได้เงินทุนเพิ่มสิบล้าน ฯลฯ คนเขียนพาลจะเลี่ยนเอา แต่พอให้เขียนว่าผู้รับประโยชน์จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โอ้ โห เขียนได้อย่างลื่นไหล ไม่ติดขัด แถมยังรู้สึก "ปิิติ" ขณะเขียนอีกตะหาก

วิสัยทัศน์ (VISION)

  • ภาพของผู้รับประโยชน์ที่ทีมคุณปราถนาจะเห็น
  • สิ่งที่แผนงาน / โครงการฝันอยากจะให้เกิด
  • เขียนภาพฝันนั้นให้ชัดเจน "ใคร" "ได้รับอะไร" และ "เป็นอย่างไร"
  • ภาพฝันที่มีทั้ง "จินตนาการ + แรงบันดาลใจ"

พันธกิจ (MISSION)

  • เพื่อให้ภาพฝันนั้นเป็นจริง แผนงาน / โครงการต้องทำอะไรบ้าง
  • เป็น "ภารกิจ" ใหญ่ๆ ที่สำคัญ ไม่ใช่กิจกรรมย่อย
  • เป็น "ภารกิจ" ที่แผนงาน / โครงการสามารถทำให้เกิดเป็นจริงได้ ภายในระยะเวลา 1-2 ปี
  • ไม่ใช่ process หรือกลยุทธ์การทำงาน
  • เป็นการบอกว่า "ทำไมต้องมีแผนงาน......"

และตรง "ความชัด" นี่เอง ที่ผมนำเอามาคิด ใคร่ครวญต่ออีกเยอะพอสมควร และยิ่งมาถึง "บางอ้อ" ตอนกิจกรรมกลางคืนนี้ คือ LEGO

ON MISSION

สำหรับผมแล้ว ตัว mission นี้คือ "ความชัดของแผนที่" แต่สำหรับ vision นั้น เป็น "จิตวิญญาณ" ของเป้าหมาย ความสมดุลระหว่างความชัด กับ "แก่นของคุณค่า" เป็นสมดุลระหว่างพันธกิจกับวิสัยทัศน์ทีเดียว การมี mission ที่ชัดเจน กำหนดภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสม ทำให้ผู้เดินทางเกิดสติ เกิด awareness และสามารถประเมินตนเองได้ว่า แผนมี / ไม่มีปัญหา อาทิ ถ้ามัน prolong ยืดเวลาออกไปกว่าที่กำหนด แสดงว่าเราอาจจะไม่ได้นึกถึงอุปสรรคทั้งหมด หรือ underestimate ไปบางด้่่าน บางมิติ หรือประเมินตนเองสูงไป และที่พบได้ไม่ยากนักก็คือ การ underestimate ผลกระทบจากภายนอกระบบต่อนิเวศของเรา และผลกระทบจาก internal environment หรือสภาวะภายในของคนในระบบเอง ที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน

การเขียนพันธกิจที่พึงจะต้องทำจริงๆในระยะของกรอบเวลา เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก การไม่ได้เขียนตรงนี้ให้ชัดเจนเพียงพอ ทำให้การคาดการ การกำหนดเวลาที่จะมาประเมินผล ฯลฯ ทำไม่ได้อย่างมีตรรกะที่ดีพอ และถ้าเราเผลอเขียนเป็นกลยุทธแทน ไม่ได้มีความชัดเจน หรือความเป็นรูปธรรมในระดับนี้ จะส่งผลไปถึง direct partners ได้โดยตรง ยิ่งถ้าไม่ได้พูดคุยกันให้ชัดว่าฝ่ายไหน หมายถึงอะไรอยู่ ก็จะเกิด domino effects ไปยัง markers อื่นๆ ได้แก่ strategic partners และ progress markers ได้

Workshop นี้ สคส.ให้เราแบ่งกลุ่มตาม original task พอดีกลุ่ม รร.แพทย์สร้างเสริมสุขภาพมากันครบหลาย levels คือมีตั้งแต่กรรมการกำกับทิศ (พี่กอปรชุษณ์) ผู้ประสานงานของแผน (คุณอุดมศรี หรือพี่แม้วของเรา) และสองตัวแทนจาก boundery partner (ในที่นี้เขาเรียกเป็น direct partner) คือ ผมและหมอหนุ่มจาก มช. ซึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่มเครือข่าย palliative care และกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาแพทย์ เราก็ได้รับแบ่งตัวแทน "ประชาชน" มาจาก มสช. (เอ... หรือว่า สคส.หว่า?) คือน้องวรรณนั่นเอง มาคอยควบคุมบรรดาหมอๆให้ตั้งใจทำงาน คุณอ้อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กลุ่มเราโดยตลอด (ด้วยความอดทน ขันติ อุเบกขา เมตตา กรุณา อย่างสูง)