วันนี้ขอเล่าย้อนไปเรื่องอาการของคนเป็น "กระดูกทับเส้นประสาท" ที่หลังของน้องสาวนะคะ  เผื่อใครจะเอาไว้สังเกตและระวังตัวเองค่ะ

       เริ่มแรกน้องสาวของอ้อ (ประมาณ พ.ค. ปีที่แล้ว)    จะแค่รู้สึกอยู่ดีๆ บางทีก็เจ็บขา ปวดแปล็บขึ้นมาซะงั้น แต่ก็เป็นไม่นานนะคะ (งงไหม เป็นที่หลังแต่อาการเจ็บไปที่ขา  เพราะเส้นประสาทเส้นที่โดนทับมันไปที่ขาค่ะ)  ก็เลยนึกว่าตัวเองเดินมากปวดขาเป็นธรรมดา (แต่นึกอีกที ก็ไม่ได้เดินมากนี่นา)  ก็เลยพักไม่ค่อยเดินสักระยะ 

     แต่อาการก็ไม่หาย เดี๋ยวเจ็บๆ อยู่เรื่อย   ก็เลยไปหาหมอ  หมอก็ยังแยกไม่ออกว่าเป็นแค่ กล้ามเนื้ออักเสบ หรือ กระดูกทับเส้นประสาท   ตอนแรกหมอก็เลยลองรักษาตามสมมติฐานแรก(กล้ามเนื้ออักเสบ)  ให้ยามากิน  แต่พออาการไม่ดีขึ้น  คือ บางทีเป็น บางทีหายไปเป็นเดือน (น้องอธิบายว่าอย่างนั้นค่ะ)   พอเป็นก็ลางานนอนพัก 1 วัน   ดีขึ้นก็กลับไปทำงานใช้ชีวิตปกติ  

      แต่อาการก็กลับมาเป็นบ่อยๆ ขึ้น และหนักกว่าเดิม  จนหมอคงแน่ใจว่าเป็นกระดูกทับเส้นประสาท  ก็เลยใช้วิธีให้ยาบำรุงปลายประสาท (วิตามินบีรวม) และยาอีก 2-3 ตัว,  ให้ทำกายภาพบำบัด (มีนัดกับนักกายภาพไปทำที่โรงพยาบาลใกล้ที่ทำงาน), ประคบร้อนบ้าง, ให้ลดน้ำหนักด้วย (สูง 158 ซม. จากหนัก 48 กก. ลดเหลือ 44 กก.  มันก็ไม่อ้วนนะ), จนให้ใช้ผ้ายืดพันดามหลังอ่อนๆ ไว้ด้วย (เวลาเดินตัวแข็งแลย)

       เมื่อปวดจนบางครั้งเดินไม่ได้  ต้องหยุดนอนพักเฉยๆ หลายวัน จนเป็นอาทิตย์ และพร้อมกับไปรักษาอยู่เสมอ  จนยืดเวลามาเป็นปี  ก็เจ็บหนักหลังจากไปกายภาพบำบัดวันศุกร์กลับมา (เดือน ก.ค. 51)  วันเสาร์ เจ็บขาตั้งแต่ท่อนสะโพกจนมาถึงปลายเท้าและชาด้วย (จริงๆ เวลาเจ็บขา เขาก็มีอาการชาด้วยตลอด)  ลุกไม่ขึ้น และไม่รู้สึกปวดปัสสาวะ   นอนให้เพื่อนดูแลอยู่จนวันอาทิตย์ก็ยังไม่ทุเลาและไม่ปวดปัสสาวะด้วย   เลยนึกสงสัยโทรหา รพ. ที่อยู่ใกล้หอพัก  เขาเลยรีบส่งรถพยาบาลมารับแบบฉุกเฉินค่ะ  ไปเจาะเอาปัสสาวะออก และคืนวันอาทิตย์ซึ่งปวดมาก หมอก็รีบให้ไปทำ MRI (ฉีดยาแก้ปวดอย่างแรง เพราะคนป่วยนอนหงายไม่ได้  เข้าเครื่องตรวจไม่ได้) 

       ซึ่งพอผลออกมาก็เห็นได้ชัดว่ากระดูกมันเหมือนแตกหลุดออกมาแล้ว  และมีสารบางอย่างปล่อยออกมา ทำให้เส้นประสาทระคายเคือง และแนะนำให้ผ่าตัดเลย (ตามทฤษฎีหมอบอกว่าระคายเคือง  แต่น้องสาวเจ็บมาก นอนไม่ได้และร้องไห้ทั้งคืนเลย  คนเฝ้าอย่างเราก็เลยกลัวไปด้วย ไม่รู้จะทำไง เพราะเรื่องผ่าตัดหลังเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับเรา   พาลไปถึงคนทั้งครอบครัวที่ไม่ได้อยู่กรุงเทพเป็นห่วง   แม่ซึ่งดูแลสุขภาพตัวเองดีมาตลอด  ก็ความดันขึ้นสูงปิ๊ดมากกว่าน้องสาวอีก น่าจะเครียดกว่าลูกอีก คอยให้พ่อโทรมาถามอาการตลอดเวลา)

        แต่ต้องยอมรับว่าโรงพยาบาลที่เข้าดูแลเอาใจใส่คนไข้ดีมากค่ะ  จนเราได้คำแนะนำและความช่วยเหลือประสานงานจาก อ.หมอวิจารณ์ และพี่ผึ้ง ใน สคส. จนน้องสาวได้รับการรักษาผ่าตัดอย่างดี  (ช่วงนั้น อ้อ แทบไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องงาน   ที่ สคส. อำนวยความสะดวกให้ไปดูแลน้องสาวได้เต็มที่ค่ะ)

       อาการที่น้องสาวเล่าและเราสังเกตตอนอยู่ด้วยก็มีประมาณนี้ค่ะ  อ่านแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยทุกคนนะคะ  ไม่งั้นไม่เพียงตัวเอง พ่อแม่ก็ป่วยหนักไปกับเราด้วยจ้ะ

 

                                                                           อ้อ_สคส.