ที่มาของตัณหา
การศึกษาเรื่องตัณหาคราวก่อน ได้นำเสนอข้อมูล ทำความเข้าใจลักษณะต่าง ๆ ของตัณหา ได้อธิบายเนื้อความต่าง ๆ โดยละเอียดตามลำดับ ช่วยให้เข้าใจความหมาย ลักษณะ ตลอดจนบทบาทของตัณหา ได้กว้างมากยิ่งขึ้น สำหรับคราวนี้ จะเสนอในเรื่อง ที่มา หรือ ที่เกิดของตัณหา กระบวนการเกิดขึ้นของตัณหานั้น เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว จะพบที่มาโดยควบคุมเนื้อหากว้าง ๆ มี ๒ นัย ประการแรก ถือเอาเวทนา เป็นเหตุใกล้ ที่ก่อให้เกิดตัณหา และ ประการที่สอง สาเหตุไกล ถือเอาอวิชชา เป็นต้นตอก่อให้เกิดตัณหา ตลอดจน ความทุกข์ทั้งมวล จะได้นำเอาเรื่องการเกิดขึ้นของตัณหา มาทำความเข้าใจก่อน แล้วจึงกล่าวถึงฐานที่เกิดของตัณหา ตามลำดับไป
๑..การเกิดขึ้นแห่งตัณหา
การเกิดขึ้นแห่งตัณหานั้น ย่อมมีองค์ประกอบให้เกิด คือ อาศัยอายตนะภายใน กระทบกับ อายตนะภายนอก เกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่า เกิดผัสสะ และ ผัสสะนั้น ก็ก่อให้เกิดเวทนา กล่าวคือ ธรรมชาติอันเสวยอารมณ์ หรือ การเสพรสอารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกต่ออารมณ์ที่รับเข้ามานั้นว่า เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง หลังจากนั้น ตัณหา คือ ความอยากในอารมณ์แห่งเวทนานั้น ก็จักเกิดขึ้นตามมา กล่าวคือ ถ้าเป็น สุขเวทนา ตัณหาก็ชอบ ถ้าเป็น ทุกขเวทนา ตัณหาก็ไม่ชอบ ลักษณะของการเกิดขึ้นของตัณหานั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ในทุกขสูตรว่า
..ภิกษุทั้งหลาย การก่อขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า.. ภิกษุทั้งหลาย เพราะ อาศัยตาด้วย รูปด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ การประจวบพร้อม (แห่งตา+รูป+จักษุวิญญาณ) ทั้ง ๓ อย่างนั้น จึงเกิดมีผัสสะ เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมี เวทนา เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิดมี ตัณหา นี้คือ การก่อขึ้นแห่งทุกข์
..ภิกษุทั้งหลาย เพราะ อาศัยจมูกด้วย กลิ่นด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณขึ้น การประจวบพร้อม (แห่งจมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) ทั้ง ๓ อย่างนั้น จึงเกิดมีผัสสะ เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมี เวทนา เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิดมี ตัณหา นี้คือ การก่อขึ้นแห่งทุกข์
..ภิกษุทั้งหลาย เพราะ อาศัยลิ้นด้วย รสด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณขึ้น การประจวบพร้อม (แห่งลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) ทั้ง ๓ อย่างนั้น จึงเกิดมีผัสสะ เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมี เวทนา เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิดมี ตัณหา นี้คือ การก่อขึ้นแห่งทุกข์
..ภิกษุทั้งหลาย เพราะ อาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ การประจวบพร้อม (แห่งกาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) ทั้ง ๓ อย่างนั้น จึงเกิดมีผัสสะ เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมี เวทนา เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิดมี ตัณหา นี้คือ การก่อขึ้นแห่งทุกข์
..ภิกษุทั้งหลาย เพราะ อาศัยใจด้วย ธรรมารมณ์ด้วย จึงเกิดมโนวิญญาณขึ้น การประจวบพร้อม (แห่งใจ+ธรรมารมณ์+มโนวิญญาณ) ๓ อย่างนั้น จึงเกิดมีผัสสะ เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมี เวทนา เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิดมี ตัณหา นี้คือ การก่อขึ้นแห่งทุกข์
ส์. สฬ. ๑๘/๑๕๔
จากพระพุทธดำรัสข้างต้นนี้ ได้กล่าวถึงกระบวนการ หรือ วิธีการของการเกิดขึ้นแห่งตัณหาว่า จะต้องอาศัยองค์ประกอบ คือ อายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ แล้วเกิดความรู้ขึ้น เช่น ตากระทบกับรูป ก็เกิดความรู้ทางตา ซึ่งเรียกว่า จักขุวิญญาณ อาการที่ตากระทบรูป แล้วเกิดความรู้ขึ้นนี้ เรียกว่า ผัสสะ หมายถึง การกระทบกันระหว่างอายตนะภายใน และ อายตนะภายนอก จากนั้นก็เกิดการรับรู้อารมณ์ขึ้น รู้ว่ารูปนั้นสวย หรือ ไม่สวย อาการรับรู้นั้นเอง เรียกว่า เวทนา ถ้ารูปสวยก็ชอบ ไม่สวยก็ไม่ชอบ การชอบหรือไม่ชอบรูปนั้น จัดเป็นตัณหา เพราะถ้าสวยก็ชอบ ชอบอยากจะได้ หรือ อยากจะดูรูปนั้นนาน ๆ หรือ อยากจะได้ไว้เป็นสมบัติของตน เมื่อได้มาแล้ว ก็เกิดการยึดมั่นถือมั่นในรูปนั้น หากรูปนั้นสูญหายไป ก็เกิดทุกข์ เพราะอาลัย หรือ เสียดายรูปสวย ๆ นั้น ลักษณะดังขยายความมานี้ ถือว่า เป็นขั้นตอน หรือ กระบวนการเกิดขึ้นของตัณหา แม้เสียง ก็เช่นเดียวกัน มีกระบวนการเกิดขึ้นของตัณหา ในทำนองเดียวกันกับกระบวนการเกิดขึ้นของตัณหา ในรูป และ กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตลอดจนธรรมารมณ์ ก็มีกระบวนการเกิดขึ้นของตัณหา ในทำนองเดียวกันกับ การเกิดขึ้นของตัณหาในรูปทั้งสิ้น การเกิดขึ้นของตัณหา ดังกล่าวมานั้น ล้วนเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้น
สร้าง: อา. 05 ต.ค. 2551 @ 17:52
แก้ไข: อา. 05 ต.ค. 2551 @ 17:52
ขนาด: 30977 ไบต์