คนเราไม่ว่าสนิทสนมใกล้ชิดกันมากแค่ไหน ก็ต้องมีเวลาและพื้นที่ส่วนตัวในชีวิตเสมอ เราสองคนต่างเคารพความคิดเห็นและโลกส่วนตัวของกันและกัน ยืดหยุ่นปรับตัวให้ไปกันได้ เอาความเหมือนมาใช้อยู่ร่วมกัน เอาความต่างไปไว้เป็นโลกส่วนตัวของแต่ละคน

                  การเรียนในหลักสูตรนานาชาติที่ผู้เรียนมาจากหลายชาติ หลายภาษา ทำให้มีความแตกต่างกันมากในเรื่องภูมิหลัง ความเป็นมา วัฒนธรรม เวลาสื่อสารกันมีโอกาสที่จะไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดได้ง่ายเพราะแต่ละคนตีความตามการรับรู้และความคิดภูมิหลังของแต่ละคน มีโอกาสผิดใจกันได้ง่าย การสนิทสนมกันจะเกิดได้ช้ากว่า แต่สังเกตว่าเมื่อเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันดีแล้ว ความเข้าใจผิดกันจะน้อยลง คุยกันรู้เรื่องและเข้าใจมากขึ้น แม้ภาษาจะเป็นอุปสรรคก็สามารถสื่อสารกันเข้าใจได้ง่าย

                 วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน ทางสถาบันฯพาไปเที่ยวที่บรัสเซลส์ ช่วงเช้าพาไปดูเทคโนโลยีสำหรับอนาคตเรียกว่า Living Tomorrow เป็นหน่วยงานที่ 66 บริษัททั่วโลกร่วมมือกันศึกษาวิจัยเพื่อสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคต เข้าไปดูรายละเอียดได้ดี www.livingtomorrow.com  มีสโลแกนติดไว้ที่หน้าอาคารว่า “Living tomorrow, where the vision meet” ในพิธีเปิดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2538 บิล เกตส์ ได้มากล่าวสุนทรพจน์ด้วย ตอนเดินดูแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ผมกับพี่เกษมไปด้วยมีไกด์ผู้ชายอธิบายได้ดีมาก จุดแรกชมวีดีโอการแพทย์อนาคตที่ศึกษาเรื่องยีน (DNA changes) ในการเลือกยารักษาโรคหรือวิธีการรักษาที่เฉพาะแต่ละคนให้มีวิธีการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อผลการรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น

                  บ้านแห่งอนาคตที่แต่ละห้องออกแบบให้มีความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต ประตูอัตโนมัติที่สามารถคัดเลือกจดหมายที่ใส่ลงตู้ไปรษณีย์ได้ด้วยการอ่านรหัสที่ซองจดหมาย ห้องนั่งเล่น (Living room) ที่ใช้ทีวีที่เป็นจอแบบพลาสมาเป็น high definition TV หน้าต่างห้องมีแผงโซล่าร์เซลเพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ (Alternative energy) การออกแบบเครื่องเล่นเทปหรือซีดี เครื่องปรับอากาศอย่างเหมาะสมกลมกลืนกับวิถีชีวิต ลดเหลี่ยมมุม บูรณาการห้องทำงานเล็กๆที่สะดวกเข้าไปในห้องนั่งเล่น บันไดทางขึ้นที่ขั้นบันไดทำด้วยกระจกหนาสองชั้นรับน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 400 กิโลกรัม ขั้นบันไดยึดกับราวบันไดข้างเดียว ทำบันไดให้เป็นเครื่องตกแต่งหรือเครื่องประดับของบ้านที่มีความโปร่งใส ห้องนอนเด็กๆ (Children room) ที่ออกแบบให้ปลอดภัย ใช้สีที่เหมาะสม อุปกรณ์เครื่องใช้รวมทั้งเตียงนอนที่เพียบพร้อมไปด้วยของเด็กเล่นที่เด็กสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเองเหมือนนอนอยู่ในยานอวกาศ กระจกที่มีมุมสะท้อนอย่างเหมาะสม รวมทั้งห้องอาบน้ำสำหรับเด็ก

                ห้องนอนพ่อแม่ (Parent bedroom) ที่เรียบง่ายแต่ดูดี สะดวกสบาย เตียงนอนที่ออกแบบอย่างเหมาะสมกับคนสองคน สามารถมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อชมทิวทัศน์นอกห้องนอนได้ เดินออกไปบริเวณห้องอาบน้ำและสุขาได้ อ่างอาบน้ำออกแบบอย่างดูดี เรียบง่ายในการทำความสะอาด พร้อมบริเวณที่อาบน้ำแบบฝักบัว ที่สามารถดูหนังฟังเพลงได้ตลอดเวลาที่อาบน้ำ มีจุดสำหรับอาบแดด เคาน์เตอร์ในห้องน้ำมีกระจกสำหรับส่องแล้วยังเป็นจอมอนิเตอร์ในการเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารได้

                 ห้องครัว (Kitchen) มีส่วนทำอาหาร ส่วนรับประทานอาหาร ส่วนนั่งพักผ่อนและส่วนซักผ้า ส่วนทำครัวมีระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการใช้อุปกรณ์ต่างๆ มีจอมอนิเตอร์บอกสูตรอาหาร ใช้ระบบแสงเป็นตัวกำหนดเมนูเครื่องใช้ในครัว สีฟ้าสำหรับให้แม่ครัวกดเลือกเมนู สีแดงเป็นตัวแสดงผล บริเวณใช้น้ำออกแบบแยกออกมาอีกเคาน์เตอร์หนึ่ง ตู้ใส่ของหรือกับข้าวฝังอยู่ในผนัง พอปิดตู้แล้วมองเหมือนเป็นการตกแต่งฝาผนังห้องครัวที่ดูล้ำสมัย ที่ผนังมีคอมพิวเตอร์ที่สามารถควบคุมทีวีในห้อง ติดต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อทราบข้อมูลข่าวสารและจับจ่ายซื้อของได้ ใช้ปลายนิ้วเขียนรายการสินค้าเพื่อสั่งซื้อได้เลย

                  มีห้องที่ออกแบบสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวได้อย่างสะดวก สบายควบคุมได้เองโดยอัตโนมัติและปลอดภัย มีส่วนทำอาหาร นั่งเล่น ห้องนอนมีเตียงที่ปรับระดับเองได้ มีเครื่องทำความเย็นและทำความอุ่นในเครื่องเดียวกันที่ปรับอุณหภูมิได้ตามความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของอากาศด้วยระบบ Radiation technology ห้องน้ำและสุขาออกแบบพื้นกระเบื้องอย่างปลอดภัย กระจกเป็นจอมอนิเตอร์ของคอมพิวเตอร์ที่เข้าอินเตอร์เน็ตได้ ในขณะที่แปรงฟันระบบจะรับรู้และติดตามการทำงานของหัวใจ ชีพจร ความดันและสามารถส่งไปถึงแพทย์ประจำตัวได้ มีประตูที่เปิดแบบผลักออกหรือดันเข้าได้สองทิศทาง

                 หลังจากนั้นไปดูห้องควบคุมระบบต่างๆของบ้าน ที่เน้นความปลอดภัยทั้งจากในบ้านและนอกบ้าน มีระบบความคุมอุณหภูมิของบ้าน (Heating & cooling system) ที่ตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสมไว้ที่ 13 องศาเซลเซียส โดยทำเป็นระบบท่อไหลเวียนความร้อนให้มีการดูดซึมลงสู่ใต้ผิวโลกด้วยแท่งฝังลงไปใต้ดินลึก 100 เมตร เรียกว่า heat exchange natural cooler จากแนวคิดที่ว่า ร้อนเย็นเป็นของโลก (warm and cold of the earth) ระบบดูดความร้อนนี้เรียกว่า Electrabel heat pump

                  ยานพาหนะแห่งอนาคต เป็นรถยนต์ที่ออกแบบอย่างหรูด้วยการใช้วัสดุกลับมาใช้ใหม่ (recycle) ถึง 80 % ติดตั้งกล้องดิจิตอลเพื่อตรวจจับความผิดปกติที่อาจเกิดอันตราย มีระบบเครื่องยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 10 % ของรถปัจจุบัน ถือเป็น Environmental challenges ต่อไปดูระบบสำนักงานอัตโนมัติ ระบบการจับจ่ายซื้อของในโลกอนาคตที่อาศัยเครื่องมือที่ชาญฉลาด (Intelligent device) เช่น พ็อคเกตพีซี สำหรับลูกค้าสามารถใช้เปรียบเทียบราคาสินค้าต่างๆได้ สถานที่จัดวางสินค้า ส่วนพนักงานสามารถตรวจสอบสต๊อคของได้โดยไม่ต้องไปเดินนับตามชั้นวางของ เราจบการเยี่ยมชมที่บริเวณบอร์ดที่เขียนไว้ว่า เผชิญกับโลกอนาคตโดยปราศจากความกลัว (Face the future without fear) ฉันกล้าที่จะอยู่ ฝัน เปลี่ยนแปลง มองไปข้างหน้า ถกเถียง เผชิญ สร้างสิ่งใหม่ๆ พบปะ ผลักดันและสื่อสารในโลกแห่งอนาคต”

                  หลังจากนั้น เราก็ไปเที่ยวในเมืองบรัสเซลส์กันต่อ รถจอดให้หาอาหารรับประทานบริเวณจัตุรัสใจกลางเมือง (Grote market & Grand place) มีโบสถ์หลังใหญ่สวยงาม มีลานกว้างรายรอบไปด้วยอาคารอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีสวยงาม น่าดึงดูดใจ ให้เข้าชม เรามีเวลาแค่ชั่วโมงครึ่ง ผมกับพี่เกษมแวะไปที่สถานีรถไฟกลางก่อนเพื่อหาข้อมูลเดินทางไปปารีส เสร็จแล้วก็กลับไปเที่ยวชมต่อ ได้ไปถ่ายรูปกับเจ้าหนูน้อยแมนเนเกน พิส (Manneken Pis) รูปปั้นเด็กเล็กๆที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกต้องเข้าไปชม เสร็จแล้วก็นั่งรถบัสชมเมือง

                   บรัสเซลส์เมืองหลวงของเบลเยียมมีขนาดใหญ่และกว้างกว่าแอนท์เวิปมาก ความเจริญมากกว่า ตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่สลับไปทั้งใหม่และเก่า ผมเข้าใจเลยว่าทำไมต้องนั่งรถชมเมือง ถ้าเดินชมคงไปได้ไม่กี่แห่ง บรัสเซลส์มีพื้นที่เป็นทั้งที่ราบและที่สูง สูงต่ำสลับกันไป รถบัสพาเราชมพร้อมกับไกด์วัยคุณป้าที่น่ารักและบรรยายให้เราฟังได้อย่างเข้าใจง่ายๆ ผ่านพระราชวัง จุดชมวิวที่มองลงไปเห็นใจกลางเมือง ผ่านทำเนียบรัฐบาลกลางที่ไม่เปิดใช้แล้วเนื่องจากเปลี่ยนไปเป็นรัฐบาลของแต่ละเขตแทน ผ่านสวนที่พันกิ่งไม้แต่ละต้นเอาไว้ด้วยกันโดยปราศจากเชือกมาพันธนาการ ประหนึ่งว่ามันรักใคร่สามัคคีสมัครใจกอดกันไว้เอง เหมือนคนยืนจับมอกันเป็นแถว ผ่านย่านที่เป็นอาคารเก่าๆที่เป็นย่านสำนักงานดูเงียบเหงาเงียบเหงาในวันหยุดและคึกคักในวันราชการ บริเวณด้านข้างถนนมีรถจักรยานจอดไว้อย่างเป็นระเบียบ ในเมืองไม่มีสายไฟฟ้าแรงสูงระโยงระยางให้เห็นแต่มีสายไฟฟ้าสำหรับรถรางที่เป็นเครือข่ายโยงใยไปตามแนวทางของรางรถที่วิ่งไปตามจุดต่างๆของเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ชาวเมือง ผ่านจุดศิลปะแห่งไม้ที่citiscabe ที่นำเอาท่อนไม้ กิ่งไม้ ส่วนต่างๆของไม้มาประดิษฐ์เป็นพุ่มไม้ขนาดใหญ่ได้อย่างลงตัวและงดงาม สังเกตว่าแต่ละจุดที่ผ่านมักมีรูปปั้นคนที่ทำเหมือนเป็นอนุสาวรีย์อย่างมีศิลปะอยู่มาก

                   ผ่านพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์อัลเบิร์ตที่ 2 ผ่านอนุสาวรีย์ของพระเจ้าลีโอโปลด์ที่ 1 กษัตริย์ที่ทำให้ประเทศเล็กๆอย่างเบลเยียมมีอาณานิคมในแอฟริกาที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าเบลเยียมถึง 80 เท่า ไกด์พาเราไปแวะชมพิพิธภัณฑ์อากาศยานแห่งบรัสเซลส์ (Brussels Air museum) ที่มีอาคารใหญ่โตสวยงาม มีประตูทางเข้าขนาดใหญ่ให้รถผ่านไปพร้อมกับรายละเอียดประวัติที่น่าสนใจบนคานประตู ด้านข้างสองข้างเป็นอาคารขนาดใหญ่ ภายในแสดงเครื่องบินในอดีตถึง 440 ชนิดที่สะสมไว้ รวมทั้งปืนใหญ่ เครื่องแต่งกายทหารและอาวุธโบราณ

                  หลังจากนั้นก็พาเราไปชมสิ่งก่อสร้างที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวที่เรียกว่า อะตอมเมียม (Atomium) มาจากแนวคิดเรื่องโมเลกุลของเหล็ก (Iron: Fe) ที่มีเหล็ก 8 อะตอม สร้างในปี ค.ศ.1948 แต่ละอะตอมเป็นอาคารแต่ละหลัง เชื่อมกันด้วยแกนที่ทำเป็นทางเดินถึงกัน อะตอมบนสุดสูง 102 เมตร หนัก 2400 ตัน ท่อทางเชื่อมระหว่างแต่ละลูกขนาด 3 เมตร จำนวน 20 ท่อ ยาว 18 เมตร เท่ากับรัศมีของอะตอมแต่ละลูก ขึ้นไปอะตอมที่อยู่สูงสุดด้วยลิฟท์ที่มีความเร็ว 5 เมตรต่อวินาที ข้างบนเป็นภัตตาคาร เสียค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 9 ยูโร เด็กนักเรียนมากกว่า 12 ปีหรือผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เสีย 6 ยูโร เปิดเข้าชมทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. ดูรายละเอียดได้ที่ www.atomium.be

                  พอลงจากรถบัส พวกเราก็สนุกสนานกับการถ่ายรูปกัน ผมกับพี่เกษมรีบเข้าไปซื้อตั๋วเข้าชม ได้แสดงบัตรนักศึกษาได้ส่วนลดเหลือ 6 ยูโร แต่ปรากฏว่าเพื่อนๆไม่มีใครเข้ามาเลย ก็สงสัยว่าทำไม ปรากฏว่าเขาให้เวลาแค่ 20 นาที ผมกับพี่เกษมฟังไม่รู้ แต่ซื้อตั๋วแล้วก็ต้องขึ้นไป รอคิวสักพักขึ้นไปชั้นบนสุดสามารถชมวิวรายรอบได้อย่างสวยงาม ที่ผนังด้านหนึ่งมองลงมาเห็นเมืองจำลองของยุโรไปได้ชัดเจนมากเรียกว่า Spirit of Europe ชมทิวทัศน์ได้สักพักเฉิงฟ่ง โทรตามว่ารถจะกลับแล้ว เราก็รีบลงมาแต่ไม่ทัน ทำให้ตกรถกันสองคน ถามคนแถวนั้นแนะนำให้ขึ้นรถรางสาย 23 ที่ด้านหน้าอะตอมเมียมไปลงที่ซุดสเตชั่น (Zuidstation) นับเป็นครั้งแรกที่ผมขึ้นรถราง ต้องไปซื้อตั๋วจากคนขับ ไม่มีคนตรวจตั๋ว ซื้อเสร็จแล้วก็ให้เครื่องตรวจตั๋วเป็นผู้เช็ค นั่งไปจนสุดสายลงที่Gare du Midi ราคา 2 ยูโร

                   แล้วก็นั่งรถไฟกลับแอนท์เวิป ค่ารถไฟ 6.10 ยูโร รถไฟวิ่งผ่านสถานีเมเคลิน (Mechelin) เราต้องลงเปลี่ยนรถไฟอีกขบวนหนึ่งซึ่งจะเร็วกว่าแต่เราก็ไม่รู้ตรงไหน พอดีมีน้องชาวเบลเยียมชื่อ ไมเตอร์ (Maite) บอกว่าเขาจะลงตรงนั้นพอดี ลงพร้อมเขาได้ ได้นั่งคุยกันน้องเขาเพิ่งจบชั้นมอปลาย กำลังเรียนภาษาดัชท์ที่เมอร์เคม แอนท์เวิป แต่เป็นคนเมืองนามูร์ เขตวัลลูน ประมาณ 18.30 น.ถึงแอนท์เวิปแล้วก็เดินกลับบ้าน การตกรถครั้งนี้ ทำให้ผมได้เรียนรู้การขึ้นรถรางและรถไฟจากเบลเยียม-แอนท์เวิปได้ และได้บทเรียนเรื่องความประมาทที่ไม่รู้เวลาแล้วก็ไม่ถามไกด์หรือเจ้าหน้าที่ว่าให้เวลาเที่ยวชมเท่าไหร่ รวมทั้งไม่ได้เอาเป้สะพายลงจากรถด้วย ถ้าไม่มีใครเอาลงจากรถให้ก็ลำบาก ดีที่เฉิงฟ่งเขาช่วยเอากลับบ้านให้ ถ้าตกรถคนเดียวก็ใจเสียเหมือนกัน ดีที่มีพี่เกษมอยู่ด้วย

                  ก่อนมาเรียนที่เบลเยียม ผมกับพี่ตู่หรือเกษม ตั้งเกษมสำราญ ไม่ได้สนิทกันมากนัก พี่เกษมเป็นรุ่นพี่ที่คณะแพทย์ เชียงใหม่ รู้จักกันตอนผมอยู่ชั้นปีหนึ่ง พี่เขาเป็นกรรมการชมรมเชียร์ พอจบทำงานก็เจอกันไม่บ่อยนักตามที่ประชุมต่างๆ เคยไปอบรมหลักสูตรผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแบบบูรณาการที่วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุขด้วยกัน ตอนแรกก็ทำใจไว้แล้วว่า คงต้องแยกบ้านกันอยู่เพราะบ้านที่จองไปนั้นเขาไม่ให้ครอบครัวอยู่ด้วย แต่พอมาจริงๆพี่เกษมกับผมก็ได้มาเช่าอยู่บ้านหลังเดียวกัน ทำให้ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกัน เป็นคนไทยคนเดียวที่ได้พูดคุย ปรึกษาหารือกันมากที่สุด ใกล้ชิดที่สุดเมื่อมาอยู่เบลเยียม บางทีเรายังคุยกันเล่นๆว่านักเรียนโข่งสองคนมานั่งปรับทุกข์กัน

                  เราอยู่กันเหมือนพี่น้อง เหมือนสมัยเด็กๆที่เด็กๆแบ่งหน้าที่กันทำงานบ้าน มีห้องครัวและห้องนั่งเล่นเป็นจุดนัดพบของเราสองคนที่ใช้ร่วมกัน แต่ก็มีห้องนอนที่แต่ละคนมีความเป็นอิสระส่วนตัว ผมคิดว่าคนเราไม่ว่าสนิทสนมใกล้ชิดกันมากแค่ไหน ก็ต้องมีเวลาและพื้นที่ส่วนตัวในชีวิตเสมอ เราสองคนต่างเคารพความคิดเห็นและโลกส่วนตัวของกันและกัน ยืดหยุ่นปรับตัวให้ไปกันได้ เอาความเหมือนมาใช้อยู่ร่วมกัน เอาความต่างไปไว้เป็นโลกส่วนตัวของแต่ละคน พี่เกษมมีความเป็นผู้ใหญ่บนใบหน้าที่อ่อนเยาว์ มีความรับผิดชอบสูง มีน้ำใจ อัธยาศัยใจคอดี มีความอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เข้ากับเพื่อนๆในชั้นเรียนได้ดีมาก ช่วงมาใหม่ๆผมชอบเดินเที่ยว แต่พี่เกษมชอบขี่จักรยาน ชวนผมขี่จักรยานไปเที่ยวที่ต่างๆจนผมชอบขี่จักรยานไปด้วย ตอนขี่จักรยานไปเที่ยวด้วยกัน พี่เกษมคอยช่วยเตือนผมเสมอให้ระวังรถยนต์ตอนเลี้ยวหรือข้ามถนน เหมือนพี่ชายคอยดูแลน้องชายเลย พี่เกษมใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่าผมมาก มีประสบการณ์ในการไปเที่ยวหรือดูงานต่างประเทศเยอะ

                 พี่เกษมเล่นแบดมินตันเก่ง ถ้าเทียบในบรรดาเพื่อนๆในชั้นทั้งหมดพี่เกษมเล่นเก่งที่สุด แล้วก็คอยสอนเพื่อนๆคนอื่นๆเล่นด้วย เวลาเล่นกับคนที่เล่นไม่ค่อยเป็นก็จะคอยสอน คอยส่งลูกให้ โดยไม่แสดงอาการเบื่อหรือรำคาญ เล่นปิงปองก็เล่นได้ดี พี่เกษมเคยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์หลายปีพัฒนาโรงพยาบาลไปได้มาก แทนที่จะย้ายเข้าไปอยู่ใกล้เมืองกลับขอย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลชาติตระการที่อยู่ไกลที่สุด กันดารที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก น่าจะเป็นผู้อำนวยการระดับ 8 คนแรกของโรงพยาบาลนี้ คนก่อนๆส่วนใหญ่เป็นแพทย์จบใหม่และอยู่ไม่นาน พี่เกษมร่วมกับทีมงานโรงพยาบาลชาติตระการพัฒนาโรงพยาบาลจนเป็นที่ยอมรับของชุมชนได้อย่างดี ภายใต้สภาวการณ์ที่ขาดแคลนบุคลากรและมีการโยกย้ายบ่อยมาก ล่าสุดทราบว่าโรงพยาบาลชาติตระการผ่านการประเมินโรงพยาบาลคุณภาพตามมาตรฐานHA แล้ว ผมคิดว่า พี่เกษมเหมาะสมจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นแพทย์ชนบทดีเด่น ในช่วงสั้นๆไม่กี่เดือนนี้ ผมได้เรียนรู้อะไรๆหลายอย่างจากพี่เกษมเยอะมาก ถ้าอยู่คนเดียวคงต้องใช้เวลาปรับตัวมากกว่านี้

                พี่เกษมหุงข้าวทำกับข้าว ส่วนผมเก็บกวาดล้างถ้วยจาน เราแบ่งงานกันตามความถนัด การทำกับข้าวเป็นงานที่ยุ่งยาก ต้องใช้ฝีมือและความละเอียดอ่อนมาก ผมทำได้ไม่ดี ถ้าผมทำกับข้าวก็จะทำง่ายๆและจำเจ ส่วนการล้างจานเป็นงานที่ไม่ยาก ใช้ทักษะไม่มาก ผมจึงเหมาะที่จะทำงานนี้ การทำกับข้าวต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในแต่ละวัน พี่เกษมต้องเสียสละเวลาเพื่อส่วนรวม (ของเรา) มากกว่าผมที่ใช้เวลาล้างจานไม่นานนัก เวลาไปจ่ายตลาดก็ให้ผมไปซื้อเนื้อสัตว์กับไข่ ซึ่งไม่ต้องเลือกมากนัก พี่เกษมไปซื้อผัก ผลไม้ที่ต้องมีความละเอียดอ่อนในการเลือกซื้อมากกว่า หลากหลายชนิดมากกว่า ต้องรู้ว่าซื้อมาแล้วจะเอาไปทำอะไรกิน พี่เกษมจะมีการวางแผนระยะยาวในการเตรียมวัสดุประกอบอาหารไว้ก่อน ทำให้ประหยัดเวลาในช่วงทำกับข้าวไปได้มาก

                 เราได้เรียนรู้จากการหุงข้าวว่า ข้าวสารที่ขายในเมืองนอกต้องใส่น้ำมากกว่าหุงข้าวในเมืองไทย อาจเป็นเพราะว่าเป็นข้าวที่ควบคุมคุณภาพในเรื่องความชื้นเป็นอย่างดี ไม่ให้มีเชื้อราขึ้นกับเป็นข้าวที่อยู่หลายปีทำให้มีความชื้นน้อย (บ้านผมเรียกว่าข้าวเก่า ถ้าเกินหนึ่งปีไป ส่วนข้าวใหม่จะไม่เกินหนึ่งปี แม่เคยบอกว่าข้าวใหม่ให้ใส่น้ำน้อยกว่า ถ้าใส่มากข้าวจะแฉะหรือเละ) พอเราใส่น้ำเยอะขึ้น ทำให้เมล็ดข้าวสุกขยายตัวมากขึ้น ได้ปริมาตรมากขึ้นกว่าเดิม อ่อนนุ่มกว่าเดิม เวลาตักข้าวทานเราดูจากปริมาตรไม่ได้ดูที่น้ำหนัก เมื่อตักข้าวปริมาตรเท่า (ดูด้วยตา) เมื่อก่อนที่เคยหุงแบบใส่น้ำไม่มาก ก็ทำให้ทานข้าวน้อยลงแต่เรารู้สึกอิ่มเท่าเดิม ก็คงเหมือนเรื่องอื่นๆทั่วๆไปในชีวิตที่เรามักตัดสินใจอะไรง่ายๆเพียงแค่ตามองเห็น ไม่ได้มองให้ลึกไปถึงคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งหรือเรื่องนั้นๆ ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปได้

                แม้การล้างจานจะไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก แต่เราก็เรียนรู้จากมันได้ จากความน่าเบื่อกลายเป็นความสุขจากการทำ กลายเป็นเวลาผ่อนคลายความเครียดไปได้วิธีหนึ่ง เมื่อใจอยู่กับจานที่ล้าง จิตก็สงบ เกิดสมาธิขึ้น พระอาจารย์จันทร์ ท่านเคยเทศน์ออกโทรทัศน์ว่า สมาธิที่แท้จริงเกิดขณะทำงาน เกิดในที่ทำงาน ไม่ใช่สมาธิที่เกิดจากการลาพักร้อนออกไปนั่งสมาธิตามวัดหรือตามป่าเขา เรามีงานอะไรให้ทำ ก็ทุ่มเทใจมุ่งมั่นทำงานนั้น สมาธิก็เกิดขึ้นได้ การมาเรียนเบลเยียมครั้งนี้มีค่าเสียโอกาสสูงพอควร แต่การเรียนรู้ที่ได้รับก็มากกว่าโอกาสที่เสียไปมาก ได้รู้จักพี่เกษมที่ “เป็นเพื่อนที่แสนดี เป็นพี่ที่แสนวิเศษ

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52, 2000 Antwerp, Belgium

25 พฤศจิกายน 2550

14.58 น. ( 20.58 น.เมืองไทย )