Grave of Fireflies สุสานหิ่งห้อย

ช่วงนี้ผมชมภาพยนต์ animation ของค่าย Studio Ghibli ต่อเนื่องกันหลายเรื่องเพราะติดใจตั้งแต่ได้ชม Spirited Away (เรื่องนี้ต้องเขียนต่างหากอีกตอน) เพื่อนผมก็เลยแนะนำเรื่องนี้มา แต่เป็นของค่าย Adv Studio คือ Grave of the Fireflies หรือชื่อไทยว่าสุสานหิ่งห้อย ทำมาตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ 1988
หมอวรวุฒิ (ผอ.รพ.สันทราย) บอกว่าดูเรื่องนี้มาแต่เด็กๆ จำได้อย่างเดียวว่าเศร้ามาก จนไม่สามารถทำใจดูซ้ำได้อีกเลย (แกพยายามจะบอกเป็นนัยว่าแกเป็นคน sensitive อ่อนไหวน่ะครับ work บ้าง ไม่ work บ้าง) เนื่องจากตอนนี้เพราะอะไรไม่ทราบ ผมกำลังชอบดูหนังที่ทำให้นำ้ตาไหลพราก (ล่าสุดก็ Departures) ก็เลยสั่งซื้อมาจาก Amazon
ตอนหลังเนี่ย ค่าย Disney เขาไปเอาหนังจาก Studio Ghibli มาทำเสียงภาษาอังกฤษหลาย titles มาก และทำอย่างประณีต เรียกว่าวัดเสียง วัดริมฝีปากเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ยังเชิญ Director ต้นตำรับมาให้คำปรึกษา ขอความหมายที่แท้จริง เพราะมันจะมีเรื่องวัฒนธรรมเยอะมาก เนื้อหาที่แปลออกมาจึงมีคุณภาพสูง ไม่ใช่เพราะผมดัดจริตไม่ซื้อ version ภาษาไทยมาดูหรอกนะครับ แต่เรื่องพวกนี้ การแปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนมากๆ
เพราะวรวุฒิขู่ไว้เยอะ เลยเอามาดองไว้นานหน่อย นัยว่าหลบลูกสาว เพราะปกติถ้าผมนั่งดูการ์ตูน จะมีเด็กๆมาปีนป่ายมากองอยู่บนพุงบ้าง เหน็บสีข้างบ้าง ให้พากษ์ให้ (เพราะผมดูภาษาอังกฤษ) ที่น่าสนใจก็คือ หลายๆเรื่อง เด็กๆแค่ดูภาพ ปรากฏว่าเข้าใจเนื่อเรื่องได้เลย เช่น Nausicaa of the Valley of the Wind ทั้งๆที่ค่อนข้างจะ abstract มากทีเดียว หรืออย่างเรื่อง Whisper of the Heart ก็ in กันใหญ่ (อันนี้สงสัยเพราะเป็นรักแรกวัยรุ่น เด็กเลย take เร็วก็เป็นได้) เนื่องจากเรื่องนี้ reputation น่ากลัวมาก เดี๋ยวเด็กเห็นพ่อร้องไห้สะอึกสะอื้นจะตกใจ ฮึ ฮึ


Grave of the Fireflies เป็นภาพยนต์ animation สะท้อนผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองต่อชีวิตเด็กญี่ปุ่นสองคน ซึ่งจากแค่ idea ในการนำเอา tragedy มาทำเป็นภาพยนต์ animation ก็น่าทึ่งมากแล้ว เพราะปกติเราก็จะคิดว่าเอาคนจริงๆมาสำแดง น่าจะทรงพลังมากกว่า แต่ Director คือ อ.ไอซาโอ ทาคาฮาตะ (Isao Takahata) มองอีกแบบนึง แล้วพวกเราก็โชคดีที่ผลงานบรรลือโลกอีกชิ้นของ animation ถือกำเนิดมาให้เราได้ชมกัน
บางครั้งบางคราว บทเรียนสำคัญๆถ้าไม่ทำให้สะเทือนใจ มันก็เท่านั้น และชีวิตจริงเราก็ทราบดีว่า มันไม่ได้เป็นแบบ Happy Ending เสมอไป บางชีวิต ในบางบริบท บางกระแส มันเป็นเกลียวพลวัตรแต่หมุนลงๆ ไม่มีทางออก มีแต่จมดิ่งไป รอเพียงแค่เมื่อไร เราจะได้หลุดจากความทุกข์ทรมานนี้เสียที เมื่อไรที่เรารับทราบเรื่องราวแบบนี้ เราถึงอาจจะพอทำความเข้าใจในเรื่อง Euthanasia หรือการุณฆาต และจะได้ไม่ไป label ตีตรา คนที่คิดแบบนี้ว่าไร้ศาสนาบ้าง ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตบ้าง นั่นอาจจะเป็นเพราะเรานั่งอยู่บนรั้ว ตะโกนเชียร์อยู่ขอบสนาม ไม่ได้ลงไปเล่นด้วยตัวเอง ไม่ได้รับรู้ความเจ็บปวดทรมานของผู้เล่นบนสนามจริงๆก็เป็นได้
Grave of the Fireflies เริ่มต้นก็ทำให้ทุกคนรู้เป็นนัยว่าจะเจอกับอะไร เพราะประโยคแรกก็พบว่าตัวเอกทุกคนตายเรียบ ไม่ทิ้งข้อกังขาให้แฟนภาพยนต์ไร้เดียงสามาหงุดหงิดทีหลังว่าเข้าใจผิด หลงดูจนจบ ซึ่ง style การ introduce แบบนี้มีปรากฏใน animation ของเครือ Studio Ghibli หลายเรื่อง จนผมคิดว่าอาจจะอยู่ใน theme ของ cinematography ของญี่ปุ่นกระมัง นึกถึงเรื่อง Departures ฉากแรกนั่นก็อธิบาย theme ของภาพยนต์ทั้งเรื่องว่าเป็นเรื่องปนเศร้า ปนขันลึกๆ ได้เป็นอย่างดี ถ้าจะเปรียบกับหนังฝรั่งก็ประเภทเจมส์ บอนด์มั้ง ที่ปู theme จากการเปิดโรงจนเป็น classic ของทุกตอนเลยก็ว่าได้
การดำเนินเรื่องนั้น make sure ว่า theme การตาย การพรากจาก กับสงครามนั้นมันมากันเป็น package ซึ่งจะว่าไป การตายมันเป็น package ของทุกๆเรื่องอยู่แล้ว แต่สงครามมันทำให้เกิดความ "ชาด้าน" ของอารมณ์จนกระทั่งเมื่อเรามานั่งดูห่างๆ เราก็อาจจะเกิดความกลัวมาลึกๆว่า "เอ.. เราจะด้านกันแบบนี้แล้วหรือยังหนอ??"
อาชีพแพทย์ พยาบาล เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิด "อารมณ์ด้าน" แบบนี้ได้เยอะ ในขณะที่คนนอกวงการ ไม่ได้อยู่ใน "สงคราม" แต่เราเห็นกันทุกวัน ทำกันทุกเมื่อ จนถ้าเราด้านเมื่อไร เราก็ไม่ทราบเลยว่า ไอ้ที่เราสูญเสียไปนั้น มันคือความเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ
ฉากสะเทือนใจที่หมอบอกกับตัวเอกที่เป็นพี่ชายว่า น้องสาวที่พามาให้ตรวจนั้น ไม่ได้มีความผิดปกติอะไรหรอก แค่เอาอาหารให้กินก็พอ แล้วก็เรียกคนไข้คนต่อไปเข้ามา พอพี่ชายฟังก็อึ้งไปชั่วขณะ มองหมอ แล้วก็ scream ออกมาว่า "อาหาร? แล้วจะหาอาหารมาจากไหนล่ะ?" จากปากเด็กชายอายุ 10 ปีที่อุ้มน้องสาว 3-4 ขวบที่กำลังจะตายไปอย่างช้าๆมา พ่อแม่ตายหมดจากสงคราม คนทุกคนมองเห็นความทุกข์ทรมานเป็นสิ่งที่ต้องทน ทน ทน ทน ทน ทน ทน ....... (ถ้าเป็นไปได้ จะเขียนไปให้อ่านสัก 3 เดือน แล้วค่อยเขียนต่อ จะได้บรรยากาศว่าทนอย่างไร) สีหน้าของหมอที่มองดูอย่างเฉยเมย เงียบสงบ กลับไม่ได้สะท้อนว่าเขาไร้หัวใจ หรือเป็นคนเลว แต่สะท้อนถึงเรื่องราวแบบนี้ น่าจะเกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ทุกวัน แต่ทำอะไรไม่ได้ เกิดความสะเทือนใจไปอีกแบบหนึ่ง
สำหรับผมเอง เนื้อเรื่องที่กระทบต่อตัวพี่ชายน้องสาวคู่นี้เป็น tragic ก็จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมรอบข้างแล้ว สร้างความกลัวให้ผมมากกว่าเรื่องความเศร้าแต่เพียงอย่างเดียว สังคมที่ลดความเป็นมนุษย์ลงไปเหลือแค่ "ฐานความอยู่รอด" คือ for survive อย่างเดียว มันจะ degrade ฐานใจ ฐานความคิดลงไปอยู่ลำดับความสำคัญท้ายๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ ประโยคอย่างเช่น "เอ็งไม่รู้หรือว่า ขโมยอาหารในช่วงสงคราม เป็นความผิดที่อภัยไม่ได้" สะท้อนถึง paradigm กระบวนทัศน์ของประชาชนในบ้านเมืองที่ไร้ขื่อ ไร้แป ไร้ที่พึ่ง ไร้รัก ไร้ความหมาย และเพื่อรักษาใยสุดท้ายของสังคม จำเป็นต้อง apply iron rules กฏเหล็กลงไปบนพฤติกรรมมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจาก animation นี้ก็คือ เราเองก็จะคล้อยตามอารมณ์ร่วมของคนรอบข้างไปด้วย คือ มองเห็นความจำเป็นและความรู้สึกชาด้านเหล่านี้ว่า นี่แหละ น่าจะเป็น norm ของช่วงสงครามจริงๆ
ผมรู้สึกว่าการที่เป็น animation ไม่ใช่เป็นคนจริงๆแสดง มันลด emotional impact ลดไปนิดนึง พอให้เราหลุดจากอารมณ์สะเทือนใจ (แต่ไม่ทั้งหมด) พอที่จะเกิด seeing และ sensing เสมือนกับเราถอยออกมาจากเหตุการณ์ ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะตัวละครเหล่านี้ และมองเห็นอารมณ์ของแต่ละคนได้ว่า เขารู้สึกอย่างนั้นๆ เพราะอย่างนั้นๆ สีหน้าตัวละครที่เป็น animation ช่วยลดความเป็นมนุษย์ลงไปพอที่จะ spare meaning จากสมองของเรา แต่ไม่ถึงกับลืมไปว่านี่คือเป็นคนๆหนึ่งเหมือนกันในภาพยนต์
ภาพยนต์เรื่องนี้ใช้ความไร้เดียงสาของเด็กมาฉีกกระชาก guilt ของเราทุกคน เกิดคำถามขึ้นในใจว่า "แล้วเราทำไรเพียงพอ เต็มที่แล้วหรือยัง ที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น?" ความรู้สึกถึง injustice ที่ชีวิตบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจะต้องผ่านกระบวนการแต่ละขั้นตอนเหล่านี้ สามารถทลายกำแพงที่เราสร้างมาล้อมหัวใจของเราที่ฝึกฝนให้ชาด้าน มองอะไรไม่เห็น เพียงแค่จะได้ไม่ไปเศร้า ไม่ไปสะเทือนใจกับสัจจธรรมรอบๆตัวเรา ลงหมดสิ้นอย่างง่ายดาย
ในด้านศิลปภาพยนต์ ใน animation สุดท้ายที่ portray เด็กน้อยไร้เดียงสา วิ่งเล่นริมน้ำนั้น ถ้าเราดูเฉพาะฉากนี้ ไม่ได้ดูหนังมาก่อน จะได้อารมณ์แห่งความรื่นรมย์ สบายใจ และอ่อนโยน อย่างมาก ใน DVD version จะมีตอนที่ผู้กำกับเล่าให้ฟังถึงการกำกับเด็กเล็กๆแค่ 5 ขวบ ที่จะมาพากษ์เป็นตัวเอกคือตัวน้องสาวนั้น อ.ไอซาโอะเองก็สารภาพว่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม มีหลายๆคนบอกว่าไม่มีทางทำได้ สุดท้าย แต่ละเทคๆต้องให้เด็กเขาพากษ์ไป แล้วมาเลือกทีหลัง ที่จะมา match กับปาก กับช่วงเวลาของตัวละครพูดจริงๆในภาพยนต์ แต่หลังจากที่เราได้ชมภาพยนต์ทั้งเรื่องจนจบแล้ว ฉาก fade-out ของชีวิตที่รื่นรมย์ริมน้ำ อันสะท้อนถึง ชีวิตเด็กในอุดมคติที่ปราศจากกังวล สนุกสนาน และเราเชื่อมกับสิ่งที่เราได้ทราบว่ากำลังจะจบอย่างไร เป็นศิลปการตัดต่อของภาพยนต์ที่ทรงพลังมหาศาล บีบหัวใจได้อย่างสุดๆไม่น่าเชื่อ ผมคิดว่าฉากนี้เองที่หลายๆคนที่ชมภาพยนต์จะต้องเป็นอย่างที่ได้มี comment ไว่้มากมายใน Amazon คือ เราจะไม่มีวันลืมภาพยนต์เรื่องนี้ไปได้เลย ตลอดชีวิตนี้ของเรา
อ่านบทความของอาจารย์แล้วทำให้นึกถึง "สงคราม" ที่มี "ผู้ป่วยนักจ๊าดหลาย"
เราอยากให้ นักศึกษาแพทย์ มีจิตใจความเป็นมนุษย์
แต่โลกแห่งความเป็นจริงที่การ Expose ต่อความทุกข์ ความเจ็บป่วยมีอยู่ทุกๆวัน
ไม่ให้กลายเป็นความด้านชา เหมือนในภาพยนต์ที่อาจารย์เล่า
ครั้งหนึ่งตอนหนูเป็น Intern
แม่เด็กวิ่งหน้าตาตื่น พาลูกที่ชักจากไข้สูง เข้ามาใน ER ผู้ใหญ่
สิ่งที่ทำตอนนั้นคือบอก " ER เด็ก อยู่ข้างบนคะ"..
มองย้อนกลับไป เห็นความด้านชาของจิตใจตัวเอง
หากตอนนั้นได้ถอดจิตไปใส่ในแม่ผู้ตื่นตระหนก
คงไม่ทำอย่างนั้น..
ที่จริงมันยังมีความ "แตกต่าง" ระหว่างที่มาของการชินชาด้วยใช่ไหมครับ
ในสงคราม ความชินชาอาจจะมาจาก "ความจำนน" ต่อเหตุการณ์ บริบท เป็นอะไรที่ไม่มีใครสามารถช่วยอะไรได้ เพราะแต่ละคนก็ย้อนกลับไปฐานกาย คือเพื่อการ "อยู่รอด" เท่านั้นเอง
ในบริบทของเรา บางทีความชินชาอาจจะมาจากสาเหตุอื่นๆ เป็น blindspot มองไม่เห็นซะงั้น มองเห็นแต่เรื่องอื่นๆ ชีวิตขาดความ subtle ละเอียดอ่อน มองเห็นแต่วัตถุ ตัวเลข รวมไปถึงบรรยากาศรอบด้านที่ "ใครๆก็ไม่เห็นสนใจ" เป็น anti-thesis ของ role model (ไม่รู้ว่าในปัจจุบัน ratio จะเป็นเช่นไรในแต่ละที่)
สำหรับนักเรียนของเรา ยังมีความหวังว่ายังอยู่ในบริบทที่ไม่ hopeless แบบในสงคราม แต่สำหรับประเทศไทยตอนนี้ จักกะแหล่น หมิ่นเหม่เต็มทน
สนุกดีครับ