Departures

ในการจัดการการเรียนการสอนวิชาจริยธรรม หรือวิชาใดๆที่มีเรื่องของคุณธรรม คุณค่า และการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ นอกเหนือจากจัดเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติ (workshop) แล้ว วิธีหนึ่งที่ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพคือการชมภาพยนต์และวิจารณ์ ใคร่ครวญ ในครั้งนี้สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนจริยศาสตร์และ palliative care สำหรับอาจารย์ใหม่ ที่จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เราได้นำเอาภาพยนต์เรื่อง Departures มาใช้

Disclaimer: เนื้อหามีการเล่าเรื่องในภาพยนต์ อาจเป็น movie-spoiler ***

ภาพยนต์เรีื่องนี้ได้รับรางวัลเรียกว่า "กวาด" เกือบ across board ของงานประกวดภาพยนต์ของญี่ปุ่น และได้ The Best foreign film honor ของรางวัลออสการ์ด้วย ดังนั้นลำพังในแง่ของ cinematography การตัดต่อ การแสดง ก็เป็นภาพยนต์ชั้นดีที่ควรชม และสะสมอยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาถึง "เนื้อหา" ก็จะยิ่งได้รับรสชาติเกินบรรยายหรือพรรณนา และเชื่อเหลือเกินว่ามุมมองของผู้ชมแต่ละท่าน จะไม่มีเหมือนกันหมด เพราะเราจะต้องนำเอา personal experiences และความเชื่อ ความรู้สึก การรับรู้ของหัวใจ เข้ามาเชื่อมโยงกัน สร้างสรรค์เป็นประสบการณ์ "บันเทิง" และสุนทรีย์ที่สุดเป็นเวลา 130 นาที

หนุ่มนักเชลโล ไดโกะ โคบายาชิ (แสดงโดยมาซาฮิโร โมโตกิ) ที่พึ่งเริ่มอาชีพในวงออเคสตราเล็กๆวงนึงในโตเกียว ประสบความผิดหวังคาดไม่ถึงเมื่อวงของเขาถูกยุบเพราะไม่มีคนมาชมเพียงพอ ไดโกะต้องยอมขายเชลโลตัวโปรดที่พึ่งซื้อมา และย้ายไปอยู่บ้านเกิดที่บ้านนอก โดยมีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก มิกะ (นำแสดงโดยดาราสาวสวย เรียวโกะ ฮิโรสุอิ จากเรื่อง Wasabi) นักออกแบบ website ติดตามให้กำลังใจโดยตลอด ไดโกะอ่านพบประกาศสมัครงาน "ผู้ช่วยการบริการเดินทาง" ในหนังสือพิมพ์ ด้วยความที่คิดว่าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับบริษัทท่องเที่ยว และประกาศว่าเงินเดือนดี ไม่ต้องการประสบการณ์มาก่อน จึงได้ไปสมัครงาน ค่อยพบว่าที่แท้บริษัท NK นั้นก็คือ "โนกัง" หรือบริษัทรับจัดแต่งศพก่อนนำเข้าโลง (ประกาศหนังสือพิมพ์ ตกคำ "การเดินทางสู่สุคติ" ไป) ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกรังเกียจอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความตาย การทำงานแต่งศพดูเหมือนจะเป็นงานที่ไม่มีคนยินดีประกาศตัวเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจเท่าไรนัก แต่หลังจากที่ไดโกะได้ลองทำงานไปเรื่อยๆ ชีวิตเขาก็เปลี่ยนแปลงไป เกิดมุมมองใหม่ มองเห็นศักดิ์ศรีในการทำงานวิชาชีพที่อาศัยความซื่อสัตย์และเกียรติแห่งหน้าที่ความรับผิดชอบ และเปิดโลกทรรศน์ของความสุนทรีย์ ไปจนถึงสัจจธรรมแห่งชีวิต ทั้งๆที่ไดโกะต้องทนทำงานแบบลับๆล่อๆ ไม่กล้าบอกภรรยา เพื่อนฝูงพาตัวออกห่าง จนถึงกับเมื่อภรรยาทราบความจริงก็ขอแยกกันอยู่ แต่ไดโกะที่คิดว่าตนเองได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่สำคัญ ก็ยังทำงานต่อไป จนในที่สุด ปมทุกอย่างก็ได้คลี่คลายไปทีละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาชีวิตตอนเด็กๆของไดโกะที่พ่อหนีจากบ้านตามเด็กสาวคนหนึ่งไปตั้งแต่เขาอายุ 6 ขวบ เรื่องภรรยาที่ไม่เข้าใจในงาน และเพื่อนฝูงที่รังเกียจเดียดฉันท์

ภาพยนต์เรื่องนี้ใช้ "อวจนภาษา" เยอะมาก ทั้งเสียงเพลงจากเชลโล เปียโน และแกรนด์ออเคสตราที่หล่อหลอมบรรยากาศ ผลักดันอารมณ์ ภาพนิ่งทิวทัศน์ฤดูกาลต่างๆของชนบทในประเทศญี่ปุ่น กอปรกับสีหน้า หน้าตา ที่บ่งบอกอารมณ์อย่างแนบเนียน พอเข้าใจ ไม่ถึงกับ exaggerate เกินไป แต่เพียงพอที่จะสร้าง "อารมณ์ร่วม" ที่สะเทือนใจได้อย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว "พิธีกรรม" ที่พระเอกและอาจารย์ของเขา ซาซากิ (แสดงโดยซุโตมุ ยามาซากิ) ทำหน้าที่ตกแต่งศพต่อหน้าญาติๆทุกคนนั้น เต็มไปด้วยความประณีต ความเคารพต่อร่างกายและต่อความรู้สึกของทุกคนในที่นั้น เต็มไปด้วยความรัก สำแดงออกมาทางสีหน้าที่เงียบขรึม ตั้งใจ มีสมาธิเต็มที่ การเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหล เชี่ยวชาญต่อเนื่อง แสดงความอ่อนไหวต่อความรู้สึกของญาติๆของร่างกายที่กำลังทำงานอยู่โดยตลอด ความละเอียดอ่อนที่ไดโกะและซาซากิสำแดงต่อร่างกายผู้ตายไปแล้วนั้น สามารถสร้างความสะเทือนใจ ที่ไม่ใช่ความเศร้าเสียใจ แต่เป็นความงามที่สุนทรีย์ผสมผสานกับความสะเทือนใจในความรักอย่างบริสุทธิ์ ที่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย

มี comment จากผู้เข้าร่วมชมท่านหนึ่งบอกว่า ถ้านักศึกษาแพทย์ของเราได้ชม และมองเห็นวิธีปฏิบัติต่อร่างกายผู้เสียชีวิตแบบนี้ เธอก็เกิดคิดมาว่าน่าจะเกิดแรงบันดาลใจให้นักศึกษาแพทย์ของเรากระทำอะไรที่ประณีต บรรจง ไม่แพ้กัน ต่อคนไข้และญาติเป็นๆหรือไม่

ความอ่อนไหว sensitive และเคารพต่อร่างกายคนของ "มืออาชีพ" ทั้งสองท่าน สามารถทำให้คนที่เคยกระทำการใดๆอย่างลวกๆ ไม่คำนึงถึงชีวิต ความรู้สึก ของผู้อื่น เกิดการ "กระแทกอารมณ์" ได้อย่างมาก เรียกว่าแทบจะเกิดความละอายขึ้นมาเลยทีเดียว

ผมเองนึกย้อนไปถึงตอนเป็นแพทย์ใช้ทุนศัลยศาสตร์ ก็มีหลายตอน หลายครา ที่ "จิตหลุด" ทำผ่าตัดไป พูดคุยกับคนรอบข้าง (ผู้ช่วยผ่าตัดมี 3 คน และยังมี scrub nurse ส่งเครื่องมือ มี circulating nurse คอยหยิบเสริมเครื่องมือ มีหมอดมยาสลบ) ถึงแม้ว่าผลของการผ่าตัดไม่ได้เสียหาย และมีช่วงที่เรา lost respect ต่อเจ้าของร่างกายที่เราผ่าตัดอยู่ ก็เกิดความละอายเมื่อได้เห็นวิธีการปฏิบัติต่อร่างกายด้วยความรักเคารพแบบที่เห็นในภาพยนต์เรื่องนี้อย่างมาก

ผู้กำกับมือรางวัลของ Departures คือ โยจิโระ ทาคิตะ ไม่ได้ทิ้งอะไรฟุ่มเฟือยแม้แต่เพียงนิดเดียวในหนังเรื่องนี้ ทุกบท ทุก script มีที่มาและมีบทสรุป ดังนั้นการชมภาพยนต์เรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็น adventures ที่น่าตื่นเต้นว่ายังเหลืออะไรให้สืบค้นอยู่อีกหนอ ที่น่าทึ่งก็คือการแสดงสีหน้า ภาษากาย อวจนภาษาทางด้านอื่นๆ รวมทั้งสัญลักษณ์ต่างๆเต็มไปหมด ที่เปิดให้คนชมได้เชื่อมโยง (ทั้งรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง) ไปด้วยกันอย่างรื่นรมย์

เนื่องจากงาน Okuribito นี้ (ภาษาอังกฤษเรียก encoffiner) ถึงแม้จะเปี่ยมไปด้วยพิธีกรรม และความประณีตระดับศิลปะ แต่ก็ไม่ใช่อาชีพที่คนทุกคนจะยิ้มตอบรับ ไม่ต้องถึงขนาด "อยาก" จะทำและใช้ชีวิตแบบที่จะต้องสัมผัสจับต้องศพทุกวันแบบนี้ บางคนอาจจะถึงขั้นรังเกียจ ขยะแขยงเสียด้วยซ้ำ บท intro ของภาพยนต์เรื่องนี้จึงนำเข้าด้วยความนุ่มนวล ประเดิมด้วยเหตุการณ์ตอนกลางของเรื่อง ที่พระเอก ไดโกะ ได้รับอนุญาตให้ลงมือทำด้วยตนเองเป็น case แรก เพื่อขจัดการรับรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง บทนำนี้จึงแสดงมุมด้านศิลป และความประณีตให้คนเข้าชมปรับการรับรู้ และเพื่อขจัดการคิดว่าเรื่องแบบนี้ น่าเกลียด น่ากลัว ในบทนำนี้ก็แทรกเอาไว้ด้วยอารมณ์ขันแบบนุ่มนวล ไม่ประเจิดประเจ้อ พอให้คนดูเริ่มผ่อนคลาย และเปิดรับเนื้อเรื่องส่วนที่เหลือได้อย่างเต็มที่

มีอาจารย์แพทย์ท่านนึงได้ให้ข้อสังเกตว่า ญี่ปุ่นทำหนังสะท้อนความตายได้งดงามขนาดนี้ แต่หนังที่เกียวกับความตายของคนไทยออกมา ทำไมมันถึงได้ไปๆมาๆ ต้องลงเอยที่สองแบบ คือ ตายเป็นผี ไม่ผีล้างแค้น ก็ผีตลก คนถึงจะมาดู (และก็มาดูกันตรึมจริงๆด้วย!!) และเพราะเหตุนี้หรือไม่ สังคมเราจึงเริ่มกระเถิบความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับความตายออกมาแบบน่ากลัว ไร้สาระ และถอยห่างจากความสุนทรีย์และวัฒนธรรมประเพณีออกไปเรื่อยๆ มีอาจารย์อีกท่านบอกว่า ท่านเคยมีคุณแม่เสียชีวิต และตอนนั้นท่านก็รู้สึกไม่ดีเลย เกี่ยวกับหนังผีของไทยที่ออกมาครึกโครม รู้สึกว่าเราไม่ค่อย "เคารพ" ความตาย และนำมาล้อเล่น นำมาสะท้อนพลิกมุมที่ไม่น่าดูออกมาเป็นนิสัย ตายแล้วต้องเป็นผี ตายแล้วต้องกลับมาหลอกหลอนคนเป็น ตายแล้วต้องอาฆาตมาดร้าย ทำร้ายคนอื่นๆต่อๆกันไปอีกเรื่อยๆ

พระเอกของเรารับรู้ข่าวร้ายว่าวงออเคสตราต้องยุบ กลับมาบ้าน ก็ต้องบอกกับภรรยา รวมทั้งเรื่องที่ตนเองได้ซื้อเชลโลมาด้วยราคาที่แพงมาก ภรรยาก็แสดงออกมาแบบที่สนับสนุนเป็นกำลังใจแก่พระเอกมากๆ มากจนพระเอกเองก็แปลกใจ เพราะทันทีที่พระเอกบอกว่าจะเลิกเล่นเชลโลแล้ว ภรรยานิ่งไปแวบเดียว ก็ร้องออกมาว่า "เห็นด้วยค่ะ!" พระเอกบอกต่อไปว่า เราคงต้องย้ายไปอยู่บ้านนอก ภรรยานิ่งไปอีกแวบ แล้วก็ตอบกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "ได้เลยค่ะ ไปอยู่บ้านคุณแม่คุณใช่ไหมคะ มันไม่ต้องเสียค่าเช่า ค่าอะไร" ปฏิกิริยาของภรรยามีส่วน support morale ของพระเอกอย่างมาก เพราะไดโกะมีความรู้สึกผิดหลายขั้นตอนในก่อนหน้านี้ ทั้งเรื่องที่ซื้อเชลโลมาแพงขนาดนี้โดยไม่ได้บอกภรรยา เรื่องที่ตนเองเคยสัญญากับภรรยาในคำขอแต่งงานว่าเราจะอยู่ด้วยกันในชีวิตแห่งเสียงดนตรี แต่การแสดงออกของภรรยาทำให้พระเอกเกิดความง่ายขึ้นเยอะที่จะวางแผน หรือเปลี่ยนแผนของวิถีชีวิต เรียกว่าได้ทำบทบาทของ "ผู้สนับสนุนแบบไร้เงื่อนไข" อย่างเต็มที่

ตรงนี้ทำให้ผมสะท้อนใจ และมองเห็นอะไรบางอย่างมากขึ้น คือเราคิดว่า "เราเข้าใจคนไข้" มาตลอด และบ่อยๆ และง่ายๆ ขนาดสามีภรรยาคู่นี้รักกันมากขนาดนี้ สามีก็ยังแปลกใจในปฏิกิริยาของภรรยา ไม่เข้าใจหรือไม่นึกมาก่อนว่าภรรยาจะแสดงออกแบบนี้ หรือคิดแบบนี้ เราเองเป็นใคร ที่ใช้เวลากี่วินาที กี่นาที แล้วยังเสนอหน้ามาบอกว่า "เราเข้าใจคนไข้แล้ว" "เรารู้แล้ว" "ผมเข้าใจคุณแล้ว"

ถึงตรงนี้ชักสงสัยว่าเรากำลัง "ปลอบใจตัวเอง" หรือ "หลอกตัวเอง" อยู่รึเปล่าว่าเราได้เข้าใจคนไข้ที่นั่งข้างหน้านี้ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ย่ิงมีอีกฉากหนึ่ง ที่พระเอกบรรยายในใจว่า เขาชอบมานั่งเล่นดนตรี คือ เชลโล คนเดียวในยามที่ตนเองต้องการจะลืมอดีตไป แต่ปรากฏว่า เพลงที่เขาเล่น กลับเป็นเพลงโปรดของคุณพ่อ คนที่เขาจะยืนยัน พูดออกมาเสมอว่าเป็นพ่อที่แย่ที่สุด ชั่วที่สุด เพราะทิ้งเขากับแม่ตั้งแต่เขาอายุแค่ 6 ขวบเท่านั้น และในภายหลังก็ค่อยๆปรากฏว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารัก และจำได้ ล้่วนได้รับอิทธิพลมาจากพ่อเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเล่นเชลโลตั้งแต่อนุบาล แผ่นเสียงเพลงคลาสสิกจำนวนมาก เรื่องราวของ "ศิลาอักษร" ที่คนๆหนึ่งให้ก้อนหินอีกแก่อีกคนหนึ่ง เพื่อเป็นสัญญลักษณ์แทนอารมณ์ ความรู้สึก ตั้งแต่ในสมัยยังไม่มีตัวอักษรใช้ และไดโกะเองก็เก็บก้อนหินก้อนที่พ่อเขาให้ไว้เป็นอย่างดีจนถึงตอนนี้ ฉากนี้แสดงว่า ขนาดตัวพระเอกเอง ก็ยังไม่เข้าใจตัวเองนัก เราเองเป็นใครที่จู่ๆจะมา claim ว่าเราเข้าใจคนโน้น คนนี้ แค่พูดจากันไม่กี่ประโยค

ช่างเป็นความคิดที่ arrogant ตื้นเขิน และไม่ลึกซึ้งเลยเสียนี่กระไร

ภาพยนต์เรื่องนี้เข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่ายดาย เพราะความตายดูเหมือนจะเป็นอีก theme ที่มีความเป็น "สากล" ไม่แพ้ความรัก ความโกรธ (ความแค้น ความโลภ และราคะ) แต่สำหรับคนในวงการสาธารณสุขด้วยแล้ว ยิ่งจะมีอิทธิพลส่งมาได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย เพราะจะว่าไป ทำงานในโรงพยาบาล เราก็ใกล้ชิดกับทั้งการเกิด แก่ เจ็บ และตาย ไม่แพ้ "ผู้ส่งวิญญาณ" ในหนังเรื่องนี้เหมือนกัน และการได้มาเห็นศิลปการสัมผัสจับต้อง และการทำงานด้วยใจ และหัวใจ และความรัก สำแดงออกมาทางอวจนภาษาแต่ทุกคนสามารถสัมผัสและเข้าใจได้ เรายิ่งรู้สึกสะเทือนอารมณ์ได้มากขึ้น