สังคมปรนัย กับ ULTIMATUM

คำ "สังคมปรนัย" นี้ อาจารย์หมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส) เป็นผู้ให้กำเนิด รวมทั้งคลอดหนังสือที่รวบรวม "ตัวอย่าง" แสดงมุมมองความหมายและการแสดงออกของสังคมปรนัยนี้ออกมาแล้วหนึ่งเล่ม เป็นหนึ่งในบทความและการนำเสนอที่ผมประทับใจมากที่สุดจากพี่โกมาตร ในจาก HA forum ปีไหนแล้วไม่รู้

ชีวิตนักเรียนในปัจจุบันเรียนอะไรๆก็เป็นตัวเลือก ก ข ค ง หรือ A B C D ไปหมด การสอบแบบเขียนบทความน้อยลงๆจนแทบจะไม่เหลือ ศึกษาศาสตร์เองให้ความหมายค่อนข้าง "บวก" กับ "ปรนัย" เพราะมันเป็นอะไรที่เป็น "ภววิสัย (objective)" ไม่เหมือนอัตนัยที่เขียนออกมาแล้ว คนให้คะแนนต้องตีความอีกชั้น อาจจะมีอคติ แต่การกา choice เนี่ย ยังไงๆ กาเสร็จแล้วก็ออกมาตามที่ให้ key คะแนนอย่างแน่นอน มีความนัยอื่นๆอีกได้แก่คนออกข้อสอบนั้นรู้ the one best choice เรียบร้อยแล้ว และผู้สอบไม่มีทางเลือกอื่นๆ ต้องเลือกเท่าที่มีนั่นแหละ ในสายวิทยาศาสตร์ หรือข้อสอบคณิตศาสตร์ไม่มีปัญหาอะไร แต่เอาอันนี้มาใช้ในวิชาสายสังคมก็จะดูทะแม่งๆได้เยอะ (อย่างที่มีปัญหาข้อสอบจริยธรรมของ ONET หรืออะไรเนี่ย เมื่อไม่นานมานี้) หรืออาจจะถึงขั้นดูงี่เง่าไปถนัดใจได้อารมณ์เหมือนกัน

ปัญหาทางสังคมศาสตร์นั้นจำเป็นต้องเอา "รากเหง้าที่มา" ของคนมาคิดด้วย ทีนี้พอเอาเรื่องนี้เข้ามา "ความเป็นไปได้" ของทางออกมันจะหลากหลายมาก ยกตัวอย่าง ความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะมีวิธีรักษาตั้งแต่ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวหายเอง หรือผีเข้า ต้องตามหมอผี ตาม shaman มาไล่ผี ทำพิธีต่ออายุ หรือเอายาไปกิน ไปฉีด เอาไปผ่าตัด ฉายแสง ฯลฯ จำนวนทางเลือกมันมักจะเกินที่คนออกข้อสอบจะให้ เพราะคิดไม่ถึง คิดไม่ถ้วน ปัญหาอีกประการของเรื่องราวทางสังคมศาสตร์ก็คือ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดในระบบทดลองที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมเหมือนอย่างในโจทย์วิทยาศาสตร์ ดังนั้น "บริบท" จะมีผลต่อการตอบคำถามได้เยอะมาก เช่น จะหาเงินสดได้จากไหน? คำตอบก็ต้องเป็น "แล้วแต่..." เพราะอาจจะมาจากขอพ่อ ขอแม่ จากกระเป๋าตังค์ จากกระปุก จากเช็ค จากธนาคาร จากตู้ ATM จาก internet banking จาก iPhone จาก BB ฯลฯ ซึ่งแต่ละคำตอบก็จะใช้ได้หมด และดี/ไม่ดี เป็นไปได้/ไม่ได้ตามบริบทด้วย

ในยุคแห่งการที่คำยอดฮิต (หรือยอกอกก็ไม่ทราบ) คือ "ปรองดอง" การมองหา "ทางออก" สำคัญมากที่สุด แต่กระบวนทัศน์ที่หา choices กลับ "บีบ" จนกระทั่งหาไม่เจอ ออกไม่ได้ ลงไม่ได้

เพราะว่าคนที่ออก choices มาให้เลือกนั้น ก็ "อับจน" พอๆกัน

ไปๆมาๆสังคมปรนัยจะถูกยกระดับ (หรือลดระดับ) ลงต่อไปอีกระดับหนึ่งคือ "สังคมคำขาด (Ultimatum Society)" คือ มีทางเลือกเหมือนกัน คือ ไม่ "My way ก็ Highway" ฮึ ฮึ

นึกถึงตอนที่อ่าน On Dialogue ของ David Bohm ครั้งแรก ที่ว่าองค์กรสหประชาชาติสนใจ อยากจะนำเอา dialogue ไปใช้เหมือนกันในการจัดประชุมระหว่างประเทศ พอจะใช้ประธานก็เริ่ม "เราจะสนทนากันอย่างสุนทรีย์ ผ่อนคลาย ไว้ใจซึ่งกันและกัน มีกฏนิดเดียว วันนี้้เราห้ามพูดถึงเรื่องฉนวนกาซาเด็ดขาด เอ้า เริ่มได้!!" (ผม sensationize นิดหน่อย เพื่อได้อารมณ์!!) มันก็ไม่ไปไหน เพราะการสนทนาปรองดอง ก็เริ่มด้วย "คำขาด" หรือ ultimatum เสียแล้วว่า "กูจะไม่พูดกับมึง"

เดี๋ยวนี้เราก็เห็นกันบ่อยๆในการจัดสนทนาปราศรัยแบบ "รอมชอม" บ้าง "ปรองดอง" บ้าง "สมานฉันท์" บ้าง ที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นยิ้มแย้มแจ่มใส จับไม้จับมือกันเป็นอย่างดี สักประเดี๋ยวเดียว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะเริ่ม "ผมไม่พูดกับ... ให้เอาคนนี้ออกไปก่อน" หรือ "คนนี้เป็นคนเลว ผมไม่ไว้ใจ ถ้าจะพูดกัน เอาคนนี้ออกไปก่อน" คือเริ่มมีเงื่อนไขที่เกิดจากทั้ง judgmental ด่วนตัดสิน และ cynicism คือคลางแคลงใจ รวมไปถึง fear ที่ไม่สามารถจะอภัย จะเผชิญความคิดที่ตนเองไม่ยอมรับได้ อย่างนี้ก็อย่าฝันว่าจะเริ่มทำอะไรที่เกี่ยวกับการปรองดอง การพูดจา การสนทนาไปข้างหน้าเลย

การสนทนาที่เหลือจะเป็นเพียงแค่ฉาบฉวย หรือไม่ก็ระดับ I in me เรื่องของฉันเท่านั้น ไม่ได้เตรียมไปฟัง เตรียมอย่างเดียวว่าคนอื่นต้องฟัง

การส่งค่านิยมแบบนี้ เกิดขึ้นในทุกๆระดับของสังคม ซึ่งน่ากลัวมาก แสดงว่าการศึกษาของเราล้มเหลวไม่เป็นท่า เรามุ่งไปสู่สังคมคำขาด ซึ่งเลวร้ายกว่าสังคมปรนัย

ได้แต่หวังว่านี่เป็นการมองโลกในแง่ร้ายส่วนตัวของผมเองเท่านั้น

หรือไม่ ยังมีใครมีวิธี มีความหวัง ที่จะเบี่ยงกระแสออกไปจาก bottomless pit "หลุมไร้ก้น" ตรงนี้ ก็ช่วยมาบอกกันที