อวจนภาษา
เราเคยเขียน values ของหน่วยชีวันตาภิบาล (palliative care unit) ของที่ ม.อ. เอาไว้ สะท้อนออกมาจากคำว่า Songkhla เพราะเราเห็นว่าคำๆนี้มีความหมาย และเป็นสิริมงคลดีสำหรับผู้ที่ทำงานในวงการสาธารณสุข
VALUES
|
โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มีกลุ่มอาสาสมัครหลายกลุ่มทำงานกับเรา อาทิ กลุ่มอาสาสมัครอาคารเย็นศิระ กลุ่มอาสาสมัครข้างเตียง กลุ่มผู้สูงอายุ และอีกหลายๆคนที่มาช่วยกันทำงานกัน ตามเวลาที่มี ตามกำลังที่พอไหว และทั้งหมดนี้ เป็นการทำ "เพื่อเพื่อนมนุษย์" อันเป็น theme ของจิตอาสาที่แท้จริง
กลุ่มจิตอาสามีอาจารย์ผู้ดูแลแต่แรกเริ่ม และเป็นที่ปรึกษาด้วย คือ อ.นพ.ธาดา ยิบอินซอย จนบัดนี้ถ้าอาจารย์มีโอกาสก็ยังมาร่วมกิจกรรม และเป็นที่ปรึกษาให้อยู่เป็นระยะๆตลอดเวลา อาคารเย็นศิระตั้งอยู่ที่วัดโคกนาว ตรงกันข้ามกับโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นอาคารที่สร้างโดยเงินบริจาคในพระราชกุศลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมทบร่วมกับเงินของโรงพยาบาล สร้างเป็นอาคาร 4 ชั้น เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติที่ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือไม่มีที่ admit ที่ รพ. แต่จำเป็นต้องมารับการรักษาต่อเนื่อง เช่น การรับรังสีรักษาโรคมะเร็งที่ต้องทำต่อเนื่องหลายอาทิตย์ ทั้งอาคารเป็นที่อยู่ของ ผป. ทั้งไทยพุทธ มุสลิม หรืออื่นๆ และ รพ.จัดกลุ่มอาสมสมัคร ที่มีทั้งแพทย์ พยาบาล ชาวบ้าน ไปช่วยดูแลคนไข้ในอาคารเย็นศิระแห่งนี้
คณะแพทยศาสตร์ ใช้อาคารเย็นศิระเป็นสถานที่ในการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาแพทย์ด้วย และเราคิดว่าเป็นแหล่งความรู้อันทรงพลังที่จะถ่ายทอดความสำคัญของวิชาชีพให้แก่นักศึกษาได้เยอะมาก
การมีกลุ่มอาสาสมัครมาช่วยทำงานมีคุณนุประโยชน์นานาประการ เหมือนเรื่องของมูลนิธิพุทธฉือจี้ และโรงพยาบาลในเครือมูลนิธิ ที่จะมีอาสาสมัครมาช่วยดูแลคนไข้ทุกวันๆละ 200 คน เป็นแรงงานบริสุทธิ์ นอกงบประมาณ และทำด้วยใจอย่างแท้จริง กลุ่มอาสาสมัครของ ม.อ. หลายคนก็ทำงานมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เช่น ป้่าแดง และลุงจรูญ ที่ดูแลอาคารเย็นศิระให้ และก็มีหน้าใหม่ๆวนเวียนมาเพิ่มเติม หรือขาดหายไปบ้าง ตามกระแสชีวิต
หน่วยชีวันตาภิบาลร่วมกับทางคณะแพทย์ฯ จัดอบรมอาสาสมัครทุกปี ในช่วงเดือนตุลาคม ประมาณ 1 เดือน เพื่อเสริมกำลังความรู้ทักษะด้านต่างๆที่อาสาสมัครควรทราบ ได้แก่ การฟัง การ counseling หรือ concept ในการรับรู้ข่าวร้ายของมนุษย์ เป็นต้น
ปีนี้เราจัดสัมมนากลุ่มอาสาสมัครของ รพ. ที่ปากบารา จังหวัดสตูล มีกิจกรรมและการไปดูวิถีชีวิตคนประมง คนทำหอย คนทำบาติก และชีวิตพื้นบ้านชาวจังหวัดสตูล รอบๆบริเวณป่าโกงกางแถวๆหากปากบารา โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ นำโดยพี่เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี (ผู้บุกเบิก ผู้นำ ผู้สร้าง ผู้ริเริ่ม palliative care ให้แก่คณะแพทย์สงขลานครินทร์) ผมคิดว่าเป็นกิจกรรมเรียบง่ายแต่สื่อสารประเด็นได้ดี อยากจะขอบันทึกเป็นที่ระลึกและเพื่อเผยแพร่ (ยังไม่ได้ขออนุญาตเลย ใช้ความหน้าด้านของเราเอามาเขียนดื้อๆ ฮิ ฮิ ใครจะทำไม)
กิจกรรมจับฆาตกร(Catch the Killer!)
พี่เต็มแจกไพ่ที่ทำพิเศษให้แก่บรรดาอาสาสมัครใหญ่น้อยทุกคน บนไพ่จะมีรหัสลับ Da Vinci เขียนไว้ อาทิ สุดสวย กล้าหาญ สงบ ฯลฯ พอทุกคนได้ ก็หาคนที่ได้ไพ่ที่มีคำพิเศษสามคำ 2 ชุด (ผมจำไม่ได้แล้วว่าคำว่าอะไร สมมติเป็น รุนแรง กล้า แอบ ก็แล้วกัน) และอีกชุดนึงก็ว่าไป ทั้งสองชุดนี้จะทำหน้าที่ เป็นฆาตกรสามคน และทำหน้าที่เป็นตำรวจสามคน
ที่นี้ก็จะมาถึงตัวกิจกรรม ฆาตกร ก็จะมีหน้าที่ฆ่าคน (ชื่อก็บอกอยู่แล้วนิ) ส่วนตำรวจก็จับฆาตกร (ห้ามตอบว่ารับสินบนนะจ๊ะ) เวลาฆาตกรฆ่าก็ต้องฆ่าให้แนบเนียนและลึกลับที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ถูกจับ วิธีฆ่าให้คิดขึ้นมาเอง ว่าให้เป็นสัญญานอะไรบางอย่าง "อะไรก็ได้" ที่ทำให้คนธรรมดาที่ถูกฆ่าเกิดรู้ว่า "อ้าว!! ฉันโดนซะแล้ว" คนที่ตายก็จะทิ้งไพ่ลงตรงหน้า จะได้รู้ว่าตายแล้ว ส่วนตำรวจก็จะพยายามสืบค้นให้ได้ว่าใครหนอเป็นคนฆ่า
แล้วก็ลองเริ่มเล่นดู โห ฆาตกรก็เริ่มลงมืออย่างโหดเหี้ยม! คนใกล้ๆชิดตัวก็ใช้วิธีสะกิด หยิก กระทุ้งศอก คนไกลออกไปก็ใช้วิธีขยิบตา ถลึงตา ขมุบขมิบปาก ชี้มือ ฯลฯ ประชาชนก็ร่วงล้มตายกันระนาวเพราะ ฆาตกรมีถึงสามคน กว่าตำรวจจะเริ่มจับได้ก็บาดเจ็บล้มตายไปเยอะทีเดียว ส่วนหนึ่งที่ฆาตกรถูกจับก็คือ ดันไปฆ่าตำรวจ ซึ่งตำรวจจะไม่ตาย และจะจับฆาตกรได้ทันที (ทำให้เห็นประโยชน์ของการเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ) ถ้าตำรวจจับผิดคน จะถูกปลดออกทันทีเหมือนกัน เรียกว่าสร้างประจักษ์พยานเท็จและปรักปรำผู้บริสุทธิ์ ประชาชนบางคนก็ใจอ่อนมากเลย ตายฟรีไปทั้งๆที่ยังไม่ทันมีใครฆ่าเลย คือสบตาคนอื่นปุ๊บ คิดว่าฉันตายดีฝ่า ร่วงผลอยลงไปทันที เรามีทั้งฆาตกรมืออ่อน ไม่ยอมฆ่าใครเลย (กลัวถูกจับ โถ หนูนี่ serious จริงๆเลยนะจ๊ะ) มีทั้งมืออาชีพ ฆ่ารวดเดียวหมดแผงเลย ประเภทประสานงา ฆ่าไขว้กันสองฝั่งหลอกตำรวจให้งง และก็มีประชาชนบางคนถือว่ามีพระดี ฆ่าเท่าไรก็ไม่ยอมตาย มิใยที่ฆาตกรขยิบตาก็แล้ว หยิกก็แล้ว นั่งหัวเราะร่วนไม่ยอมตายซะที
เสร็จแล้วเราก็มาสะท้อนกัน
กิจกรรมนี้ใช้ทักษะด้านใด?
สมาชิกก็ตอบกันกระจองอแง การสังเกตค่ะ อวจนภาษาค่ะ ความซาดิสต์ครับ (อ้าว!!) ที่แน่ๆก็คือ เนื่องจากมี contradiction action ก็คือ เราต้องการจะ "สื่อ" (คือฆ่า) แต่ในขณะเดียวกันต้องการจะ "ไม่สื่อ" (คือแอบๆ) เราก็จะใช้อวจนภาษาเป็นหลักสำคัญ ซึ่งในการเป็นอาสาสมัครผู้ป่วยแล้ว จะเป็นทักษะที่สำคัญมากๆ คนไข้บางส่วนจะสื่อสารทางอ้อมกับเราตลอดเวลา และโดยการใช้อวจนภาษา การขยิบตา การเงียบ การซึมลง การหยุดพูด ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นการสื่อสารทีทรงพลัง ที่ถ้าหากอาสาสมัครชำนาญ ช่างสังเกตสังกา และเป็นคน sensitive เพียงพอ เราก็จะได้อะไร ได้ข้อมูลจากคนไข้อย่างมากมาย โดยที่ยังไม่ได้พูดสักแอะเดียว
แต่ถ้าเราไม่ชำนาญด้านอวจนภาษา หรือไม่คิดว่ามันมีการสื่อสารทางนี้ได้ด้วย หรือมีอาจจะไม่สำคัญ เราจะพบได้ว่า "เกิดการล้มเหลวทางการสื่อสาร" เกิดขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว เช่น ฆาตกรก็จะฆ่าไม่ตาย เพราะประชาชนคิดว่าที่ขยิบตาๆเหยงๆอยู่นี้ เธอมาปิ๊งฉันมั้ง (ที่จริงกำลังฆ่าอยู่อย่างขะมักเขม้น) หรือฆาตกรบางคนก็ไม่ work เลย เพราะสื่อทางนีไม่เป็น ตำรวจบางคนก็เกิดอาการหวาดระแวงเห็นคนกำลังฆ่ากันไปหมดทุกคน
บทเรียนการสื่อสารด้านอวจนภาษาก็เสร็จสิ้นด้วยเลือดเนื้อและนำ้ตาด้วยประการละฉะนี้เทอญ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ ขอยืมไปใช้บ้างค่ะ สงวนลิขสิทธิ์ไหมคะ
ไม่ใช่ของผมครับ แต่เอามาลงในนี้ คงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะครับ เชิญตามสบาย อิ อิ
ตั้งใจว่าจะเขียนถึงสัมมนาครั้งนี้อยู่เหมือนกัน
แต่พออ่านบันทึกนี้แล้ว รู้สึกว่า ถ้าเขียนเองคงเขียนได้ไม่ดีเท่านี้ เลยเปลี่ยนใจ ฮา
แต่อยากเล่าเบื้องหลังเล็กน้อยที่ บันทึกนี้
พี่เต็มครับ
อา... เขียนเร็วไปหน่อย ไม่ได้ขอลิขสิทธิ์อ่ะ ตามไปอ่านแล้วครับ เป็นบทเรียนในการทำกิจกรรมที่ครบถ้วนไปเลยนิ ฮิ ฮิ ขอบคุณฮับ