เงินหรือประโยชน์ใดๆ จากกองทุนสำรองเลียงชีพ ถือเป็นรายได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มีข้อยกเว้นตามข้อ 55 ของเอกสารเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี ของกรมสรรพากรอยู่สามกรณีคือ
55. เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพหรือตายดังนี้
(1) กรณีเกษียณอายุลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ
(2) กรณีทุพพลภาพ ต้องเป็นกรณีที่แพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและ แสดงความเห็นว่าลูกจ้างผู้นั้นไม่สามารถที่จะทำงานในตำแหน่งหน้าที่ซึ่ง ปฏิบัติอยู่นั้นต่อไป ไม่ว่าเหตุทุพพลภาพนั้นจะเกิดเนื่องจากการปฏิบัติงานให้แก่นายจ้างหรือไม่ ก็ตาม
(3) กรณีตาย ไม่ว่าการตายนั้นจะเกิดจากการปฏิบัติงานให้แก่นายจ้างหรือไม่
คงไม่มีใครไม่อยากออกจากกองทุนมาด้วย วงเล็บ (2) กับ (3) แต่ประเด็นของ (1) เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณา-วางแผนล่วงหน้าสำหรับท่านที่คิดจะเกษียณอายุก่อนกำหนด
ในขณะนี้ตามคำวินิจฉัยของกรมกรรพากรที่ 706/3494 การเกษียณอายุแบบที่ไม่ต้องนำเงินหรือประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาคิดเป็นรายได้พึงประเมิน จะต้อง
- มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ครบกำหนดการทำงานกับนายจ้าง ทั้งนี้ การครบกำหนดการทำงานมีได้ 2 กรณี คือ
(1) กรณีเกษียณอายุตามที่นายจ้างกำหนดไว้ในข้อบังคับการทำงาน หากนายจ้างกำหนดเกษียณอายุไว้น้อยกว่า 55 ปี จะเป็นผลให้ลูกจ้างที่ได้รับเงินจากกองทุนไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ แต่หากนายจ้างกำหนดเกษียณอายุไว้มากกว่า 55 ปี กรณีลูกจ้างจะได้รับยกเว้นภาษี ลูกจ้างจะต้องทำงานจนครบอายุเกษียณตามที่นายจ้างกำหนดไว้ในข้อบังคับการ ทำงานเท่านั้น
(2) กรณีสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ต่อเมื่อลูกจ้างได้ทำงานจนครบเวลาที่กำหนด ไว้ในสัญญาจ้างแรงงานแล้วเท่านั้น
ในกรณีนายจ้างยอมให้ลูกจ้างเกษียณก่อนกำหนดอายุเกษียณ (Early Retirement) จะพิจารณาว่า เป็นการครบกำหนดการทำงานตามข้อ 3. ก็ต่อเมื่อนายจ้างได้ระบุหลักเกณฑ์การอนุญาตให้มี Early Retirement ไว้ในข้อบังคับการทำงานอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องมีการใช้ดุลพินิจเพิ่มเติม เช่น กำหนดว่า "นายจ้างจะอนุญาตให้พนักงานเกษียณก่อนอายุได้ หากพนักงานมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปและทำงานกับนายจ้างมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี" ทั้งนี้ หากนายจ้างมีลักษณะตามองค์ประกอบในข้อ 1. และ 2. ข้างต้น ก็จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
หากไม่เข้าเกณฑ์เหล่านี้ แล้วต้องออกจากงาน หรือเลิกทำงานก่อนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะต้องนำมาคำนวณรายได้พึงประเมิน และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา -- ซึ่งหากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินก้อนโต ก็จะต้องเสียภาษีในอัตราสูง อย่าเพิ่งฝันหวานว่าจะเอาเงินทั้งหมดไปทำอะไร


เมนูของ conductor






เมื่อ อ. 15 ก.ค. 2551 @ 08:10
742895 [ลบ]
เรื่องนี้สำคัญครับ โดยเฉพาะผู้ที่วางแผน early retirement ครับ
แต่บันทึกนี้จะแนะนำให้สมาชิก UsableLabs อ่านดีไหมนะ
เมื่อ อ. 15 ก.ค. 2551 @ 08:18
742908 [ลบ]
อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านเทพ
* ท่านเทพสบายดีนะคะ .. ขอบคุณค่ะบันทึกนี้
* มาเก็บเกี่ยวค่ะ จะถึงเวลาได้รับเงินส่วนนี้เช่นกันค่ะ
* เพราะไปอ่านเรื่อง midlife crisis ฤาถึงเวลาแล้ว?
* เพลิดเพลินกับการงาน เจริญอาหารนะคะ :)
เมื่อ อ. 15 ก.ค. 2551 @ 12:09
743137 [ลบ]
อ.ธวัชชัย: คนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
คุณปู: คุณปูอีกตั้งนานกว่าจะครบ 55 แต่ศึกษาไว้ล่วงหน้าก็ดีครับ
ถ้าเลิกทำงานก่อนอายุ 55 จะไม่เรียกว่าเกษียณอายุ แล้วเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ -- ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นเงินออมเอาไว้เป็นทุนรอนในการดำรงชีวิตในเวลาที่เรี่ยวแรงถดถอย -- กลับจะต้องเอามารวมกับเงินได้ประจำปีที่ออกจากงานนั้น แล้วเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
บางทีแม้เงินเดือนไม่สูงแต่อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมานาน ก็จะมีเงินเก็บมาก ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้มากไปด้วย ดังนั้นเมื่อจะออกจากงาน ควรทำงานต่อกับองค์กรที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไปจนอย่างน้อยอายุ 55 ครับ กองทุนโอนจากงานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้
เมื่อ อ. 15 ก.ค. 2551 @ 21:35
744016 [ลบ]
เป็นอันว่า เราต้อง "ทน" ทำงานในลักษณะลูกจ้าง ไปจนกระทั่งอายุ 55 ปีซิคะ
เงินจากกองทุน จึงได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ถูกหักภาษี
เฮ้อ.....
เมื่อ อ. 15 ก.ค. 2551 @ 22:04
744061 [ลบ]
ผมเห็นว่าไม่ "ต้อง" และไม่ต้อง "ทน" ด้วยครับ เราเลือกและรับผลของการที่เราเลือกด้วยตัวเอง จึงควรเข้าใจเสียก่อนว่าทางเลือกคืออะไร ถึงจะเลือกได้อย่างฉลาดครับ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบไปด้วยเงินสามส่วนคือ (1) เงินที่ลูกจ้างจ่ายสบทบเข้ากองทุน (2) เงินที่นายจ้างสมทบ และ (3) ดอกผลที่เกิดจากการ "ฝาก" เงินทั้ง (1)+(2)+(3) ไว้กับกองทุนเป็นระยะเวลานาน
โดยทั่วไป ภาษีที่จ่ายมักจะไม่เกินส่วนที่นายจ้างสมทบ ส่วนที่อยู่หลังจากภาษีก็ยังมี (1)+(3)+เศษของ(2)
แต่ถ้าจะได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ต้องเป็นไปตามเกณฑ์การยกเว้นภาษีครับ
มีความพยายามในการจัดตั้งกองทุนบำเน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) มาหลายปี แต่เท่าที่รู้ก็ยังไม่คลอดครับ
เมื่อ พ. 16 ก.ค. 2551 @ 20:50
745252 [ลบ]
เป็นความรู้ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ บางคนไม่ได้ดูให้รอบคอบก่อนตัดสินใจค่ะ
เมื่อ จ. 21 ก.ค. 2551 @ 22:56
752912 [ลบ]
สวัสดีค่ะ คุณ Conductor
เมื่อ ส. 04 ต.ค. 2551 @ 11:28
857663 [ลบ]
สวัสดีค่ะ