“see Burobudur and find a reason to live”

มาชวนไปแอ่ว บาหลี กับบุโรพุทโธ ครับ

ใครยังไม่เคยไปบ้าง?

ผมเองเคยไปมาแล้วประมาณปี 2547 เพราะบุโรพุทโธอยู่ในความฝันของผมตั้งแต่เด็ก

                ในบรรดาสิ่งก่อสร้างที่นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั้นมีหลายแห่งทั้งในยุคอดีตและปัจจุบัน แต่ที่อยู่ในความหมายมั่นปั้นมือในใจผมนั้นในแภบทวีปเอเชียมีอยู่สามแห่ง คือ กำแพงเมืองจีน นครวัด และบุโรพุทธโธ

ดังนั้นในปีพ.ศ. 2546 ผมจึงมีโอกาสไปเยือนนครวัด ที่ใครไม่รู้ผมจำไม่ได้แล้วเคยเอ่ยเป็นทำนองสบประมาทว่า  “see Ankor Wat and die” ซึ่งหมายถึงว่า หากได้ชมนครวัดแล้วก็สามารถตายได้(อย่างนอนตาหลับ) อะไรทำนองนี้ เมื่อผมไปกลับมาแล้วรู้สึกแห้งเหี่ยวใจพอสมควรเหมือนคนจะเตรียมตัวตายได้แล้ว แต่ก็หาเรื่องบอกกับตัวเองว่ายังไม่มีโอกาสไปดูกำแพงเมืองจีนเลย และในปี พ.ศ.2547 ผมก็ได้มีโอกาสไปเดินยืดอกทำท่าผึ่งผายบนกำแพงเมืองจีนที่กรุงปักกิ่งและก็เดินอกเหี่ยวขาลากกลับลงมาหลังจากเดินไปได้แค่ 3 ป้อม

มานอนเหี่ยวอยู่ที่บ้าน เฉาๆว่าคงเตรียมตัวตายได้แล้ว!

ต่อมา ผมอ่านหนังสือ(จำไม่ได้อีกแล้วว่าใครเป็นคนเขียน...ช่างมันเหอะขี้เกียจค้น)มีใครก็จำไม่ได้อีกแล้วพูดเกทับคนที่เคยไปเที่ยวนครวัดมาแล้วทำนองว่า “see Burobudur and find a reason to live”

เอากะเขาซี! ผมก็เบิกตาโพลงขึ้นมาเพราะความรักตัวกลัวตายดังนั้นในปี พ.ศ.2547 ผมจึงไปเยือนบุโรพุทโธเพื่อหาเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่อีกสักสองสามร้อยปีและก็ไม่ผิดหวัง

เนื่องจากหลักการสร้างบุโรพุทโธ จัดเป็นมหาศาสนสถาน ที่สร้างมาจากหลักธรรมในพุทธศาสนามหายาน โดยจำลองคติจักรวาลและการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง ภายใต้ 3 โลกธาตุ คือ กามธาตุ รูปธาตุและอรูปธาตุ ซึ่งนายช่างสถาปนิกได้ถ่ายทอดเป็นสิ่งก่อสร้างอันมหัศจรรย์ ประกอบไปด้วยรูปทรงแบบปิรามิด แบ่งออกเป็น 3 ตอนใหญ่ มีลานเป็นชั้นลดหลั่นกัน 8 ชั้น และใน 8 ชั้นนั้น 5 ชั้นล่างเป็นลาน 4 เหลี่ยม 3 ชั้นบนเป็นลานวงกลม และบนลานวงกลมชั้นสูงสุดมีพระสถูปตั้งสูงขึ้นไปอีก 31.5 เมตร เป็นมหาสถูปที่ระเบียงซ้อนกันเป็นชั้นๆลดหลั่นกันไป บุโรพุทโธสร้างด้วยหินภูเขาไฟประมาณ 2 ล้านตารางฟุตบนฐานสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 121 เมตร สูง 403 ฟุต

ใครอยากศึกษามากไปกว่านี้ เชิญดูที่หมายเหตุข้างล่างและ ที่นี่

http://www.wonder7th.com/wonder_build/011borobudur_temple.htm

 

และถ้าอยากศึกษาแบบลึกซึ้ง ขอเชิญมาร่วมคณะเดินทางไปกับผมครับ ในวันที่ 24-28 ธันวาคม 2551 โดยจัดเป็นกลุ่มศึกษาศิลปวัฒนธรรมสัญจร กับคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จะอธิบายกันจะจะโดยมัคคุเทศก์ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะเล่าประวัติความเป็นมาโดยละเอียดทั้งแง่มุมของประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

แถมท้ายด้วยคติธรรมในมุมมองพุทธปรัชญามหายานและหลักอภิธรรมจากไกด์แก่วัดคือผมเอง เพื่อกระซิบบอกว่าเหตุผลที่ควรอยู่นั้น อยู่ไปทำไม...ฮ่า ฮ่า!

บุโรพุทโธ เปรียบเสมือนอาหารหนักทั้งทางสมองและสายตา ที่ต้องบันทึกอย่างละเอียดด้วยปัญญาและกล้องดิจิตอล ผมจึงแถมท้ายด้วยของหวานคือบาหลีเมืองที่อบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์ชาวเกาะชวาดั้งเดิม ที่ท่านจะได้พบกับความงดงามของสถาปัตยกรรมบาหลีที่อิงวัสดุธรรมชาติและประเพณีฮินดูผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมของชาวเกาะที่นับถือภูตผีบรรพบุรุษและธรรมชาติ กลายเป็นบรรยากาศอันสุนทรีย์ที่มหัศจรรย์และมีลักษณะเฉพาะตัวอันโดดเด่น แถมด้วยสินค้าพื้นบ้านหัตถกรรมและแพรพรรณที่มีราคาถูกแสนถูก ใครชอบของสวยๆงามและของตกแต่งบ้านไม่มีคำว่าเสียใจแน่นอน

สนใจเชิญจองด่วนครับ วันที่ 24-28 ธันวาคม 2551 ราคาต่อหัว หากขึ้นที่กรุงเทพ 27,500 บาท ขึ้นที่เชียงใหม่ ต้องบวกค่าเครื่องบินไปกลับอีกเป็นราคา 32,900 บาท รับจำนวนจำกัดนะครับเพราะไม่อยากให้เป็นกลุ่มใหญ่เกินการควบคุม

ลงชื่อวันสุดท้าย 5 ธันวาคมนี้ ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

คุณเมย์ (ไม่ใช่เฟื่องอารมย์)   086 6586 868 ด่วนครับ!

 

ข้อมูลจากวิกกี้พีเดีย

 

มหาสถูปบุโรพุทโธ หรือ บรมพุทโธ (ภาษาอินโดนีเซีย: Chandi Borobudur) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในภาคกลางของเกาะชวา ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 1293 - 1393 โดยบุโรพุทโธเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ถ้าไม่นับนครวัดของกัมพูชาซึ่งเป็นทั้งศาสสถานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ บุโรพุทโธจะเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในปีพ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้บุโรพุทโธเป็นมรดกโลก

บุโรพุทโธถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทร เป็นสถูปแบบมหายาน สันนิษฐานว่าสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 7-9 หรือ พุทธศักราช 1393 ตั้งอยู่ทางภาคกลางของเกาะชวา บนที่ราบเกฑุ ทางฝั่งขวาใกล้กับแม่น้ำโปรโก ห่างจากยอกยาการ์ตา ทางตะวันตกเฉียงเหนือ 40 กิโลเมตร บุโรพุทโธสร้างด้วยหินภูเขาไฟประมาณ 2 ล้านตารางฟุตบนฐานสี่เหลี่ยม กว้งด้านละ 121 เมตร สูง 403 ฟุต เป็นรูปทรงแบบปิรามิด มีลานเป็นชั้งลดหลั่นกัน 8 ชั้น และใน 8 ชั้นนั้น 5 ชั้นล่างเป็นลาน 4 เหลี่ยม 3 ชั้นบนเป็นลานวงกลม และบนลานกลมชั้งสูงสุดมีพระสถูปตั้งสูงขึ้นไปอีก 31.5 เมตร เป็นมหาสถูปที่ระเบียงซ้อนกันเป็นชั้นๆลดหลั่นกันไป

เชื่อกันว่าแผนผังของบุโรพุทโธคงหมายถึง จักรวาลและอำนาจของ พระอาทิพุทธเจ้าได้แก่พระพุทธเจ้าผู้ทรงสร้างโลกในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ซึ่งแสดงโดยสถูปที่บนยอดสุดก็ได้แผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งจักรวาลนี้แบ่งออกเป็น ๓ ตอน คือชั้นบนสุดได้แก่ อรุปธาตุชั้นรองลงมาคือ รูปธาตุและชั้นต่ำสุดคือ กามธาตุ

พระอาทิพุทธเจ้าในพุทธศาสนาลัทธิมหายานเองก็ทรงมี ๓ รูป (ตรีกาย) เพื่อให้ตรงกับธาตุ ทั้งสามนี้” “ธรรมกาย ตรงกับ อรูปธาตุส่วน สัมโภคกาย (ประกอบด้วยพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์) ตรงกับ รูปธาตุและ นิรมานกาย (ประกอบด้วยพระมนุษยพุทธเจ้า) สำหรับ กามธาตุธรรมกายที่ตรงกับ อรูปธาตุ นั้นไม่มีภาพสลักตกแต่งแต่ก็มี เจดีย์ทึบ ล้อมรอบไว้โดยเจดีย์ทึบเจาะเป็นรูโปร่งสามแถวและมี พระพุทธรูปนั่งปางปฐมเทศนา อยู่ภายใน (ยังถกเถียงกันคือ บางท่านก็ว่าเป็น พระธยานิพุทธไวโรจนะ แต่บางท่านก็ว่าเป็น พระโพธิสัตว์วัชรสัตว์ประจำองค์พระอาทิพุทธเจ้า) ส่วนฐานที่ถัดลงมาอีกสี่ชั้นได้แก่ รูปธาตุ ที่พระอาทิพุทธเจ้าได้สำแดงพระองค์ออกมาเป็น พระธยานิพุทธเจ้าห้าพระองค์คือ พระอักโษภวะปางมารวิชัยทางทิศตะวันออก, พระรัตนสัมภวะปางประทานพรทางทิศใต้, พระอมิตาภะปางสมาธิทางทิศตะวันตกและ พระอโมฆาสิทธะปางประทานอภัยทางทิศเหนือ ส่วนองค์ที่ห้านี้อยู่เหนือผนังฐานยอดสุดยังเป็นปัญหาเพราะทรงแสดง ปางแสดงธรรม (วิตรรกะ) ที่บางท่านเชื่อว่าเป็น พระธยานิพุทธเจ้าองค์สูงสุดคือ พระไวโรจนะ แต่พระไวโรจนะโดยปกติทรงแสดงปาง ประทานปฐมเทศนา ก็เลยมีบางท่านเชื่อว่าพระพุทธรูปที่ทรงแสดงปาง ปางวิตรรกะ บนฐานชั้นยอดสุดหมายถึง พระสมันตภัทรโพธิสัตว์เพราะ พระพุทธศาสนา ลัทธิมหายานนิกาย โยคาจารย์ได้ยกย่องพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ขึ้นเสมอเหมือน พระธยานิพุทธเจ้า อีกพระองค์

อีกทั้งภาพสลักบนผนังระเบียงชั้นที่สี่ก็เกี่ยวกับคัมภีร์ คัณฑพยุหะ และ ภัทรจารีที่ยกย่องพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ขึ้นเป็น พระธยานิพุทธเจ้าส่วน พระธยานิพุทธไวโรจนะ ก็คือพระพุทธรูปนั่งประทานปฐมเทศนาในเจดีย์รายสามแถวนั่นเองและ พระธยานิพุทธเจ้า อีกสี่พระองค์คือ พระอักโษภยะ, รัตนสัมภวะ, อมิตาภะ, อโมฆสิทธะ จึงประดิษฐานอยู่ในซุ้มเหนือฐานชั้นที่ ๑-๔ แต่ละทิศตามลำดับ