สัปดาห์ที่แล้วมีสมาชิก G2K ถามผมว่าอยากเป็นนักการทูต ต้องทำอย่างไร ผมเลยขอนำ "เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการทูต" มาเสนอ ณ ที่นี้
เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการทูต อันวิชาว่าด้วยการทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ที่เราเข้าใจกันทั่วไปก็คือเป็นเรื่องเฉพาะของผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านต่างประเทศ เช่นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่เรียกว่า นักการทูต ซึ่งมีหน้าที่หลักคือดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือระหว่างรัฐในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้ ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อมของสังคมโลกอยู่ตลอดเวลา และด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาทำให้มนุษย์มีความสามารถรับรู้ข่าวสารได้สะดวก รวดเร็วมากขึ้น อุปสรรคในเรื่องความห่างไกลกัน ความแตกต่างทางสังคม ภาษาและวัฒนธรรมจึงหมดไปกลายเป็นโลกไร้พรมแดน จนทำให้ในปัจจุบันความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐนั้นขยายขอบเขตจนแทบจะกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนในทุกๆ ด้าน ทำให้ต้องกลับมาตั้งข้อสังเกตใหม่ว่า การทูตนั้นไม่ใช่เฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้นต่อไปอีกแล้ว แต่แท้จริงก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันเองด้วยเมื่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือความสัมพันธํระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ การเรียนรู้สร้างความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ไม่เฉพาะนักการทูตเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ แต่มนุษย์ทุกคน ประชาชนทุกคนจะต้องเริ่มเรียนรู้ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัฒน์ที่กระทบทุกสังคมในโลกนี้วัตถุประสงค์ของข้อเขียนนี้ในเมื่อความรู้กลายเป็นสิ่งสำคัญของสังคมยุคนี้ ผมจึงอยากจะเขียนเรื่องการทูตที่ว่ายากนั้นให้คนทั่วไปสามารถอ่านอย่างง่ายๆ โดยไม่เป็นวิชาการและลงรายละเอียดมากไปซึ่งจะทำให้ยากในการอ่าน อย่างไรก็ดี ข้อเขียนนี้ถือเป็นการให้ข้อมูลเบื้องต้นเล็กๆน้อยๆและไม่ครอบคลุมและครบถ้วนทุกเรื่อง........ ก็หวังเพียงเพื่อความเข้าใจภาพรวมของเรื่องการทูตนี้และถือว่าเป็นความคิดเห็นของผม เท่านั้น
การทูตก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั่นเองการทูตฟังดูแล้วดูเป็นเรื่องที่สูง ยากและเป็นเรื่องเฉพาะของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การทูตก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั่นเอง
ทำไมมนุษย์จึงต้องมีความสัมพันธ์กัน
เป็นคำถามแรกที่ต้องคุยกัน มนุษย์เกิดมาแล้วถือเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ของสังคม ของประเทศชาติและของโลกดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ค่อยมีใครคิดถามว่าแล้วทำไมมนุษย์จึงต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย เกิดมาแล้วอยู่คนเดียวไม่ได้หรือ ไม่ต้องยุ่งกับคนอื่นไม่ได้หรือ ? ก็เนื่องจากคนเราไม่ได้เกิดมาจากตอไม้หรือกระบอกไม้ไผ่ แต่เกิดจากมนุษย์ด้วยกัน จึงสัมพันธ์กันเองโดยสายเลือดอยู่แล้วและยิ่งเกิดมาแล้วก็ตกอยู่ในวงกรอบหรือวงล้อมของความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคมเข้าไปอีก มีพ่อ มีแม่ มีพี่น้อง มีเพื่อน จึงไม่พ้นที่จะอยู่ในวงล้อมของความสัมพันธ์นั้นแต่ถ้าจะถามว่า เหตุที่ต้องมีความสัมพันธ์กันคืออะไร ก็ขอตอบว่าเพราะต่างมีความต้องการในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากอีกฝ่ายหนึ่ง…ใช่หรือไม่ ลองคิดดู ทารกแม้จะเกี่ยวโยงกับมารดาผู้ให้กำเนิด แต่เมื่อหิวนมขึ้นมาจึงต้องร้องไห้เพื่อแสดงให้เห็นว่าหิว อยากจะทานนม หรือเวลาที่ทารกร้องเพราะไม่สบายก็ดิ้นและร้องเพื่อแสดงหรือบอกให้รู้ว่าไม่สบาย เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ต้องการให้หญิงสาวที่เดินผ่านไปคนหนึ่งสนใจจึงแสดงออกด้วยการร้องเพลงเกี้ยว ถ้าไม่ต้องการความสนใจจะร้องเพลงหรือไม่จะเห็นว่าคำพูดที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีแต่ความต้องการที่ไม่สิ้นสุด นั้นถูกต้องจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่กันทุกวันนี้ก็เพราะมีความต้องการจะอยู่เพื่ออะไรสักอย่าง
ทำไมรัฐต่อรัฐจึงต้องมีความสัมพันธ์กัน
ในลักษณะเดียวกันกับที่มนุษย์ต้องเกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์กัน รัฐซึ่งถือว่าเป็นผู้ปกครองกลุ่มมนุษย์ก็จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างกลุ่มกันด้วย ความต้องการของรัฐหรือที่เรียกแบบทางการโก้ๆ ว่า นโยบาย Policy หรือ ยุทธศาสตร์ strategy อะไรก็ตามก็เกิดมาจากความต้องการของรัฐหนึ่งที่มีต่อรัฐอื่นนั่นเองแต่ละรัฐนั้นมีความต้องการไม่เหมือนกัน รัฐหนึ่งอาจต้องการหารายได้จากรัฐอื่นอย่างง่ายๆ ด้วยการปล่อยให้มีบ่อนคาสิโนในชายแดนของตน คนของอีกรัฐหนึ่งจะได้ข้ามมาเล่นและเสียเงินได้ง่ายๆ ในขณะที่อีกรัฐหนึ่งอาจจะสนับสนุนชนกลุ่มน้อยในอีกรัฐหนึ่งเพื่อให้เป็นกันชนของตน ทั้งนี้ก็เพื่อสิ่งที่เรียกโก้ๆ อีกเช่นกันว่า ผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งอาจจะเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมจริงๆ หรือเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มคนผู้ปกครองเพียงไม่กี่คนก็ได้ ยิ่งรัฐใดใหญ่โตมีพลเมืองมาก ความสามารถหลายๆ อย่าง ที่เขาเรียกกันว่า ประเทศมหาอำนาจ ก็ยิ่งมีความต้องการมากหรือมีนโยบายมากขึ้นเป็นเงาตามตัว รัฐใดเล็กๆ พลเมืองน้อย ไม่ค่อยมีอิทธิพลหรือบทบาทหรือความสามารถ ก็มีความต้องการที่น้อย เรียกว่าเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ค่อยเรื่องมากความต้องการของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจนั้นมักจะเป็นตัวกำหนดสภาพความสัมพันธ์ของประเทศต่างๆ ในโลก เราคงจะพอเข้าใจกันดี มนุษย์เวลาจะติดต่อกันก็ใช้วิธีพูดจากันหรือสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เช่นการเขียน การแสดงออกทางท่าทาง แต่ระหว่างรัฐต่อรัฐ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มมนุษย์เวลาจะติดต่อกัน ทำอย่างไรรัฐทุกรัฐตามปรกติจะมีรูปแบบการปกครองของตน จะมีผู้ปกครองรัฐหนึ่งคนหรือจะเรียกว่าผู้นำก็ได้ ผู้นำนี้จะเป็นได้ตั้งแต่จักรพรรดิ์ มหากษัตริย์ ประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีและจะมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ช่วยปกครองเรียกว่าคณะผู้ปกครองหรือคณะรัฐบาลก็ได้ ดังนั้นการติดต่อระหว่างรัฐจึงต้องทำโดยผู้นำหรือคณะของผู้ปกครองหรือจะผ่านตัวแทนของคนเหล่านี้ ซึ่งก็คือนักการทูตนั่นเอง
นักการทูตจะทำหน้าที่เป็นผู้แทนของผู้นำประเทศและเป็นผู้แทนของประเทศในการติดต่อกับอีกรัฐหนึ่ง เช่นการพบปะหารือระหว่างผู้นำลาวกับนายกรัฐมนตรีไทยถือเป็นการติดต่อระหว่างรัฐทั้งสองได้ ในกรณีที่ผู้นำรัฐมีความสนิทกันก็อาจจะยกหูโทรศัพท์สายตรงคุยระหว่างกันได้ ซึ่งก็ถือว่าสิ่งที่พูดนั้นคือความตกลงระหว่างประเทศทีเดียว นอกจากนี้การติดต่อกันจะทำกันทางหนังสือก็ได้ เช่นสารแสดงความยินดีของนายกรัฐมนตรีไทยในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้รับเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งโดยปรกติจะทำผ่านช่องทางการทูต ก็คือกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากการติดต่อตามรูปแบบดังกล่าวข้างต้นแล้ว มีเหมือนกันที่การติดต่อระหว่างรัฐจะทำผ่านสื่อมวลชนโดยการให้สัมภาษณ์ของผู้นำประเทศหนึ่ง เช่นนายกรัฐมนตรี พาดพิงถึงอีกประเทศหนึ่ง ทำให้อีกประเทศต้องตอบโต้ทางสื่อมวลชน อย่างนี้เรียกว่าเป็นการติดต่อแบบตอบโต้กันระหว่างรัฐ ซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่มีความขัดแย้งกันมากกว่าที่จะสร้างความสัมพันธ์
นักการทูตคือใคร
การติดต่อระหว่างรัฐมีมากขึ้นตามพัฒนาการของสังคมโลก ทำให้นักการทูตมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในกิจการระหว่างประเทศ จึงมาถึงคำถามว่าแล้วนักการทูตคือใคร มาจากไหนพ่อบ้านคนหนึ่งอยากจะกินแกงต้มยำ แต่แม่บ้านบอกว่าบ้านเราไม่มีตะไคร้ แต่บ้านข้างๆ นั้นมีตะไคร้ จะทำอย่างไรดี ลูกสาวบ้านนี้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันดีกับลูกชายข้างบ้านจึงรับอาสาไปบอกลูกชายเจ้าของบ้านและขอตะไคร้มาให้แม่ เพื่อจะได้ทำแกงต้มยำให้พ่อทาน…ถามว่าลูกสาวเล่นบทบาทอะไร เป็นนักการทูตได้ไหม..ได้แน่นอน เพราะสิ่งที่ลูกสาวทำก็คือหน้าที่หนึ่งของทูตนั่นเอง…การเจรจาเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ……..นักการทูตจึงหมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่เจรจาในระดับประเทศเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ
ถามต่อว่า ใครเป็นผู้ต้องการล่ะ ประเทศหนึ่งต้องการให้อีกประเทศหนึ่งเลิกผลิตยาบ้า จึงส่งทูตไปเจรจาให้เลิกผลิตยาบ้า ท่านว่าประเทศนั้นจะเลิกหรือไม่…..การเป็นนักการทูตไม่ใช่จะเป็นกันได้ง่าย ในโลกนี้มีโรงเรียนสอนวิชาการทูตในระดับมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่งแต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าผู้ที่จบมาแล้วจะมีคุณสมบัติที่จะเป็นนัการทูต เพราะความเป็นนักการทูตไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำราอย่างเดียวแต่อยู่ที่คุณภาพของแต่ละบุคคลในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่งที่ว่าด้วยคุณธรรมที่ทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งสมควรไปเป็นทูตได้ซึ่งนับว่าทันสมัยมากและยังใช้ได้อยู่เสมอ พระสูตรนี้มีชื่อว่า ทูตสูตร
ทูตสูตร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม 8 ประการ ควรไปเป็นทูตได้ ธรรม 8 ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รับฟัง 1 ให้ผู้อื่นรับฟัง 1เรียนดี 1 ทรงจำไว้ดี 1 รู้เอง 1 ให้ผู้อื่นรู้ 1 เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ 1 ไม่ก่อการทะเลาะวิวาท 1 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้แล ควรไปเป็นทูตดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม 8 ประการ ควรไปเป็นทูตได้ ธรรม 8 ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รับฟัง 1 ให้ผู้อื่นรับฟัง 1เรียนดี 1 ทรงจำไว้ดี 1 รู้เอง 1 ให้ผู้อื่นรู้ 1 เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ 1 ไม่ก่อการทะเลาะวิวาท 1 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้แล ควรไปเป็นทูตได้ภิกษุใดแลสอนบริษัทให้เรียนให้อ่าน ไม่สะทกสะท้านไม่ให้เสียคำพูด ไม่ให้เสียคำสอนชี้แจงให้เขาหมดสงสัย และเมื่อถูกซักถามก็ไม่โกรธภิกษุเช่นนี้นั้นแล ควรไปเป็นทูตได้
คุณสมบัติของนักการทูต
ถ้าจะดูตามทูตสูตร ผู้ที่จะเป็นทูตต้องรู้จักเป็นผู้รับฟัง สามารถทำให้ผู้อื่นรับฟังได้ด้วย มีความรู้ทางวิชาการสูง เป็นผู้ที่มีไหวพริบ สามารถทำให้ผู้อื่นรู้สิ่งต่างๆ ได้ง่าย เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ เป็นผู้มีมารยาทเรียบร้อยและมีศีลธรรมอันดีงาม
ถามว่าทูตทุกคนมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วนหรือไม่ ขอตอบว่าส่วนใหญ่จะได้รับการหล่อหลอม โดยการทำงาน ฝึกอบรม สัมมนา รวมทั้งการไปประจำการในต่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นหลักสูตรนักการทูตที่ยอดเยี่ยมจนมีสิ่งต่างๆ ครบทุกข้อ เพียงแต่ว่าใครจะมีข้อไหนมากน้อยกว่ากันเท่านั้น
สถานเอกอัครราชทูต Embassy
คือที่ทำการหรือที่ทำงานของผู้แทนทางการทูต ซึ่งจะมีหัวหน้าสำนักงานในระดับเอกอัครราชทูตหรืออุปทูตตำแหน่งต่างๆ ที่ประจำอยู่
คำว่าสถานเอกอัครราชทูตนี้ คนไทยทั่วไปเรียกกันสั้นๆจนติดปากว่า สถานทูต ซึ่งตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าเป็นดินแดนของประเทศนั้น เช่นสถานทูตไทยในกัมพูชา ที่ดินและอาคารสถานทูตทั้งหมดถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย และถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินไทย เพราะฉะนั้นรัฐบาลกัมพูชาจะละเมิดดินแดนดังกล่าวมิได้ เช่น เข้ามาโดยมิได้รับอนุญาต ใครเคยดูภาพยนตร์ฝรั่งก็จะคงเคยเห็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยการเมืองในโซเวียตใช้วิธีวิ่งเข้าไปอยู่ในรั้วของสถานทูตของสหรัฐฯ ในมอสโคว์ ทำให้ตำรวรลับแก๊สตาโปของโซเวียตไม่สามารถเข้าไปจับตัวออกมาจากสถานทูตสหรัฐฯ ได้ แม้จะเห็นและอยู่ห่างกันไม่กี่เมตร เพราะถือว่าสถานทูตเป็นดินแดนของสหรัฐฯ
สถานเอกอัครราชทูตแห่งหนึ่งๆ จะมีนักการทูตและเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่จำนวนหนึ่ง โดยมีชื่อเรียกต่างๆกัน ดังนี้
เอกอัครราชทูต Ambassador มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary หรือที่คนทั่วไปเรียก ท่านทูต หมายถึงเอกอัครราชทูตที่รัฐผู้ส่ง (เช่นประเทศไทย) แต่งตั้งไปยังรัฐผู้รับ (เช่นลาว) ในบางกรณีที่เอกอัครราชทูตมิได้มีถิ่นพำนักอยู่ในรัฐผู้รับจะมีชื่อเรียกว่า Non-resident Ambassador นอกจากนี้ยังมีเอกอัครราชทูตที่ประจำอยู่ในองค์การระหว่างประเทศซึ่งเรียกว่า เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติ Ambassador Extraordinairy and Plenipotentiary Permanent Representative of Thailand to the United Nations ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 แห่งที่นครนิวยอร์คและเจนีวา (ข้าราชการระดับ 10)
นอกจากนั้น ยังมีตำแหน่ง ว่าที่เอกอัครราชทูตประจำรัฐผู้รับ หมายถึง Ambassador-Designate และตำแหน่ง เอกอัครราชทูตผู้แทนพิเศษ Ambassador-at-Large ด้วย
นอกจากเอกอัครราชทูตประเภทต่างๆ แล้ว ยังมีนักการทูตอื่นๆ อีกตามปรกติแล้วในสถานเอกอัครราชทูตหนึ่งจะมีเจ้าหน้าที่การทูตอยู่ประมาณ 7-14 คนขึ้นไป อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของทูต ดังนี้
อัครราชทูต
อัครราชทูตที่ปรึกษา
ที่ปรึกษา
เลขานุการเอก
เลขานุการโท
เลขานุการตรี
ผู้ช่วยเลขานุการ
นอกจากนี้ บางสถานเอกอัครราชทูตมีข้าราชการจากกระทรวงอื่นๆ นอกเหนือจากกระทรวงการต่างประเทศไปปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่งจะเรียกว่าผู้ช่วยทูตฝ่าย..... เช่น ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ และที่ปรึกษาแรงงาน ฯลฯ
นอกจากสถานทูตดังกล่าวแล้ว ยังมีหน่วยงานไทยในต่างประเทศที่ทำหน้าที่เฉพาะอีกคือคณะทูตถาวรของไทยประจำองค์การสหประชาชาติซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ค สหรัฐฯและมีสาขาที่เจนีวา ก็ใช้โครงสร้างในลักษณะเช่นเดียวกับสถานทูตเหมือนกันและใช้ข้าราชการจากกระทรวงการต่างประเทศ ที่บรัสเซลส์ คณะทูตสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ก็เป็นผู้แทนถาวรไทยประจำสหภาพยุโรปด้วย
สำหรับในด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทูตถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกที่เจนีวาเพื่อดูแลการเจรจาการค้าโลกเช่นกันซึ่งก็จัดว่ามีฐานะเหมือนคณะทูตถาวรไทย
อุปทูตคือใคร
อุปทูตหรือ Charge d’Affairs คือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศเช่นเดียวกับเอกอัครราชทูต เดิมตำแหน่งนี้เรียกว่าอุปทูตประจำ Charge d’ Affairs ad hoc บ้าง Charge d’ Affairs en pied หรือ Charge d’ Affairs avec lettres บ้าง รัฐผู้ส่งและรัฐผู้รับอาจจะตกลงกันให้มีหัวหน้าคณะผู้แทนเพียงระดับอุปทูตก็ได้ ซึ่งในกรณีนี้จะต่างกับตำแหน่งอุปทูตชั่วคราวที่ทำหน้าที่รักษาการสถานเอกอัครราชทูตในเวลาที่เอกอัครราชทูตไม่อยู่ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Charge d’Affairs Ad interim ในกรณีที่ตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนว่างลงหรือหัวหน้าคณะผู้แทนไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ของตนได้ อุปทูตชั่วคราวจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนชั่วคราวได้ โดยหัวหน้าคณะผู้แทนจะแจ้งนามอุปทูตชั่วคราวให้กระทรวงการต่างประเทศรัฐผู้รับทราบหรือหากหัวหน้าคณะผู้แทนไม่สามารถแจ้งได้ กระทรวงการต่างประเทศของรัฐผู้ส่งจะแจ้งนามอุปทูตชั่วคราวไปยังกระทรวงการต่างประเทศของรัฐผู้รับ
กงสุลอาชีพ Consulได้แก่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ประจำการในต่างประเทศและได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กงสุลซึ่งมีหน้าที่ดูแลคนไทยในประเทศนั้นๆ เป็นสำคัญ กงสุลเป็นคนที่คนไทยจะต้องไปพบไปหาบ่อยที่สุด เพราะไม่ว่าจะมีปัญหาใด เรื่องพาสปอร์ต เรื่องบัตรประชาชน เรื่องแต่งงาน เรื่องหย่า เรื่องนักเรียน.........ไปหากงสุลไทยก่อนแล้วปัญหาของท่านจะหมดไป
กงสุลกิตติมศักดิ์ Honarary Consul
ได้แก่บุคคลในท้องถิ่นผู้ซื่งได้รับการแต่งตั้งและมอบหมายให้ดูแลส่งเสริมผลประโยชน์ของประเทศและคนชาติในพื้นที่ในเขตอาณาและดำเนินการตรวจลงตราหนังสือเดินทางแก่บุคคลที่จะเดินทางเข้าประเทศที่กงสุลกิติมศักดิ์เป็นผู้แทน การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับและต้องยื่นสัญญาบัตรและได้รับอนุมัติบัตรเช่นเดียวกับผู้แทนฝ่ายกงสุลอาชีพ career consular officer ทั้งนี้ กงสุลใหญ่กิติมศักดิ์จะมอบหมายให้ดูแลเขตอาณาที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าและสำคัญกว่าในส่วนของไทย กงสุลกิตติมศักดิ์แตกต่างจากกงสุลอาชีพใน 3 ประเด็นหลัก 1.กงสุลกิตติมศักดิ์ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมหรือเป็นผู้นำที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับไทย 2.กงสุลกิตติมศักดิ์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งสำนักงานได้แก่สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์หรือสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ทั้งหมด 3.กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางกงสุลน้อยกว่ากงสุลอาชีพ ในการปฎิบัติงานของกงสุลไทยจะมีคู่มือกงสุลกิตติมศักดิ์เป็นระเบียบกฏเกณท์และข้อมูลสำหรับการปฎิบัติงาน
หน้าที่ของนักการทูต
เมื่อรู้ว่าทูตคือใครแล้ว สิ่งที่น่าถามต่อมาก็คือ ทูตมีหน้าที่อะไรบ้างจากตัวอย่างข้างต้นพ่อบ้านที่อยากจะทานต้มยำและแม่บ้านใช้ให้ลูกสาวไปขอตะไคร้จากข้างบ้านนั้นถามว่าลูกสาวบ้านดังกล่าวจะทำหน้าที่ไปเจรจาขอตะไคร้ให้พ่อมาทำต้มยำตลอดไปหรือไม่ …คำตอบคือคงไม่ตลอดไป ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเธอและความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายข้างบ้านกับเธอด้วย เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเธอ ความจริงน่าจะเป็นคุณพ่อตัวดี อยากกินต้มยำก็ต้องไปขอมาเองจึงจะถูกหน้าที่ของนักการทูตคือตรงนี้ ไปเจรจาให้รัฐที่ตนเป็นผู้แทนกับรัฐที่เป็นเป้าหมายเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ประเทศของเราต้องการ ไม่ว่าจะชอบหรือจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม เพราะนั่นคือหน้าที่ การเป็นนักการทูต จึงมิใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นงานที่สำคัญสูงสุดของประเทศ มีผลต่อประเทศโดยตรง หากเจรจาได้สำเร็จก็มีผลดี หากเจรจาล้มเหลวก็ส่งผลกระทบต่อประเทศนั้นทันทีความจริงแล้วหน้าที่ของนักการทูตมิใช่มีเพียงแค่เจรจาเท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายประการที่ทุกคนควรรู้จากทูตสูตร เราจะเห็นว่าหน้าที่ของบุคคลที่จะเป็นทูต มีดังนี้
ไปรับฟังดี-คือมีหน้าที่ไปรับฟังว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรและต้องไปรับฟังให้ดีด้วย เพราะหากไม่รับฟังด้วยดี ก็จะทำให้เจรจาไม่สำเร็จ
มีความรู้คือเรียนดีรอบรู้-ทูตต้องมีความรู้ดีและไม่ใช่เฉพาะความรู้ดีในด้านใดด้านหนึ่งแต่ต้องรอบรู้ด้วย คือควรจะต้องรู้หลายๆ ด้าน ก็จะทำให้สามารถทำการเจรจาได้ดีด้วย
มีความจำดี-เป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่ง ต้องมีความจำดีในเรื่องต่างๆ ที่ควรจำ เรื่องที่จำแล้วสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย เพราะหากจำในสิ่งที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ก็เสียเวลาที่จะจำ
มีไหวพริบรู้เอง(จินตนาการดี)-ทูตต้องรู้จักวิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะนำไปใช้ในการทำหน้าที่ให้ประสบผลสำเร็จ เรื่องไหวพริบนี้ไม่มีในตำรา เป็นเรื่องที่จะต้องสร้างให้เกิด ซึ่งจะต้องมีพื้นฐานความรู้ที่แน่นประกอบกับประสพการณ์ในงานของตนที่มากเพียงพอ มากพอที่จะรู้ได้เองแม้ไม่มีใครบอก
สามารถถ่ายทอดและเล่าให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดี-ข้อนี้สำคัญมากสำหรับการเป็นทูตในยุคโลกาภิวัฒน์
ตัดสินใจและสติดี- ที่สำคัญคือรู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดี
ไม่กร้าวร้าวชวนทะเลาะ-นักการทูตต้องไม่ชวนทะเลาะ แต่ต้องพยายามให้เกิดความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจของคนในที่นั้นๆ
มารยาทในการมีความสัมพันธ์
ในทางการทูต มารยาทถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถ้าว่ากันตามตำราก็ต้องบอกว่าอันมารยาททางการทูตนี้คือกริยาวาจาที่สุภาพเรียบร้อย อันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักการทูตประสบความสำเร็จในการดำเนินงานทางการทูต .....อ่านต่อตอนต่อไปครับ..........
ปล.ต้องขออภัยที่ข้อความไม่สมบูรณ์ เมื่อเช้ารีบไปหน่อยครับ เพราะมีธุระข้างนอก..........
ด้วยความปรารถนาดี
ชัดเจน แจ่มแจ้ง...
เจริญพร
ขอบคุณมากครับ ผมก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะก้าวไปสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพื่อต้องการตามความฝัน ผมอยากเป็นทูตจังครับ + + ขอบคุณนะครับกับบทความที่ดีมีประโยชน์อย่างนี้ ผมอยากทราบอีกนิดนึงครับว่า การที่จะเป็นทูตต้องเรียนคณะอะไรครับ ขอบคุณครับ
เรียนคุณ Imagine of love ครับ
ขออภัยที่ตอบช้าครับ เพิ่งกลับมากจากการไปดูงานในต่างจังหวัดครับ
ในปัจจุบันการทูตได้ขยายมิติของงานออกไปกว้างมากขึ้น การเป็นนักการทูตจึงไม่จำกัดว่าจะต้องจบมาทางรัฐศาสตร์สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่จบในสายนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ก็ได้ รวมทั้ง ศิลปศาสตร์ ก็เคยมีคนเข้ามาเป็นนักการทูตหลายคน...สิ่งที่สำคัญที่อยากจะแนะนำคือ ต้องมีความสนใจเรื่องการระหว่างประเทศด้วย สนใจสถานการณ์โลก จะได้เปรียบครับ
ด้วยความปรารถนาดี
ขอบคุณครับ
นายสายลม
คุณ Imagine of love
นายประเสริฐ ศรีแสนปาง
ครับ
ยินดีครับ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่การทูตและการระหว่างประเทศจะลงมาสู่ประชาชนในระดับรากแก้วเพราะสถานการณ์โลกทุกวันนี้เป็นโลกเปิดเสรีไม่มีพรมแดน คนไทยเปิดต่อสังคมโลกทั้งโลกจึงต้องมีความรู้ในเรื่องต่างประเทศพอสมควร
ผมจะพยายามนำความรู้จากประสบการณ์ตรงมานำเสนอต่อไปนะครับ
ด้วยความปรารถนาดี
ได้อ่านแล้วได้รับประโยชน์ดีครับ ขอบคุณมากๆ
ขอโทษน๊ะคะคือนู๋อยากทราบว่าโอกาษที่ก้าวหน้าในอาชีพนี้อะคะเป็นยังไงค๊ะ
การเป็นนัการทูตคือเป็นข้าราชการครับ
โอกาสความก้าวหน้าก็คือตามระเบียบราชการส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถ จังหวะและโอกาสด้วยครับ
อย่างไรก็ดี หากสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่ชอบ ทำแล้วมีความสุข ความก้าวหน้าก็เป็นเพียงส่วนประกอบครับ
ความสุขจากการทำงาน การได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ การได้ใช้ความสามารถได้อย่างเต็มที่ การได้แก้ปัญหาต่างๆ นั่นคือความก้าวหน้าในชีวิตและจิตใจที่ได้รับแล้วครับ
ด้วยความปรารถนาดี
อยากเป็นทูตมากๆเลยนะค่ะ แต่ตอนนี้อยากรู้ว่าในการเรียนสายตรงคือ รัฐศาสตร์ สาขาการปกครองระหว่างประเทศ จบแล้วจะได้ทำงานในสถานทูตเลยหรือเปล่าค่ะ หรือต้องสอบอยู่ดี ขอบคุรมากค่ะที่จะตอบข้อสงสัยให้ค่ะ
ครับ อย่างที่เรียนในกระทู้ก่อนๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานราชการ ดังนั้น การจะเข้าเป็นข้าราชการจะต้องผ่านการสอบคัดเลือกครับ ซึ่งตามปรกติจะมีเปิดสอบทุกปี ตามความต้องการของกระทรวง
การเรียนมาตรงสาย ก็ย่อมจะทำให้ได้เปรียบในการสอบครับ
เมื่อเข้ารับราชการแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะไปทำงานที่สถานทุต จะต้องผ่านการทำงานในกระทรวงมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้รู้งานพื้นฐานของกระทรวง ของการทูตและของงานระหว่างประเทศก่อน จึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาให้ไปประจการในสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศครับ
เนื่องจากการจะไปประจำการในต่างประเทศนั้น จะไปทำหน้าที่นักการทูตไทยในต่างประเทศ จำเป็นต้องได้รับการอบรมหลักสูตรต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ซึ่งก็ต้องไช้เวลาพอสมควร โดยเฉลี่ยคงจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีก่อนที่จะได้รับการพิจารณาครับ อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องได้ไปประจำการ หากไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จากการอบรมต่างๆ ก็อาจจะยังไม่ได้ไป
การทำงานในกระทรวงถือว่ามีความสำคัญมาก จะต้องเรียนรู้ให้ดีและไม่ใช่เฉพาะเรื่องวิชาการแต่ต้องเรียนรู้ระเบียบและงานธุรการ งานสารบรรณ งานคลัง งานบริหารด้วย
เป็นนักการทูตต้องรู้กว้าง รู้หลายๆ อย่าง นอกเหนือไปจากความเชี่ยวชาญในด้านวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง
ผมเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำเฉพาะหน้าคือเรียนให้ดีที่สุดครับ เรียนรู้ให้กว้างและฝึกสนใจในเรื่องการระหว่างประเทศให้ดีเพราะจะช่วยอย่างมากในเวลาที่เราสอบ
ขอให้โชคดีครับ
สวัสดีครับ ท่าน
ผมหายไปนานครับ เนื่องจากไปสอบทุนมาครับ
ขอบพระคุณท่านมากๆจริงๆน่ะครับที่มอบความรู้ให้ผมครับ
ผมผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศระดับภาคเหนือที่ มช เลยครับ เรื่อง รัฐศาสตร์
ขอบพระคุณท่านที่ให้ความรู้ผมครับท่าน
รักและเคราพเสมอ และตลอดไป
หนู กำลังจะเข้าศึกษา ในคณะรัฐศาสตร์
สาขา การระหว่างประเทศ
ของ ธรรมศาสตร์ในปีนี้ แต่หนูยังมีข้อสงสัย
เกี่ยวกับการฑูตในหลายๆเรื่อง ต้องขอรบกวนหน่อยนะคะ
- ทราบว่าการจะเข้าทำงานในกระทรวงต้องสอบเข้า แต่อยากทราบถึงอัตราการแข่งขัน ว่าสูงแค่ไหน
- แล้วการสอบเข้า จะสอบทุกปี หรือ สอบเมื่อมีตำแหน่งว่างคะ
-แล้วที่ว่าสาขาอื่นสามารถ มาแย่ง เราสอบได้เปอร์เซ็นได้ ระหว่างสายตรงอย่างเรา กับ สายอื่นๆที่มาสอบแข่ง สายไหนจะได้เปรียบมากกว่ากันคะ
- อันนี้คำถามสุดฮิต ผู้หญิง ที่ไม่มีนามสกุลดังๆตามหลังมา จะเป้นฑูตได้มั้ย
ไม่รู้ว่าคุณอา(ข้อเรียกคุณอานะคะ)จะยังอ่านความคิดเห็นอยู่มั้ย แต่ยังไงก็ รบกวนด้วยนะคะ
คุณแอนโทนี่
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
ตั้งใจเรียนนะครับ
อนาคตขึ้นอยู่กับปัจจุบันครับ
ขอให้โชคดี
คุณ Blimp ครับ
ยินดีครับ ขอแสดงความยินดีด้วยที่จะได้เข้าเรียนรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์
การทูตเป้นอาชีพที่สนุก ได้ความรู้มากมาย มีโอกาสได้ไปเห็นสิ่งต่างๆ ในโลกโดยถือเป็นงานในหน้าที่ด้วย
ถ้ามีใจรักการเรียนรู้และผจญภัยในโลกกว้าง ก็จะสนุกกับการทำงานครับ
พูดถึงเรื่องการแข่งขัน ต้องขอบอกตามประสบการณ์ของตัวเองเมื่อหลายๆสิบปีที่แล้ว ตามปรกติจะมีคนมาสมัครสอบประมาณ 2-3 พันคน โดยมีตำแหน่งต้องการ 20-30 อัตรา
ถามว่าการแข่งขันสูงไหม ก็บอกว่าพอสมควร
ถ้าเรียนมาทางนี้โดยตรงและภาษาต่างประเทศดี ก็มีโอกาสสูงครับ ได้เปรียบอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ก็มีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย
เรื่องความเป็นหญิง ชาย หรือนามสกุลดังหรือไม่ดังนั้น สมัยนี้ไม่มีแล้วครับ วัดกันด้วยความสามารถล้วนๆ
ผมถือว่าเป็นกระทรวงหนึ่งที่โปร่งใสในเรื่องการคัดคน
ถ้าเก่งและคิดว่ารักงานนี้และพร้อมที่จะเผชิญกับกระบวนการเรียนรู้ ในระดับประเทศและต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็น่าจะเป็นกระทรวงที่ตรงที่สุดแล้วครับ
ขอให้ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดครับ หากสามารถทำกิจกรรมที่เสริมความรู้ได้ด้วยก็ยิ่งดี ภาษาอังกฤษสำคัญมาก และหากเป็นนักอ่าน นักคิด นักเขียน นักพูดได้ก็ฝึกไว้เลยครับ
ขอให้โชคดีนะครับ
คุณอา ค่ะ อยากจะถามว่า เกรดใน ตอนที่ศึกษาอยู่นั้น
มีผลต่อการเข้าทำงานในกระทรวง มั้ยคะ
คือ จะมีส่วนในการพิจารณามั้ย
ขอบคุณค่ะ
ไม่มีครับ
คือถ้าสอบได้ตามลำดับที่ต้องการ ก็เข้ากระทรวงได้ครับ
ส่วนการทำงาน ดูที่ผลงานครับ
โชคดีครับ