
ในวันที่สองของการสัมมนาเพื่อการสร้างค่านิยมองค์การเรียนรู้ของชาว มมส. เป็นการดำเนินการโดย ท่านคนดอยปูน ทวีสิน ฉัตรเฉลิมวิทย์ ต่อจากที่ท่านไร้กรอบ ที่ได้นำไว้เมื่อวานในเรื่องของ เกษตรเชิงเดี่ยวที่เกี่ยวถึงการศึกษาเชิงเดี่ยว และคนในวงการศึกษาเชิงเดี่ยว เหมือนกับชาวม้งปลูกกระหล่ำแห่งภูทับเบิก ท่านจึงเริ่มต้นด้วยการฉายวีดีทัศน์เรื่องนี้ให้ได้ชมกันตามที่ท่านไร้กรอบได้บอกไว้ตั้งแต่วันก่อน หลังนั้นจึงนำเข้าสู่การปฏิบัติจริงโดยให้นั่งล้อมวง วงละ 6 คน แล้วเริ่มวง สนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบ World Café ท่านที่ยังไม่รู้จัก World Café สามารถถาม มิสเตอร์กู (Google) ได้ครับ มีรายละเอียดมากมาย ในการสนทนาหรือเล่าเรื่องสู่กันฟัง ท่านก็จะแนะนำกติกา การสนทนาหรือการเล่าเรื่อง โดยให้เล่าเรื่องหรือพูดทีละคน โดยห้ามคนฟังพูดโต้แย้งหรือขัดจังหวะผู้พูด แม้ไม่เห็นด้วยก็ให้ฟังไว้ก่อนแขวนไว้ก่อน รอจนถึงคิวของตนเองที่เป็นผู้พูดค่อยพูดสิ่งที่ตนเองเห็นหรือคิดให้คนอื่นได้ทราบ นั่นก็คือการแนะนำวิธีการสนทนาหรือล้อมวงเล่าแบบที่เรียกว่า สนทนาภาษาดอกอะไร หรือ Dialogue นั่นเอง


ในช่วงบ่ายก็ขยายจากวงเล็กเป็นวงใหญ่ ซึ่งเป็นการขยายเวลาของการที่ต้องฟังอย่างตั้งใจ (Deep Listening)เพื่อให้ผู้เข้าร่วมปฏิบัติได้ สะท้อนสิ่งที่ได้ฟัง ได้เห็น แล้วได้คิด และคิดอะไรได้ ให้ผู้อื่นได้ฟังกัน ประกอบกับการเสริมจากท่านทวีสิน หรือ กระบวนกร เพื่อให้เห็นชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่าหว่าง Explicit Knowledge และ Tacit Knowledge รวมทั้งการถามต่อยอดด้วยความชื่นชม (Appreciative InquiryหรือAI) การสะท้อนความคิด รวมทั้งการบอกเล่าว่าตนเองจะนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Learning by Doing หรือ Action Learning) วันนี้ไปทำอะไรต่อไป ก็คือสัญญาใจไฟปราถนา (Passion Plan) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ After Action Review (AAR) นั่นเอง
เนื่องจากผมติดภาระกิจอื่น จึงไม่สามารถอยู่จนจบกระบวนการได้ คงจะได้รับทราบจาก Blogger MSU ท่านอื่น ๆ เพิ่มเติมครับ
สวัสดีค่ะ พอลล่าก็ใช้กับ รพ. ด้วยค่ะ
สวัสดีครับ เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยคนครับ
น่าสนใจมากครับ ดูจากรูปแล้วได้บรรยากาศที่ดีสะท้อนออกมาชัดเจน
วิธีการ World Cafe นี้ ผมเคยนำไปใช้ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป คือศึกษาจากหนังสือแล้วลองเอามาปฏิบัติดู กระบวนการคล้าย ๆ กันแต่ต่างกันตรงที่ว่า เมื่อแบ่งกลุ่มย่อยแล้ว แต่ละกลุ่มย่อยจะมีโจทย์เฉพาะของตัวเองและมี "กระบวนกร" ประจำกลุ่ม ที่คอยสรุปสิ่งที่แต่ละคนพูดลงไปในกระดาษ โดยเขียนเป็น mindmap เมื่อครบเวลา 15-20 นาที ก็ให้ทุกคนย้ายไปกลุ่มอื่น โจทย์ใหม่ แต่กระบวนกรยังอยู่ที่เดิม คอยใช้ mindmap อธิบายกับคนที่เข้ามาใหม่ว่า สมาชิกเดิมคุยอะไรกันไว้ ส่วนคนที่เข้ามาใหม่ก็สามารถต่อยอดความคิด (ในโจทย์เดิม) โดยการเพิ่มเติมหรือให้ความเห็นลงไปใน mindmap ครับ เสร็จแล้วก็สลับกลุ่มกันอีก จำนวนครั้งเท่ากับจำนวนกลุ่ม -1 ตอนจบเราได้ภาพ mindmap ที่ตอบโจทย์ในแต่ละเรื่อง
เวลาใช้วิธีนี้ต้องคอยกำกับเวลาดี ๆ เพราะจะลุก ๆ เดิน ๆ บ่อย ตรงนี้จะยากเล็กน้อย แต่มีข้อดีคือความรู้ได้หมุนเวียนไปทั่ว ๆ ครับ
ถ้าสนใจลองเอาไปใช้ดูก็เอามาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ
ผมมีภารกิจราชการอันสำคัญต่อเนื่องทั้งสองวัน เลยไม่ได้ไปช่วยงานและพลาดโอกาสการเรียนรู้อย่างน่าเสียดาย
แต่ก็ไม่เสียใจ
เพราะสิ่งที่ไปทำนั้นก็เป็นการเรียนรู้เหมือนกัน
และยังเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของ มมส..ของเราอีกทางหนึ่ง
...
ขอบพระคุณครับ
เรียนท่านอาจารย์ แพนด้า ครับ