อยู่กับธรรมชาติหรือจะเป็นวัตถุนิยม

 

 

ประโยคที่ว่าอินเดียยากจนนั้นฟังดูเผินๆ แล้ว ผู้ที่เคยไปเที่ยวอินเดียก็คงจะบอกว่าใช่ เพราะไปเห็นมาแล้ว ที่รัฐพิหารไง ที่ชาวพุทธไทยมักจะไปแสวงบุญ โดยจะไปที่พุทธคยา

พิหารเป็นรัฐที่แม้อินเดียเองก็บอกว่ายากจนที่สุดในอินเดีย ผมเองได้ไปเห็นมาแล้ว ช่วง 4-5 วันที่อยุ่ที่รัฐพิหารนี้ เห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนที่นั่นแล้วใจก็บอกว่าใช่ ยากจนจริง

เพราะไม่ว่ามองไปทางใดก็เจอคนแต่งตัวมอมๆ หรือไม่ก็สีสด แบกท่อนไม้แห้งเป็นฟ่อน เห็นบ้านก่ออิฐที่คงสร้างกันเอง ที่ไม่เป็นระเบียบเลย เห็นกองฟาง เห็นแผ่นถ่านธรรมชาติที่ทำจากมูลโค มูลวัวผสมฟางแห้งและใบไม้ปั้นเป็นแผ่นขนาดเท่าจานข้าวบ้านเราวางเรียงเป็นแถว เต็มไปหมดทั้งฝาบ้าน ทั้งข้างกำแพง ทั้งบนเสาไฟ และข้างถนน....................ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อถ่านหรือใช้ไฟฟ้าในการหุงต้ม ในเมื่อสิ่งที่ได้จากธรรมชาติมีเหลือเฟือ...

แม้ภาพคนที่เห็นจะถูกตัดสินว่าจน แต่ข้างหลังภาพเหล่านั้นผมเห็นท้องนาที่เขียวชะอุ่ม แปลงผักที่เขียวสด ต้นไม้สองข้างทางที่หนาแน่น แม้บางช่วงจะโดนฝุ่นถนนจนขาวโพลน

ทราบว่ากระหล่ำดอกที่นั่นหัวละ 1 รูปีเอง ข้าวและผักก็แสนถูกสำหรับชาวบ้านธรรมดา คนอยู่อย่างพอเพียงหรือถ้าจะให้ตรงก็คืออยุ่อย่างติดดิน คนเกือบทั้งหมดเป็นมังสะวิรัติ จึงไม่มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน

ถนนหนทางแม้จะแย่ แต่ก็จริงๆแล้วไม่ได้มีผลต่อวิถีชีวิตของคนที่นั่นซึ่งใช้จักรยานเป็นส่วนใหญ่

คนที่รัฐพิหารมีศรัทธาที่เข้มแข็ง นับถือได้ทุกสิ่งว่าเป็นเทพ เช่นต้นไม้ก็เป็นเทพ แม่น้ำก็เป็นเทพ สัตว์ต่างๆ ก็เป็นเทพ คนจึงสามารถอยู่กับสิ่งแวดล้อมได้ดีเพราะไม่มีการเบียดเบียนกัน ถ้าจะหาเมืองใดที่ไม่ทำลายสภาวะของโลก ก็น่าจะอยู่ในอินเดีย รัฐพิหารนี่ละครับ

ทุกอย่างกลับคืนไปสู่ธรรมชาติหมด เป็นวัฏจักร ห้องน้ำแบบทันสมัยแบบบ้านเราจึงไม่จำเป็น เพราะมีธรรมชาติเป็นที่รองรับอยู่แล้ว ทั้งทุ่งนา ข้างถนนและแม่น้ำล้วนเป็นที่รับคืนของจากมนุษย์

ผมยังไม่สรุป แต่ขอใช้ประโยคนี้ก่อนว่า "อินเดีย จนจริงหรือ" เพื่อที่จะได้ระดมความรู้ ความคิดกันว่าจริงไหม

มองให้ดี อินเดียและคนอินเดียไม่ได้ยากจนอย่างที่มองเห็นหรืออย่างที่เราคิด แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับธรรมชาติที่ไม่ได้ต้องการเป็นวัตถุนิยมสมัยใหม่อย่างคนอื่น

 ด้วยความปรารถนาดี