ความเห็น: 4
วิชาการจัดการความรู้
2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน “ชุมชนนักปฏิบัติ” (Community of Practice CoP)
ชุมชนนักปฏิบัติ คือ อะไร
คือ ชุมชนที่มีการรวมตัวกัน หรือเชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีลักษณะดังนี้
· ประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน
· มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากกันและกัน
· มีเป้าหมายร่วมกัน มีความมุ่งมั่นร่วมกัน ที่จะพัฒนาวิธีการทำงานได้ดีขึ้น
· วิธีปฏิบัติคล้ายกัน ใช้เครื่องมือ และภาษาเดียวกัน
· มีความเชื่อ และยึดถือคุณค่าเดียวกัน
· มีบทบาทในการสร้าง และใช้ความรู้
· มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน อาจจะพบกันด้วยตัวจริง หรือผ่านเทคโนโลยี
· มีช่องทางเพื่อการไหลเวียนของความรู้ ทำให้ความรู้เข้าไปถึงผู้ที่ต้องการใช้ได้ง่าย
· มีความร่วมมือช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาและเรียนรู้จากสมาชิกด้วยกันเอง
· มีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่อง มีวิธีการเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สายในทางสังคม
ทำให้เพิ่มพูนความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ในระดับที่ง่ายที่สุด ชุมชนนักปฏิบัติ คือ คนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งทำงานด้วยกันมาระยะหนึ่ง มีเป้าหมายร่วมกัน และต้องการที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์จากการทำงาน กลุ่มดังกล่าวมักจะไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งโดยองค์การ เป็นกลุ่มที่เกิดจากความต้องการทางสังคม และความพยายามที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ เป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจ ไม่มีการกำหนดไว้ในแผนภูมิโครงสร้างองค์กร และอาจจะมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกับผู้นำองค์กร ในหนึ่งองค์กรอาจจะมีชุมชนนักปฏิบัติจำนวนมาก และคนคนหนึ่งจะเป็นสมาชิกในหลายชุมชน ชุมชนนักปฏิบัติมีความสำคัญอย่างไร เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ เกิดจากความใกล้ชิด ความพอใจ และพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ลักษณะที่ไม่เป็นทางการจะเอื้อต่อการเรียนรู้ และการสร้างความรู้ใหม่ ๆ มากกว่าโครงสร้างที่เป็นทางการ คำว่า ปฏิบัติ หรือ practice ใน CoP ชี้จุดเน้นที่ การเรียนรู้ซึ่งได้รับจากการทำงาน เป็นหลัก เป็นแง่มุมเชิงปฏิบัติ ปัญหาประจำวัน เครื่องมือใหม่ ๆ พัฒนาการในเรื่องงาน วิธีการทำงานที่ได้ผล และไม่ได้ผล การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก สร้างความรู้ และความเข้าใจได้มากกว่าการเรียนรู้ จากหนังสือ หรือการฝึกอบรมตามปกติ เครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมีสมาชิกจากต่างหน่วยงาน ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ดีกว่า การสื่อสารตามโครงสร้างที่เป็นทางการ และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชุมชนนักปฏิบัติ
แนวคิด “ชุมชนนักปฏิบัติ” (Community of Practice : CoP)
· CoP เป็นกลไกของการไขว่คว้าหาความรู้เข้าหาตัว มากกว่าการรวบรวมความรู้ เพื่อส่งมอบให้ผู้อื่น
· CoP เป็นเรื่องของการเรียนรู้ เพื่อเป็นคนทำงานที่เก่งขึ้น มิใช่แค่เรียนรู้ว่า จะทำงานอย่างไร หรือเรียนรู้แต่เรื่องที่เป็นนามธรรม
· การเป็นสมาชิกของ CoP คือ มีส่วนร่วมในชุมชนนั้น อย่างมีความหมาย
· CoP ควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายหลักขององค์กร
3. วงจรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยกกำลังสาม บวก คว้า
เป้าหมายของวงจรนี้ เพื่อเป็นวงล้อหมุนให้เป้าหมายของงานที่กำหนดไว้ไปสู่ความสำเร็จ ในลักษณะที่เป็นความสำเร็จระดับน่าภูมิใจ น่าชื่นชม ในวงล้อหลักใช้พลังงานของการเรียนรู้ร่วมกัน (ของทีมงาน) ทั้งเรียนรู้ร่วมกันก่อนเริ่มงาน (learning before) เรียนรู้ร่วมกันระหว่างทำงาน (learning during) และเรียนรู้ร่วมกันหลังงานชิ้นนั้นสำเร็จ (learning after) การเรียนรู้ร่วมกันก่อนเริ่มงาน ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “เพื่อนช่วยเพื่อน” (Peer Assist) คือ ทีมที่จะทำงานชิ้นนั้นเสาะหากลุ่มหรือทีมงานที่มีความสามารถในการทำงานนั้นในระดับ วิธีการปฏิบัติที่ส่งผลเป็นเลิศ (Best Practice) ซึ่งอาจเป็นกลุ่มภายในองค์กรเดียวกัน หรืออยู่ภายนอกก็ได้ เชิญมาทำกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำงานนั้น จะไม่กล่าวรายละเอียดของเทคนิคนี้ ผู้สนใจหาอ่านได้จากบนเว็บไซต์ของ สคส. (www.kmi.or.th) การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพลังสาม เมื่อทำต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอจะเกิดพลังมาก แต่ยังไม่พอ ต้องใช้พลังของอีกวงจรหนึ่ง คือวงจร “คว้า” (capture) ความรู้จากภายนอก ทั้งที่เป็นความรู้ในกระดาษ และความรู้ในคน เอามาปรับปรุงใช้งานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของเรา และคอย “คว้า” ความรู้ที่เกิดจากการทำงานของเรา เอามาตีความแลกเปลี่ยนยกระดับความรู้ความเข้าใจและบันทึกไว้เป็นองค์ความรู้ที่สั่งสมไว้ภายในกลุ่มและภายในองค์กร ให้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้กว้างขวางขึ้น และพร้อมที่จะให้ค้นมาได้ทันการณ์ ต้องหมุนวงจรทั้ง 2 เป็นวงจรเดียวกัน หรือส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทำอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง จะเกิดผลมหัศจรรย์
จะเริ่ม KM ควรเริ่มต้นอย่างไร
- เริ่มต้นให้ง่ายที่สุด แต่สามารถบรรลุผลสำเร็จเบื้องต้นโดยเร็ว
- เริ่มเล็ก ๆ แล้วค่อยขยายใหญ่ขึ้นตามความสำเร็จที่บรรลุ
- เริ่มต้นด้วยความสำเร็จที่มีอยู่ในองค์กร
- เริ่มต้นจากความสำคัญที่มีอยู่ภายนอกองค์กร นำมาเรียนรู้และต่อยอด
กิจกรรมและกระบวนการของการจัดการความรู้
การจัดการความรู้ ประกอบด้วยกิจกรรมและกระบวนการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย
การขุดค้นและรวบรวมความรู้ คัดเลือกเอาไว้เฉพาะความรู้ที่จำเป็นสำหรับการใช้ประโยชน์ ทั้งจากภายในองค์กรและจากภายนอกองค์กร นำมาตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และความเหมาะสมกับบริบทของสังคมและขององค์กร ถ้าไม่เหมาะสมก็ดำเนินการปรับปรุง
การจัดหมวดหมู่ความรู้ให้เหมาะสมต่อการใช้งาน
การจัดเก็บความรู้ เพื่อให้ค้นหาได้ง่าย
การสื่อสารเพื่อถ่ายทอดความรู้
การจัดกิจกรรมและกระบวนการเพื่อให้เกิดการแบกเปลี่ยนความรู้
การวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อยกระดับความรู้
การสร้างความรู้ใหม่
การประยุกต์ใช้ความรู้
การเรียนรู้จากการใช้ความรู้
การจัดการความรู้เริ่มที่ปณิธานความมุ่งมั่น (purpose) อันยิ่งใหญ่ร่วมกันของสมาชิกขององค์กร กลุ่มบุคคล หรือเครือข่าย ที่จะร่วมกันใช้ความเพียรดำเนินการจัดการความรู้ด้วยวิธีการและยุทธศาสตร์อันหลากหลาย เพื่อใช้ความรู้เป็นพลังหลักในการบรรลุเป้าหมายตามความมุ่งมั่น เพื่อประโยชน์ขององค์กร กลุ่มบุคคล เครือข่าย และยังประโยชน์อันไพศาลให้แก่สังคมในวงกว้างด้วย
การจัดการความรู้มีเป้าหมาย 3 ประการ (1) เพื่อทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม (2) เพื่อความเข้มแข็งขององค์กร (3) เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของทีมจัดการความรู้
การเรียนรู้เพื่อรู้เฉย ๆ ไม่โยงไปสู่งานไม่ใช้การจัดการความรู้
การจัดการความรู้เป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นกลุ่ม หรือเป็นเครือข่าย
การเรียนรู้แม้จะเรียนจากงาน แต่ทำคนเดียว ไม่ถือเป็นการจัดการความรู้
การเรียนรู้จากงาน และทำเป็นกลุ่มแต่ทำเพื่อแก้ปัญหาอย่างเดียวแล้วเลิก ไม่ถือเป็นการ
จัดการความรู้
การเรียนรู้เป็นรายวิชา ไม่ถือเป็นการจัดการความรู้
การนำความรู้มาจัดระบบ โดย “ผู้รู้” มุ่งหวังให้ผู้อื่นเอาไปใช้ ไม่ใช่การจัดการความรู้
“ความรู้” ในคำว่าจัดการความรู้หมายถึงความรู้ที่ควบคูกับการปฏิบัติ เป็นความรู้บูรณาการหลายสาขาวิชา เกิดขึ้นในผู้ปฏิบัติ ซึ่งความรู้หลายกรณีไม่สามารถเขียนหรือกล่าวออกมาได้
ประเด็น/หลักการที่เกี่ยวกับการจัดการความรู้ที่ผ่านมาขององค์กรในประเทศไทย
|
ประเด็น/หลักการ |
เรื่องเล่า/คำพูด |
|
การจัดการความรู้ (KM) เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของงานที่ให้คุณค่ากับความรู้ที่อยู่ในตัวของผู้ปฏิบัติจริง |
“KM ไม่มีสูตรสำเร็จเหมือน MK/ ไม่มีคำตอบสุดท้าย/ ไม่ใช่ 3 เดือนเห็นผล/ไม่ใช่อาหารจานด่วน” แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้งานบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้ตามที่ต้องการ โดยอาศัยความรู้เป็นปัจจัยให้งานสำเร็จ/“KM เป็นเครื่องมือให้เบ็ดสอนวิธีตกปลา (ไม่ใช่ให้ตัวปลา) เพราะจะได้ปลามากกว่า 1 ตัว” |
|
คนต้องถูกพัฒนา เพราะคนเป็นผู้สร้างความรู้และเป็นผู้ใช้ความรู้ |
“KM เริ่มต้นที่คน แต่วกวนอยู่กับงาน” |
|
การจัดการความรู้ เน้นที่การปฏิบัติจริงมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่ใช่เน้นทฤษฎี (หลักการ) |
“การจัดการความรู้ ไม่ทำไม่รู้” |
|
ความรู้ที่นำมาใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับความรู้ เป็นคลังความรู้ภายในและความรู้จากภายนอก นั่นคือ มีความรู้ 2 ชุด ชุดที่ 1 ความรู้จากประสบการณ์ทำงานที่เกิดขึ้นมากมายในองค์กร/พื้นที่ของตน/ในตัวคน |
“แม่พาลูกป่วยไปหาหมอที่มีความรู้ในการรักษา (Medical Knowledge) แต่ลูกจะหายต้องอาศัยความรู้ที่ทำให้เด็กกินยา นั่นคือ ความรู้การปฏิบัติของแม่ เพราะแม่คือผู้ที่ปฏิบัติจริง |
|
ชุดที่ 2 ความรู้ที่ผู้อื่นทำดีอยู่แล้ว เรานำมาเป็น ภาคเชื่อมโยงต่อยอดให้เหมาะกับบริบทเรา (ไม่ใช่ Copy) |
“การแก้ไขปัญหาไข้หวัดนกให้สำเร็จมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการระดมสมองจากองค์ ความรู้ของทีมผู้เชี่ยวชาญระดับกระทรวง และจากผู้เลี้ยงไก่ในพื้นที่ เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง” |
|
KM มี 3 ส่วน
|
“ส่วน หัวปลา (KV) ต้องคิดว่าทำ KM ไปเพื่ออะไร ต้องเห็น (ไม่ใช่มอง) ว่าทิศทางหน่วยงานเราจะไปทางไหน และต้องเห็นตนเอง (ไม่ใช่มอง) ว่าสิ่งที่ทำ (ไม่ใช่พูด) ทำอะไรบ้าง มากน้อยเหมาะสมกับบริษัทเราและเหมาะสมเพียงพอกับผู้ใช้บริการไหม หรือปัจจุบันห่างเป้าหมายเท่าใด ดังนั้น การประเมินตนเองอาจจำเป็นต้องรู้จักเกณฑ์วัด (เอาเกณฑ์มาใช้วัด ไม่ใช่รัดตัวเรา) ต้องประเมินตามจริง ไม่เว่อหรือถ่อมตนจนเกินไป” เมื่อประเมินแล้วเอามาเทียบเคียงแบบกัลยาณมิตร จะได้ “ธารปัญญา” หรือสายน้ำที |
|
ประเด็น/หลักการ |
เรื่องเล่า/คำพูด |
|
|
กว้างและแคบ ช่วงสายน้ำที่กว้างจะมีผู้อยู่ในระดับที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ (ที่มีประสบการณ์แล้วและผู้ที่อยู่ในระดับที่จะใฝ่รู้ คืออยากทำให้ดีขึ้นมาก ๆ) ก็นำ 2 กลุ่มนี้มาเข้าสู่กระบวนการในส่วน KS |
|
ต้องนำคนที่ถูกพัฒนาให้มีใจและมีสัมมนาทิฐิ และเป็นผู้ทำจริงมาคุยกัน จึงจะสร้างคลังความรู้ได้ดี |
“ส่วนตัวปลา (KS) ที่เป็นหัวใจ ให้ความสำคัญกับการให้ (Give)/แลกเปลี่ยน (Share)/เรียนรู้ (Learn & Grow)/ช่วยเหลือ (Care) เกื้อกูลให้เจิดจรัส (Shine) หลักสำคัญต้องไม่รีบตัดสินใจทันทีว่า “ใช่” หรือ ไม่ใช่” ไม่รีบแย้ง ต้องฟังอย่างตั้งใจ (ไม่ใช่ได้ยิน) ต้องสนใจ ต้องเข้าใจ และเอามาใส่ใจ” |
|
ï ควรมีผู้ประสานงานเพื่อทำให้เครือข่ายเข้มแข็ง ï ผู้บริหารสนับสนุนงบประมาณด้าน IT ï สนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติต่างองค์กรมีโอกาสได้ระดมสมอง |
“ส่วนหาง (KA) สร้างคลังความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายประยุกต์ใช้ ICT การจัดการความรู้จะได้ความรู้เป็นคลัง (จำนวนมาก) ที่จะช่วยแจกจ่ายได้อย่างมากมาย มีสัมพันธภาพที่ดีและสร้างเครือข่ายให้แนบแน่น นำระบบ IT มาช่วยให้งานคล่องตัวและสามารถสืบค้นข้อมูลได้รวดเร็ว” |
|
การทำกลุ่ม KS จำเป็นต้องมีคุณอำนวยหรือ Facilitator ที่เข้าใจ KM และมีความรู้เรื่องเกณฑ์ (ถ้ามี) เพื่อทำให้สามารถกระตุ้นโดยตั้งคำถามให้โรงพยาบาลระดับ 4 เล่าให้ฟังที่ตนเองเป็นอยู่และชื่นชมและช่วยประเมินให้โรงพยาบาลที่เข้าใจผิดว่าตนเองยังอยู่ระดับ 1 ให้เข้าใจถูกต้องว่าที่แท้ตนเองอยู่ระดับ 3 |
“ในการทำกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (KS) ในการสร้างเสริมสุขภาพ พบว่า บางโรงพยาบาลทำได้ระดับ 4 แต่ไม่สามารถเล่าได้หมด จึงทำให้ โรงพยาบาลอื่นเรียนรู้ได้น้อย ในขณะเดียวกันบางโรงพยาบาลประเมินตนเองอยู่ระดับ 1 เมื่อเล่าประสบการณ์ที่ทำ ทำให้อยู่ระดับ 3 โดยที่เจ้าตัว ไม่รู้” |
|
การนำองค์กรที่ดี |
ผู้บริหารองค์กรต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง ต้องมีการประสานคุยกันโดยให้ท่าน ผอ.รพ.คุยกับท่าน สสอ. และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยความเอื้ออาทรต่อกัน” |
|
Team แกนนำประสานงานขับเคลื่อน |
“Team แกนนำทำต้องนำเสนอปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ให้ชัดเจน จะทำให้งานเดินแน่” |
|
ประเด็น/หลักการ |
เรื่องเล่า/คำพูด |
|
การปรับปรุงโครงสร้างด้านบุคลากรมิใช่ตัดคนที่เป็นปัญหาทิ้ง เลือกแต่คนดีมาทำงาน แต่ต้องพัฒนาคนที่เป็นปัญหาไม่ให้สร้างปัญหาและได้พัฒนายิ่งๆขึ้น เป็นการให้เกียรติและสร้างศักยภาพซึ่งกันและกัน |
“เคยเห็นไหม? เด็กติดยาบ้า ครูดุว่าตักเตือนเด็กยังเกรงกลัวไม่ค่อยกล้าใช้ยา แต่ครูก็ไล่ออก ตอนนี้เด็กคนนั้นมาอยู่หน้าโรงเรียน ติดตั้งโรงเรียนเลย นอกจากใช้ยาแล้วยังค้ายาอีก แต่ครูก็ไม่มีสิทธิทำเหมือนเดิมแล้ว เหมือนกับคนในองค์กรมิใช่จะเลือกใช้แต่คนดี แล้วทอดทิ้งคนที่เป็นปัญหา ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนดียิ่งขึ้น ทำให้คนไม่ดีเป็นคนดีได้ นี่แหละถึงเป็นความสามารถของผู้บริหารที่ดี” |
|
กระบวนการสร้างพลังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้คิดวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพ ตลอดจนวางแผน/ปฏิบัติ และประเมินผลโดยชุมชนเพื่อชุมชน |
“ประชาชนส่วนใหญ่รู้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ ถ้าไม่ออกจะมีโทษต่อร่างกาย แต่ก็ยังไม่ทำหรือ ทำไม่ต่อเนื่อง ยังต้องมาออกกำลังกายใน รพ.แล้ว จะไม่สามารถทำได้สม่ำเสมอเพราะไกลบ้านแถมภาระทางบ้านอีก การรวมตัวตั้งชมรมของคนในชุมชนด้วยกับเองมีการจัดตั้งกรรมการ มีการระดมทุน จัดกิจกรรมในพื้นที่ของชมรมเองจะทำให้การออกกำลังกายเกิดขึ้นได้และต่อเนื่อง กลยุทธ์สำคัญ คือ ต้องสร้างพลังให้แกนนำและคนในชุมชนศรัทธาและตระหนักว่า “สุขภาพดี ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง” |
แนวทางสู่ความสำเร็จของการใช้ KM
- ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) จากวัฒนาธรรมอำนาจเป็นวัฒนธรรมความรู้
จากการบริหารงานแบบควบคุมสั่งการ (Command and Control) เป็นบริหารงานแบบเอื้ออำนาจ (Empower)
- ดำเนินการให้คนในองค์กรร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) หรือปณิธานความมุ่งมั่น (Purpose)
และเป้าหมาย (Goal) โดยไม่ใช่แค่ร่วมกำหนดเท่านั้นแต่ต้องร่วมกันตีความ ลงลึกถึงการวิธีปฏิบัติ พฤติกรรม ความเชื่อ และคุณค่า จนทุกคนเกิดความเป็นเจ้าของ (Ownership) ในวิสัยทัศน์ร่วมนั้น
- เน้นการพัฒนาคนผ่านการทำงาน คือ พัฒนาคน – พัฒนางาน ไปพร้อม ๆ กัน ทุกคนในองค์กรรู้สร้างความรู้จากงานและนำความรู้นั้นไปใช้ในการทำงานจริง
- สร้างบรรยากาศ สร้างพื้นที่ในองค์กรให้เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งการประชุมแบบเป็น
ทางการและไม่เป็นทางการ มีมุมกาแฟสำหรับพูดคุย รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนบนพื้นที่เสมือน เช่น อินทราเน็ต เว็บบอร์ด เว็บไซต์ บล็อก เป็นต้น
- รู้จัก “เรียนลัด” การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์เพราะจะทำให้เสียเวลา ควรเรียนรู้จาก คนอื่นที่ทดลองทำจนประสบความสำเร็จแล้วแต่ไม่ใช่คัดลอก ต้องนำมาปรับประยุกต์ใช้จริง และต่อยอดความรู้นั้นด้วยความคิดของเราเอง
- สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยยุทธศาสตร์เชิงบวก เมื่อเกิดการทำงานที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่า
ภาคภูมิใจ ควรจัดเวทีให้มีการนำเสนอยกย่อง และแลกเปลี่ยนความรู้และวิธีการภายในองค์กร ซึ่งเป็นการให้รางวัลที่สร้างการยอมรับ สร้างความปรองดอง ให้กับคนในองค์กร
- ดำเนินการจัดการความรู้ควรเป็นเครือข่าย เพราะการเป็นเครือข่ายจะทำให้ช่วยกันกระตุ้นเสริมพลัง
กันเมื่อท้อแท้ และเมื่อประสบผลสำเร็จเล็ก ๆ จะเป็นการช่วยกันเป็น “น้ำทิพย์ชโลมใจ” และเอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพื่อเพิ่มความตื่นเต้น
- นำความรู้ที่ “ถอด” มาจากการกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มารวบรวมจัดเก็บให้เป็นระบบที่
ค้นหาง่าย ปรับปรุงให้ทันสมัย ยกระดับ และนำไปใช้จริงได้ง่าย
แนวทางสู่ความล้มเหลวของการใช้ KM
- เป้าหมาย (Purpose Trap)
- ทำเพื่อให้ผ่านการประเมิน
- เป้าหมายใหญ่หรือเล็กเกินไป
- เป้าหมายไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องกับภาพใหญ่ขององค์กร
- คน (People Trap)
- คุณเอื้อ ไม่เห็นคุณค่า ยึดติดกับอำนาจ ขาดอิทธิบาท 4
- คุณอำนวย ไม่เข้าใจบทบาท หรือ ไม่มีคุณอำนวย
- คุณกิจ ไม่ใฝ่รู้ ไม่ใฝ่พัฒนา หวงวิชาความรู้ ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง หมดแรงและหมดใจ เชื่อต่อกับหัวหน้าไม่ได้
- กระบวนการ (Process Trap)
- หมกมุ่นแต่ถกเถียงเรื่อง “นิยาม - ความหมาย”
- พยายามทำให้ได้มาซึ่งขั้นตอนที่ตายตัว
- สอนให้ทุกคนเดินตามทางเดียวกันห้ามออกนอกเส้นทาง
- พยายามควบคุมมากเกินไป
- ให้ความสำคัญแต่ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
- ระบบ (Platform Trap)
- ยึดติดเทคโนโลยี ยึดติดปัญหา
- ในระบบเก็บข้อมูลมีแต่ขยะ ข้อมูลเก่า ล้าสมัย นำไปใช้จริงไม่ได้
- ผลลัพธ์ (Performance Trap)
- ไม่มีการนำไปใช้จริง
- ไม่มีการดำเนินการต่อ
ความเห็น
บันทึกอื่นๆ
- เก่ากว่า « วิชาการจัดการความรู้








