ความลับของเกษตร(อยู่)จังหวัด

.......ความอยากรู้...ทำให้เข้ามาที่นี่....ได้เรียนรู้หลายเรื่อง...แต่ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี ๆ จริง ๆ

.......อยากได้ความรู้ก็ต้องเอาความรู้มาแลก....อยากได้ใจก็ต้องแลกด้วยใจ...

........ท่านอยากได้อะไร....แล้วเอาอะไรมาแลก....

 >ลำดับต่อไป...เป็นการประกาศผล...ผู้โชคดีทั้ง 5 ท่าน...ที่ได้รับคัดเลือก<

           ลำดับที่ 5...ตกจากอันดับที่ 4 เมื่อ 2 นาทีที่แล้ว...เรื่องมีอยู่ว่า...จริง ๆแล้ว เกษตร(อยู่)จังหวัดเป็นผู้หญิง...(เฮ้ย../อ้าว.../ว่าแล้ว.../ห้วย.../ปาด...ฯลฯ) ????

                ในการสัมมนาที่มีเจ้าหน้าที่มาจากทุกจังหวัด...มักจะพบผมอยู่ในกลุ่มผู้หญิง..ไม่สุงสิงกับผู้ชาย...บางคนบอกว่าไม่สามารถระบุเพศได้...

ล่าสุด...วันจันทร์โทรมาแจ้งเข้าที่พักเพื่อสัมมนา...พอมาถึงระบุคำนำหน้าว่าเป็นนาง...ให้เข้าพักกับสตรีอีกท่านหนึ่ง...555+++ ไอ้ผมนะไม่ถือหรอกครับ...แต่สาว ๆ...เขาไม่ยอม..ต้องเปลี่ยนห้องกันวุ่นวาย...(นี่ได้ยินว่าเขาให้สิทธิ์เปลี่ยนคำนำหน้าได้...เดี๋ยวจะไปเปลี่ยนเป็นนางสาวให้ดู..ฮ่า ๆๆๆ)

คราวก่อน..สัมมนาที่อุบลราชธานี...ผมพักห้องพักคนเดียว..ก็มีสาว ๆมาขอนอนเตียงข้าง ๆ 

(ปล่อยให้คิดไปไกล )

                ปลอดภัยครับ ยืนยันว่าปลอดภัย..เป็นเพื่อนสมัยเรียนเกษตร...เกิดวันเดือนปีเดียวกันด้วย...สมัยเรียนเวลาไปค้างบ้านเพื่อน...ก็นอนเรียงกันตามเลขที่...ตามประสาเด็กเกษตร...ไม่ค่อยมีปัญหากันครับ..ไปเป็นกลุ่ม...ไม่ได้เป็นคู่เหมือนทุกวันนี้...นอนในบ้านผู้ปกครอง..ไม่ใช่ รีสอทร์

                จริง ๆ ก็คือ ผมเป็นลูกชายคนแรก...แต่มีพี่สาว 3 คน รวมกับแม่ เป็น 4 สาว...เมื่ออยู่กับสาว ๆ ส่วนใหญ่พูดจาไพเราะ...ไม่ระคายหูเหมือนกลุ่มหนุ่ม ๆ ห้าว ๆแบบเกษตร ๆ ผมอาจเป็นเกษตรที่ไม่ค่อยเหมือนเกษตรที่คุณเคยรู้จัก...แต่ผมก็คือผม เกษตร (อยู่) จังหวัด

                 > ผู้เข้ารอบหมายเลข 1 ได้แก่....สมาชิกกลุ่มที่ผมมักไปสุงสิงด้วยบ่อย ๆ...คนเมืองน้ำดำ...เย้...รับไปเลยป้า..รับไปเลย 555

           ลำดับที่ 4... ขึ้นอันดับมาเป็นครั้งแรกครับท่าน...เรื่องที่มาแรงแซงอันดับ 5 มา ได้แก่..

 รูโบ๋...บนหลังคาตึก

ย้อนไปเมื่อ 24-25 ปีก่อน...(ป้าด...นานปานนั้นเชียว...หรอกว่ากันแก่นะนี่..เอาก็เอา..เพื่อเป็นตัวอย่าง...ที่ไม่น่าเอาอย่าง...ให้คนรุ่นหลัง)

 สมัยเรียนมัธยม...โรงเรียนอยู่ห่างจากบ้าน....เท่ากันกับที่บ้านอยู่ห่างจากโรงเรียน...คือ เกือบ 15 กิโลเมตร..ปีแรกปีสองปั่นจักยาน หรือนั่งหลังคาสองแถว...ด้านล่างให้สาว ๆนั่ง.. ปีที่ 3 ขอพักในโรงเรียน..ไม่ใช่เด็กหอ เพราะไม่มีหอให้อยู่...ใช้ตึกเก่าที่เป็นอาคารชั่วคราว ไม่มีผาผนัง...เป็นที่พัก...อยู่กัน 3-4 คน..(เด็กยากจนมีปัญหาในการเดินทางมาเรียนครับท่าน...)

พอตกเย็นหลังเลิกเรียน เพื่อน ๆ กลับบ้านหมด กลุ่มเราก็ว่างงาน...ยิ่งใกล้สิ้นเดือน..เราก็ยิ่งว่างเงิน...นอกจากความช่วยเหลือด้านอาหารแด่น้องผู้หิวโหย..จากอาจารย์ที่บ้านพักในโรงเรียน นาน ๆ ครั้งแล้ว...เราอาศัยหาปลาตามทุ่งนาข้างโรงเรียน...ยอดผักในโรงเรียน

เย็นวันหนึ่งภารโรงก็แวะมาตอนมืด ๆ เพื่อจับนกกระจอกบนหลังคาอาคารไปทอดเป็นกับแกล้ม...กลุ่มเราสังเกต...หาลู่ทางอยู่ 2-3 วันก็เริ่มลงมือ...ปีนขึ้นไปบนช่องหลังคาในห้องเรียน...เดินบนฝ้าเพดานที่เป็นกระเบื้องแผ่นเรียบ...ไล่จับนกกระจอก..เป็นอาหารโปรตีนที่เรามักจะขาดแคลน...ส่วนค้างคาวจับมาเล่นแปลก ๆ

เป็นความท้าทาย...ความลับที่เพื่อน ๆคนอื่นไม่รู้...กลุ่มเรามองหน้ากัน...แอบมองขึ้นไปบนเพดาน..แล้วยิ้ม..เรามีอาหารจานอร่อยบินว่อนรอบ ๆ โรงเรียนมากมาย...ใช้เทปกาวติดหลังมือเพื่อกันกระเบื้องบาดมือขณะจับนก...ตัวไหนบินหนีได้ก็ปล่อยไป..เรามีให้จับเยอะแยะ..แต่นกเอี้ยง..ตัวใหญ่..เป็นความท้าทายเพิ่มขึ้น...มันจะบินว่อนไปรอบ ๆห้องใต้หลังคา..เราต้องวิ่งไล่จับกันผ่านไปหลายห้องกว่าจะจับได้...ตื่นเต้น...สนุกสนาน...ดีใจที่ได้อาหารเพิ่ม...เป็นความรู้สึกที่เหนือกว่าเพื่อน ๆนัก...แล้วจู่ ๆ พื้นที่ใต้ฝ่าเท้าก็ทะลุ...วูบ.....การก้มตัวไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณ ช่วยให้คว้าเหล็กที่ยึดกระเบื้องไว้ได้...ทุกอย่างหยุดนิ่ง....มือเพื่อนที่คว้าแขนผมไว้ปลุกผมให้รู้ว่าตัวเองกำลังห้อยขาลงไปในรูโบ๋ของกระเบื้องฝ้าเพดานลึกลงไปกว่าเอว...ด้านล่างเป็นด้านนอกตัวอาคาร...สูง 3 ชั้น..เอวพาดอยู่ที่ราวเหล็ก...นี่เองที่ช่วยชีวิตผมไว้

จากวันนั้นเราก็ไม่กล้า..ไม่กล้า..เดินมาใกล้รูโบ๋นี้อีก...เราไล่จับนกอีกฝั่งตรงข้าม..พยายามไต่ไปตามราวเหล็กแทนการเดินบนกระเบื้อง...จวบวันนี้ รอยโบ๋ก็ยังปรากฏทุกครั้งที่นั่งรถผ่าน...(ไม่ค่อยกล้ากลับไปโรงเรียนเก่าแฮะ ๆ...) 

>ผู้โชคดีหมายเลข 2 ที่ได้รับคัดเลือก...ได้แก่..คู่กัดแห่ง G2K น้องโอ๊ะโอ๋ (แม่มด OOHOOH)คนขยัน..เอาไป...เอาการบ้านไป...พักนานเกิน 10 นาทีแล้ววว<

          ลำดับที่ 3... ขึ้นมาจากอันดับ 5 ได้แก่.....ผ่าดงระเบิดทหารพลร่ม

พื้นที่สีแดง...คลอบคลุมหมู่บ้านที่ครอบครัวผมย้ายไปอยู่...แม้จะย้ายอีกครั้ง..ก็ยังไม่หลุดพ้น..ในหมู่บ้าน..นอกจากผู้ใหญ่บ้านและครูแล้ว...ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นอยู่เลย

...สงครามแย่งชิงประชาชนกำลังเข้มข้น...เสียงปืนดังแว่วๆ มาตอนกลางคืน..เราต้องเตรียมอพยพกันบ่อย ๆ..เรื่องเล่าสยองขวัญระหว่างการอพยพยังฝังใจอยู่หลายเรื่อง

ห่างออกไป 3-4 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของหน่วยทหาร กรป.กลาง เราไม่ได้คาดหวังการคุ้มครองมากนัก...และก็ถูกบุกเผาเมื่อเราย้ายไปอยู่ได้ไม่นาน...ข่าวรถทหารถูกซุ่มยิง..มีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวที่ต้องวิ่งหนีไปหลายกิโลเมตร...กลางคืนมีเสียงหมาเห่า..กลุ่มคนเดินผ่านถนนกลางหมู่บ้านไปทางท้ายหมู่บ้าน...แล้ว 2 คนที่ถูกคุมตัวไปก็ไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาอีก

แล้วพระเอกของผมก็โผล่มา...ทหารพลร่มที่มาพร้อมกับปืนใหญ่ 2-3 กระบอก ตั้งค่ายอยู่ในวัด ขุดหลุมพรางรอบรั้ววัด หัวหน้าหน่วยเดินเยี่ยมชาวบ้านตอนกลางคืนอย่างห้าวหาญ...มารู้ทีหลังว่ามีทหาร 2-3 นายซุ่มอยู่ใต้ถุนบ้าน

แต่ความหวาดหวั่นยังไม่สิ้น...นี่จะเป็นการชักศึกเข้าบ้านรึเปล่า...จะถูกบุกเผาแบบศูนย์ กรป.กลางหรือไม่..คนในหมู่บ้านอาจจะโดนทำร้าย..โทษฐานที่ให้ที่พักพิงแก่เจ้าหน้าที่ของทางการ

ผ่านไปหลายวันทุกอย่างยังเงียบสงบ...นอกจากเสียงคำรามของปืนใหญ่ที่ยิงหายขึ้นไปบนท้องฟ้า...ตามมาด้วยเสียงตกกระทบแว่ว ๆ...รถถัง..รถบรรทุกทหารวิ่งแซงเกวียนของชาวบ้าน...หายลึกเข้าไปในดงศรีชมภู ด้านที่มีภูเขา

ชาวบ้านถูกเรียกให้ไปรายงานตัว...บางคนถูกส่งตัวไปสัมมนาที่หน่วยทหาร หัวหน้าทหารพลร่มโชว์ยิงปืนแม่นแบบจับวางทุกนัดสยบความหวาดวิตกของชาวบ้าน

ผ่านไปเกือบปี...ทุกอย่างเริ่มเงียบสงบ...นอกจากควายของชาวบ้านเดินไปสะดุจระเบิดควันที่วางไว้รอบฐานของทหารพลร่ม...ทำเอาควายตกใจวิ่งเตลิดไถนาไม่ได้หลายวัน

ว้า...เรื่องของผมยังไม่ได้เริ่มเลยนะนี่

ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว...คือความสมบูรณ์ของประเทศไทยที่ผมเจอสมัยเด็ก ๆ การหาปู ปลา หาเห็ด หาหน่อไม้จึงเป็นงานอดิเรกของผม...และผมก็เป็นเด็กที่จับปลาเก่งด้วย...(อาจจะเพราะว่าง..ไม่ได้ไปไถนาช่วยพ่อแม่แบบเพื่อนคนอื่น)

วันนั้น...ข้าวในนาเริ่มเขียวขจี...โดยเฉพาะทุ่งท้ายวัดริมห้วย...ปลาน่าจะขึ้นมาจากลำห้วยเยอะ...อย่ากระนั้นเลย...ไปปักเบ็ดแถวนั้นดีกว่า...เหวียงกระเป๋านักเรียนเก็บเสร็จก็วิ่งหาจอบ...ขุดไส้เดือนดินใส่กระป๋องนม...คว้าคันเบ็ดได้ก็รีบวิ่งไปกลางทุ่งนา

ปักเบ็ดเสร็จเริ่มมืด...กลิ่นดินโคลนโชยมาตามลมเล่นเอาใจหาย...ชักกลัวผี...จะกลับบ้านทางเก่าก็ไกล...คันนาก็เล็ก...มืดแล้วเดินลำบาก...คันนาที่ค่อนข้างใหญ่และโล่งจึงถูกเลือกเดินกลับ

ท่ามกลางอากาศโพล้เพล้ตอนเย็น...ผมเดินใกล้วัดเข้าไปเรื่อย ๆ ทหารในวัดก็ไปเล่นบ้านผมบ่อย ๆ เขาเอ็นดูผมอยู่ไม่น้อย...ไม่น่าห่วง...ผ่านต้นไม้ข้างคันนาใกล้รั้ววัดที่ทำด้วยเสาไม้ ราวรั้วทำด้วยไม้หน้าสาม...ผมเกาะราวรั้วอันบนสุด...ก้มลงลอดผ่านเข้าไปในวัด...และก็ต้องตกใจสุดขีด

เฮ้ย...มาได้ไงนะ

ทหารพลร่ม 2-3 นายวิ่งหน้าตั้งมาทางผมด้วยท่าทีตกใจ...ผมก็ตกใจที่มีทหารถือปืนวิ่งเข้ามาหา....ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนะ...แค่มาปักเบ็ดหลังวัด...กำลังจะกลับบ้าน..แค่นั้น...

อย่ามาทางนี้อีกนะ...เดินผ่าดงระเบิดเข้ามาเฉยเลย...

เฮ้อ...คนดีผีคุ้ม...วีรบุรุษผู้ฝ่าดงระเบิด 555++

>...ผู้โชคดีหมายเลข 3 ...ที่ได้รับคัดเลือก...ได้แก่....ท่านเกษตรยะลาคนเก่ง พักจากการปลูกยางแล้วมาเขียนดูครับพี่.. <

          ลำดับที่ 2... ได้คะแนนสูสีกับลำดับที่ 1 อย่างกินกันไม่ลง แต่เป็นเรื่องที่จบลงก่อน...จึงขอให้เป็นความลับอันดับที่ 2

เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่อพยพตามสามีข้ามจังหวัดจากดินแดนลุ่มน้ำมูลมาสู่ลุ่มน้ำโขง รับจ้างล้างต้นหอม เก็บผักบุ้งขาย หัดทำขนนมจีน..แล้วหาบเร่ขาย นำของจากฝั่งลาวมาขายบ้าง...

เธอคลอดลูก 8 คน แต่เสียชีวิตระหว่างคลอด 2 คน ที่เหลือเธอส่งเสียจนเป็นเจ้าคนนายคนถึง 5 คน อีกคนชอบสันโดษ ล่าสุดหลังจากหายไปหลายปีทราบว่ามีที่ดินกว่า 20 ไร่

....แม่....ผู้หญิงที่สุดยอดในชีวิตของผม...แม่ทอผ้าเอง เย็บเอง ทำผ้าห่มเอง ทำขนมให้ลูก ๆ ทานเอง

บนบ้านใต้ถุนสูงที่ด้านล่างคือคอกควาย หลังคามุงหญ้าแฝก ฝาบ้านทำด้วยริ้วไม้ไผ่บุด้วยใบตองกุง..ผมตื่นเต้นกับมันนักเพราะพึ่งเคยเห็น..เอานิ้วจิ้มทะลุใบตองแล้วก็หัวเราะใหญ่...บ้านแบบนี้หรือที่เราจะอยู่กัน...แม่ยิ้ม...ชี้มือไปที่หลังคาศาลาวัดที่มองเห็นลิบ ๆ...แม่อุ่นใจ

แม่เป็นอุบาสิกาที่ดี...แม้ปัจจุบันถ้าผ่านไปหลาย ๆ วัดแถวนั้น ก็ยังได้ยินตำนานเล่าขานเกี่ยวกับแม่แทบทุกวัด...แม่พาลูก ๆตำข้าวกิน หาบน้ำในบ่อมาใช้ ทำขนมจีน ขนมหวานหาบเร่ขาย..ในวันหยุดผมกับพี่สาวก็จะผลัดกันช่วยแม่เข็นรถเข็นห่างไปนับ 10 กิโลเมตร (บ้านเพื่อนชื่อแอ็ด..ที่ช่วยผมตอนหลังคาโบ๋)

ความลับอันดับ 2 ของผมคือ ผมมีแม่เป็นแบบอย่างในความดีงาม...ความเสียสละ..และความอ่อนโยน...

 

>ผู้โชคดีหมายเลข 4 ที่ได้รับคัดเลือก...ได้แก่....น้องแอมแปร์ ครับ อาจจะได้ความลับของพ่อแม่แถมอีกก็เป็นได้ มีลุ้นครับงานนี้ ฮิ ฮิ <

และสุดยอดความลับลำดับที่ 1... ของเกษตร (อยู่) จังหวัด ได้แก่...

ชายผู้ยืนเคียงข้างผู้หญิงที่ผมรักในอันดับ 2 จากจับกังแบกข้าวสารริมฝั่งโขง เปลี่ยนเป็นช่างไม้..เป็นนักจับปลากลางสายน้ำ ผันตัวเองเป็นครูช่วยสอน เรียนรู้ด้วยตนเองจนสอบเข้าเป็นครูจริง ๆ ได้...แต่ต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่สีแดงที่อยู่ห่างจากอำเภอเกือบ 100 กิโลเมตร

พ่อเป็นช่างไม้ทีเก่งมาก สร้างโรงเรียนได้เป็นหลัง ๆ และช่วยชาวบ้านได้ไม่น้อย พ่อเป็นครูที่ขยัน อ่านหนังสือดึก ๆ แทบทุกวัน

พ่อมีวิทยุเทปเครื่องแรกของหมู่บ้าน มีรถจักยานยนต์คันแรกของหมู่บ้าน ทำหน้าที่รับส่งชาวบ้านที่อยู่หมู่บ้านลึกเข้าไปเพราะไม่มีรถโดยสารประจำทาง 

ชื่อเสียงที่ร่ำลืออีกอย่างของพ่อคือความดุ พ่อตีเจ็บมากเป็นที่รู้จักของเด็กดื้อทุกคน...ไม้เรียวหักไปหลายอัน พ่อขว้างช้อคเขียนกระดานได้แม่นมาก ก็มีคนให้ซ้อมมือทุกวัน..พ่อบอก...แม้แต่งานเวียนเทียนที่วัดคืนออกพรรษา เด็กที่วิ่งส่งเสียงดังขณะพระเทศน์ยังโดนหวดจนเงียบสงบ...ไม่อยากบอกเลยว่ามีผมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย...แต่ที่โดนจัง ๆ ก็ตอนที่ไปเล่นน้ำในแม่น้ำแล้วจมน้ำเกือบตาย ดีที่มีผู้ใหญ่มาช่วยทัน

ครั้งหนึ่งผมทำผิด...พ่อจะตี...ผมกระโดดลงจากบ้าน..วิ่งย้อนกลับเข้าใต้ถุนเพราะกลัวพ่อกระโดดตาม...ผมวิ่งหนีไปได้ไม่ไกลก็ต้องหยุด...เดินกลับมาให้พ่อทำโทษ...เมื่อพ่อร้องตามมาว่าหยุด

อีกครั้งที่ผมไปหาปลาในทุ่งนาแล้วโดนปลาดุกปักมือ ปวดมากจนร้องไห้อยู่นาน...ใช้ยาสมุนไพรก็แล้ว...ยาแผนปัจจุบันก็แล้ว แต่พอเจอไม้เรียวจากพ่อในตอนดึกทุกคนถึงได้มีโอกาสนอนพักผ่อน

พ่อ...จึงเป็นความลับในด้านความมุ่งมั่น มั่นคง เข้มแข็ง ฝันฝ่าอุปสรรค์ของผม

พ่อจากพวกเราไปตามหาแม่ไปในตำแหน่ง ครูใหญ่ที่พ่อรัก ในโรงเรียนที่พ่อสร้างขึ้นมากับมือ (หมู่บ้านที่จัดสรรที่ดินให้ผู้กลับใจ) ผู้รับเหมาสร้างอาคารเรียนค่อนข้างงงเมื่อพ่อไม่รับเงินจากพวกเขาเลย

ขอเผยความลับของครอบครัวเราอีกอย่างคือ...ความฝันที่จะมีมูลนิธิ ครูบุญมี-แม่แหวน บุตรดีวงศ์เพราะบุคคลทั้ง 2 ท่านยิ่งใหญ่ในใจเรา...เสมอ

**