เชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรม : แลกเปลี่ยนความรู้ผ่าน "หนังสือ" แทนความรักแด่ครอบครัว GotoKnow

อ่าน: 1030
ความเห็น: 14

268 เล่าภาพจากเรื่อง...รัฐอัสสัม อินเดีย และคนไทผาเก..ญาติเราเอง

ไทในอัสสัม ใช่ใครอื่น

 

 

 

                       

 ตามปรกติ จะเคยแต่เล่าเรื่องจากภาพ แต่คราวนี้ผมจะเล่าภาพจากเรื่อง คือนำเสนอภาพถ่ายเป็นหลักโดยยังไม่ลงในรายละเอียด ด้วยมารยาทบางประการ จึงขอนำภาพจากรัฐอัสสัม หรืออีสานของอินเดียมาให้ชมกัน โดยมีคำบรรยายพอสังเขป สำหรับเรื่องเล่านั้น จะหาโอกาสนำเสนอในเวลาที่เหมาะสมต่อไป 

ก่อนที่จะเล่าภาพ ขอเกรินนิดหน่อยว่ารัฐอัสสัมซึ่งมีประชากรประมาณ 26 ล้านคน (*2001)นั้น ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐอินเดีย ทางตอนใต้ของเทือกเขาหิมาลัย มีเขตอาณาติดกับรัฐอรุณาจัลประเทศ นาคาแลนด์ มณีปุระ  มิโซรัม ตริปุระ และเมฆาลัย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐ 7 พี่น้อง (Seven Sister States) โดยอัสสัมเป็นรัฐที่เชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ ของอินเดียผ่านช่องแคบของรัฐเบงกอลตะวันตก นอกจากนี้ อัสสัมยังมีเขตแดนระหว่างประเทศติดกับบังกลาเทศทางตะวันตกเฉียงใต้ ภูฏานทางเหนือและเมียนม่าหรือพม่าทางตอนใต้

ถือเป็นประตูสู่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ตั้งในจุดยุทธศาสตร์ใกล้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศสมาชิก SAARC, เป็นศูนย์กลางของนโยบายมองตะวันออก (Look East) ของรัฐบาลอินเดีย, มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์, เป็นแหล่งวัตถุดิบ, มีแรงงานจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นประเภทกึ่งทักษะและไร้ทักษะ, ประชากรมีการศึกษาดี (อัตราการรู้หนังสือ 64% รัฐบาลอินเดียกำลังส่งเสริมภูมิภาคนี้ตามนโยบายมองตะวันออก 

เมืองกูวาฮาตี เป็นเมืองสำคัญ เพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของรัฐอัสสัม Dispur  มีพลเมือง 2 ล้าน 5 แสนคน และเป็นเมืองที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วเป็นหนึ่งใน 5 ของอินเดียทีเดียว     

รัฐอัสสัมมีชนกลุ่มต่างๆ อาศัยอยู่มากมายหลายกลุ่มเผ่าพันธ์ แต่มีกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่าไท Tai อาศัยอยู่ประมาณ 600 ปีมาแล้ว ปัจจุบันมี 6 กลุ่ม ได้แก่ไทอาหม ไทคำตี่ ไทคำยัง ไทผาเก ไทอายตอน และไทตุรุง ชนกลุ่มชนเหล่านี้คือสิ่งที่น่าสนใจ เพราะยังคงขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เอาไว้ โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายและภาษาไทที่มีความคล้ายคลึงกับภาษาไทยภาคเหนืออยู่มากทีเดียว 

 ชนกลุ่มหนึ่งในหกที่ผมได้ไปสัมผัสคือไทผาเก Tai Nam Phake อยู่ไม่ไกลจากเมือง Dibrugarh ประมาณ 55 กิโลเมตร ภาพนี้เป็นภาพวัดในหมู่บ้านชาวไทผาเกซึ่งมีอยู่แห่งเดียว ดูจากศาลาและเจดีย์แล้วก็ต้องบอกว่ามีลักษณะคล้ายเจดีย์ในพม่าและทางเหนือบ้านเรามาก ชนไทผาเกปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2 พันกว่าคนหรือประมาณ 70 ครัวเรือน อยู่เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นในการที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นไท

                 ภาพวัดไทนำผาเก อยู่กลางหมู่บ้านเลย สภาพวัดสะอาดเรียบร้อย มีต้นไม้นานาชนิด เป็นศูนย์รวมคนในหมู่บ้าน มีพระประธานในโบสถ์ ภัณเตหรือพระเจ้าอาวาสบอกด้วยความภูมิใจว่ามีผู้มอบให้จากเมืองไทย

                     

 ชาวหมู่บ้านนำผาเกนับร้อยคนมาต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความตื่ตเต้นและเต็มใจและยินดีที่ทราบว่าเรามาจากประเทศไทยซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของเขา คนหน้าสุดคือหัวหน้าหมู่บ้าน มีอายุ 74 ปีแล้ว เคยไปเมืองไทยครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

                

อาหารที่นำมาเลี้ยงผู้มาเยือน มีทั้งข้าวห่อ ผักต้ม ปลา หมูปิ้งเสียบไม้ หนือไม้และเป็ด รวมทั้งแกงจืดต้มผัก อร่อยแบบไทๆ เห็นมีช้อนให้ แต่ตามมารยาททานด้วยมือ ขันทองเหลืองที่เห็นคือสำหรับใส่น้าล้างมือ

                สาวชาวไทผาเกแต่งตัวอย่างสวยงามมารับผู้มาเยือน สวมใส่เสื้อผ้าที่ทอเอง เรียกว่าผ้าซิ่น ลวดลายสีสันสวยงามสดใสเหมือนบ้านเราไม่มีผิด

   

 

                         

   หญิงสาวชาวไทผาเกรำฟ้อนตามจังหวะฆ้องและกลอง สวยงามอ่อนช้อยราวกับจบมาจากนาฏศิลป์ก็มิปาน 

 

                              

บรรดาสาวใหญ่ชาวไทผาเก มาต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียงและสนใจมาก หลายคนมีบุตรหลานที่เรียนจบสูงๆ มีงานทำกันแล้วทั้งนั้น แต่ทุกคนชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและต่างหวังว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองไทย

                     

หญิงสาวชาวไทผาเกทอผ้าอยู่กับบ้าน ซึ่งมีกันทุกบ้าน  การทอผ้าหนึ่งผืนใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หญิงสาวที่นี่ทอผ้าเป็นกันทุกคน  ความเป็นอยู่ถือว่ามีกินมีใช้ แต่ไม่ร่ำรวยแบบทุนนิยม 

                  สรุป หมู่บ้านไทนำผาเก เป็นกลุ่มคนไทที่ไปเยือนแล้วมีความประทับใจมาก เพราะนิสัยใจคออ่อนโยน นุ่มมวล รักสงบเหมือนคนไทยไม่มีผิด ประวัติศาสตร์ความเป็นมานั้นมีอยู่ แต่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสอันสมควรต่อไป

 

 

...................................................................................

  

หมวดหมู่: ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: ศ. 16 ม.ค. 2552 @ 16:59 แก้ไข: พฤ. 12 พ.ย. 2552 @ 10:49

ความเห็น

1.
P
ตันติราพันธ์
เมื่อ ศ. 16 ม.ค. 2552 @ 20:46
#1075176 [ ลบ ]

สวัสดีค่ะ

ไปท่องรัฐอัสสัมมานี่เอง

ไม่พบบันทึกตั้งนาน

เรื่องราวน่าสนใจ

และอยากรู้เพิ่มเติมมากๆ

แต่ชมภาพที่พี่โยคีนำมาลงไม่ได้

เป็นแต่กรอบว่างๆค่ะ

ขอบคุณกับของฝากจากแดนไกลนะคะ

2.
P
ศน.อ้วน
เมื่อ ศ. 16 ม.ค. 2552 @ 20:59
#1075226 [ ลบ ]

กราบสวัสดีเนื่องในวันครูค่ะ

  • หนูไม่ได้เข้ามาเยี่ยมอาจารย์นานมาก
  • เพิ่งทราบว่าอาจารย์ก็เดินทางเช่นกัน
  • ได้รับความรู้มากมายเชียวค่ะ  เหมือนกับได้ไปเที่ยวด้วย
  • อาจารย์สบายดีนะคะ

            ..น้อมคารวะด้วยความเคารพค่ะ..

3.
P
พลเดช วรฉัตร
เมื่อ ศ. 16 ม.ค. 2552 @ 22:47
#1075560 [ ลบ ]

โยคีน้อย ตันติราพันธ์

ขออภัยที่ใส่ภาพแล้วก็ต้องทำงานต่อ มาเปิดดูตอนเย็นจึงทราบว่าภาพไม่ขึ้น

ชาวไทที่รัฐอัสสัมน่ารักมาก หวังว่าภาพคงมาแล้ว

อยากให้คนไทยไปเยี่ยมคนไทกันมากๆ

ความเป็นญาติกันระหว่างสองแผ่นดิน น่าประทับใจมาก

เจริญสุขจ๊ะ

 

 

4.
P
พลเดช วรฉัตร
เมื่อ ศ. 16 ม.ค. 2552 @ 22:50
#1075566 [ ลบ ]

ศน.อ้วน ครับ

ขอบคุณครับที่มาทักทาย

ภาพมาแล้วครับ เรื่องราวนั้นมีมากมาย แต่เอาไว้ค่อยทะยอยเล่า

อัสสัมน่าไปเที่ยว ไม่ห่างจากประเทศไทยเลย

หากมีโอกาส ลองไปเที่ยวดูนะครับ

เจริญสุขครับ

5.
P
ตันติราพันธ์
เมื่อ ศ. 16 ม.ค. 2552 @ 23:15
#1075620 [ ลบ ]

แวะมาบอกว่า

เห็นภาพคนไทแล้ว

หน้าตาสงบดีจัง

ดูอ่อนหวานและอบอุ่น

ขอบคุณแทนคนไทย

ที่พี่โยคีไปเจริญสัมพันธไมตรีแทนมาแล้วค่ะ

6.
P
BM.chaiwut
เมื่อ ส. 17 ม.ค. 2552 @ 03:37
#1075712 [ ลบ ]

เรื่องนี้... จำมาตั้งแต่เรียนประวัติศาสตร์ชาติไทยตอนประถม วันนี้ได้รับการยืนยันจากประสบการณ์ตรงพร้อมรูปภาพประกอบโดยท่านฑูตฯ มีโอกาสคงได้ไปพิสูจน์โดยตัวเองสักครั้ง...

  • อนุโมทนาอย่างยิ่ง

เจริญพร

7.
P
พลเดช วรฉัตร
เมื่อ ส. 17 ม.ค. 2552 @ 11:33
#1076169 [ ลบ ]

โยคีน้อย ตันติราพันธ์

ไปเห็นมาแล้ว ประทับใจ

เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่คิดอยากจะทำโครงการอาสาสมัคร

ไปช่วยคนไท ในประเทศอินเดีย เป็นเรื่องของมนุษยธรรม ไม่เกี่ยวกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

วันนี้ ขอให้แนวคิดแค่นี้ก่อน

8.
P
พลเดช วรฉัตร
เมื่อ ส. 17 ม.ค. 2552 @ 12:40
#1076288 [ ลบ ]

นะมัสการครับท่าน BM.chaiwut

ยืนยันได้ครับว่า ถ้าได้ศึกษาลงในรายละเอียด จะทึ่งว่า เอ นี่คือญาติของกลุ่มไทที่แยกย้ายกันมาสู่ดินแดนเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้

จะได้นำรายละเอียดมาเล่าต่อไปครับ โดยเฉพาะภาษาที่เขาใช้ เป็นภาษาไทครับ อัศจรรย์ยิ่งนักครับ

มีพระสงฆ์จะเป็นพระอาสาบ้างไหมครับ ไปพัฒนาไทพาเก 

ในอนาคตนะครับ หากมีธรรมะจัดสรร

นะมัสการครับ

9.
P
ธ.วั ช ชั ย
เมื่อ จ. 19 ม.ค. 2552 @ 10:20
#1079695 [ ลบ ]

สวัสดีครับ

แวะมาทีหนึ่งแล้วแต่ยังไม่มีภาพ อิๆ

เห็นกี่ทอผ้า แปลกตาไม่เหมือนในบ้านเราครับ

ขออนุญาตเซฟไว้ศึกษานะครับ

ป.ล.น่าไปเยือนสักครั้งครับ

10.
P
พลเดช วรฉัตร
เมื่อ จ. 19 ม.ค. 2552 @ 11:34
#1079843 [ ลบ ]

คุณ ธ.วั ช ชั ย ครับ

ยินดีครับ

ชาวไทในอัสสัมทอผ้าเก่งครับ มีผ้านานาชนิดที่มีชื่อเสียงไม่แพ้ผ้ากาสีของชาวเมืองพาราณสี

น่าไปศึกษามากครับ

11.
30
อภิชาติ [IP: 222.123.143.124]
เมื่อ พ. 04 ก.พ. 2552 @ 23:48
#1112423 [ ลบ ]

ผมสนใจเกี่ยวกับประวัติของคนกลุ่มไทยมานานแล้วครับ เคยอ่านแต่ในหนังสือ

ของ อ.ธิดา สาระยา ขออภัยด้วยถ้าจำชื่อผิด ขอบคุณอาจารย์มากครับที่นำความรู้

มาให้...

12.
P
พลเดช วรฉัตร
เมื่อ อา. 08 ก.พ. 2552 @ 11:01
#1117722 [ ลบ ]

คุณอภิชาติ

ยินดีครับ ติดตามตอนต่อไปครับ

13.
P
คุณนายดอกเตอร์
เมื่อ อา. 15 ก.พ. 2552 @ 16:57
#1133995 [ ลบ ]

สวัสดีค่ะ น่าทึ่งและยินดีนะคะที่ชาวไทผาเกนี้ยังรักษาวัฒนธรรมประเพณีไว้ได้แม้จะมีจำนวนอยู่กันไม่มาก

ไม่ได้มาแวะนานแล้ว คุณพลเดชและครอบครัวคงสบายดีนะคะ

มาแวะทีไรก็ได้ความรู้และความเบิกบานจากการได้รู้เรื่องราวที่ไม่ใช่จะหาอ่านกันได้ง่ายๆ เป็นเรื่องราวที่มีชีวิตชีวามาก ขอบคุณค่ะ

 

14.
P
พลเดช วรฉัตร
เมื่อ อา. 15 ก.พ. 2552 @ 17:53
#1134075 [ ลบ ]

 คุณนายดอกเตอร์ ครับ

ขอบคุณครับ

ไปอัสสัมจึงทำให้ได้ความรู้เรื่องผ้าไหมอัสสัมด้วยครับ

ซึ่งมีไหมมุกก้า Golden Muka เป็นหนึ่งใน 3 ประเภทที่มีชื่อเสียง

นอกจากนั้นยังได้ทราบมาว่าสยาม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้เคยติดต่ออินเดียเรื่องผ้าไหมมาแล้วและมีการให้คนอินเดียทอผ้าในลวดลายที่เป็นไทยด้วย

น่าศึกษาต่อไปครับ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.107.191.112
ข้อความ:  
เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
 
รหัสสุ่ม: ( ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน )
  ยกเลิก หรือ ดูตัวอย่างก่อนบันทึก หรือ

บันทึกอื่นๆ