เมื่อวานมีคนเยี่ยมผม เขามาเยี่ยมก่อนที่จะเดินทางไปมักกะฮฺ ก็ได้พูดคุยตามประสบการณ์ที่ผมเคยไปมาแล้วหลายปีและครั้งสุดท้ายเมื่อสองปีที่แล้ว

การไปมักกะฮฺเพื่อทำฮัจญ์นี้เป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนจะต้องทำ เหมือนการละหมาดหรือการถือศีลอด แต่ต้องลงทุนมากทั้งที่เป็นเม็ดเงินและการเสียสละมากพอควร แต่ผมก็เล่าว่าเท่าประสบการณ์ที่ผมมีอยู่เมื่อสองปีที่แล้วผมจะไปทำฮัจญ์ทั้งๆคิดยังไงก็เงินไม่พอแต่ที่ผมได้ไปและพอเพียงสำหรับการไปในครั้งนั้นคือ การตั้งใจ สุดท้ายเงินทุนก็มีครบเอง ครับ ฉะนั้นข้อสรุปของผมที่บอกเล่าเมื่อวานคือ การตั้งใจจริงว่าจะไป สุดท้ายอัลลอฮฺก็ให้ไปจริง ครับ

มหาวิทยาลัยเราได้ให้ทุนแก่ผู้ไปทำฮัจย์ในแต่ละปีนหลายคน อ.เราเกือบทุกคนได้ใช้สิทธินี้ ผมทำงานที่นี้สิบปีแล้วไม่เคยใช้ทุนนี้ และไม่เคยขอด้วย จำได้ว่าครั้งหนึ่ง(เมื่อเจ็ดแปดปีที่แล้ว) อธิการเรียกผมไปคุยเพื่อจะให้ทุน แต่ผมไม่พร้อมจึงปฏิเสธ และผมมีความคิดแปลกๆไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่อย่างหนึ่ง การไปทำฮัจญ์นี้อย่างที่บอกแต่ต้นว่าก็เหมือนการละหมาด ผมสรุปว่าถ้าการละหมาด เราได้ละหมาดด้วยเสื้อผ้าที่คนอื่นใส่กับละหมาดด้วยเสี้อผ้าของตัวเองมันต่างกันมาก ฉะนั้นการทำฮัจญ์น่ายืนบนทุนของตัวเอง

ขอวกเข้าเรื่องตามหัวข้อที่ตั้งไว้

เรื่องศาสนปฎิบัติที่กระทำงานในเดือนนี้จนเป็นประเพณีแล้วที่เราพูดคุยกันเมื่อวานมีสองอย่าง คือการถือศีลอดและการละหมาด

เมื่อปีที่แล้วหลังรายอผมก็ยังนั่งนอนและทำงานอยู่ในมัสยิด อธิการได้มาเยี่ยมที่บ้านผมก็ได้พูดคุยกับท่านเรื่องการถือศีลอดในเดือนนี้ และผมบอกท่านว่าผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับหลักการและประเพณีที่พวกเราปฎิบัติกัน คือ ถือศีลอดแล้วเป็นเวลาหนึ่งเดือน พอวันรายอ ก็กินเต็มที่ และพอวันรุ่งขึ้นก็อดอีกติดต่อกันหกวัน ทำไมพวกเราไม่ฉะลอการถือศีลอดในเดือนนี้ให้ครบหกวันแบบไม่ต้องติดต่อกันและเกลี่ยไปทั้งเดือน และการถือศีลอดติดต่อกัน ในวันเลิกนั้นแน่นอนจะต้องมีการฉลอง มันเป็นพฤติกรรมของมนุษย์อยู่แล้ว ก็จำเป็นที่ต้องเกิดรายออีก บ้านเราก็มีรายอแนอีกวันหนึ่ง (จริงๆในอิสลามมีรายอแค่สองวัน แต่ภาคใต้มีสามวัน) ท่านก็ได้ตอบแล้วเหมือนกันในเรื่องนี้มีทัศนะของนักวิชาการแตกต่างกัน และปีนี้ท่านได้พูดในเรื่องนี้ชัดเจนทั้งในคุตเบาะฮฺรายอ(ผมได้อัปโหลดขึ้น http://intan.sci-yiu.net แล้ว ใครสนใจคลิ๊กฟังได้) และได้ข่าวว่าท่านก็ได้สอนที่วิทยาเขตยะลาแล้ว(ไว้ได้ไฟล์วิดิโอผมจะอัปโหลดขึ้นอีกครั้ง)

กลางคืนก่อนจะเกิดรายอแนนั้นมีเพื่อนโทร์ถามเกียวกับละหมาดอย่างหนึ่ง เราเรียกว่าละหมาดตัศบีฮฺ(แต่บางแห่งเรียกว่าละหมาดรายอแล้ว) ผมก็ตอบตามตรงไปว่าไม่รู้ เพราะผมไม่เคยได้ยินนักวิชาการพูดในเรื่องนี้เท่าไร อธิการก็ไม่เคยพูด ก็เลยทำให้คืนนั้นผมจำเป็นที่ต้องสืบค้นและเรียนรู้(บ้าง)ในเรื่องนี้ ก็พบว่า

มัซฮับที่สนับสนุนให้ละหมาดนี้ คือ มัซฮัลชาฟีอีและฮานาฟี ส่วนมัซฮับฮัมบาลีกลับเห็นตรงกันข้าม

ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้เพราะการตีความถูกต้องของหะดีษที่พูดถึงเรื่องการละหมาดตัศบีฮฺนี้แตกต่างกัน

กลุ่มฮัมบาลี เช่น ซาอุดิอาราเบีย เห็นว่าหะดีษนี้มีความน่าเชื่อถือน้อย(เฎาะอีฟ) ถึงว่าผมจึงไม่เคยเห็นนักวิชาการของประเทศเหล่านี้เขาคุยกัน

กลุ่มชาฟีอี เห็นว่า เศาะฮีฮฺ(ถูกต้อง น่าเชื่อถือ) อย่างบางกลุ่มในอิยิปต์ จำได้ว่าตอนที่ผมเคยปฎิบัติตามนักวิชาการบางกลุ่มของประเทศนี้ ผมเคยละหมาดตัศบีฮฺ นี้

ที่สำคัญ อย่าง อัลบานี นักการหะดีษที่โด่งดังและน่าเชื่อถือพอควรบอกว่า หะดีษนี้ เศาะฮีฮฺ น่าเชื่อถือ

แต่จะอย่างไรก็ตาม คงไม่มีนักวิชาการท่านไหนบอกว่า ให้ละหมาดทุกปีโดยเฉพาะในเดือนนี้อย่างที่บ้านเราเขาทำกัน