ปีใหม่ นับเป็นโอกาสสำคัญที่เรามักตั้งใจให้เป็นจุดเริ่มในการคิดดี ทำดี ในสิ่งที่ปีที่ผ่านมาเราทำได้ไม่ดีนัก (ที่ดีอยู่แล้วก็ยังคงดำเนินกันต่อไป) ได้เห็นสมาชิกG2K หลายท่านเอ่ยถึงการทบทวนตนเอง ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา และมีความตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตในปีใหม่นี้ให้สดใสยิ่งขึ้น

 

ดอกสร้อยสายเพชร

ผู้เขียนก็ได้ร่วมขบวนด้วยเช่นกันค่ะ และคิดว่ามนุษย์เราช่างโชคดีจังที่มีวันสำคัญๆเป็นจุดหลักให้ใช้เป็นโอกาสเริ่มต้นสิ่งดีๆแก้ไขข้อผิดพลาดเสมอ ปีหนึ่งมีตั้งหลายครั้ง ให้ครั้งหนึ่งสำหรับเริ่มแก้ข้อเสียของเราข้อหนึ่ง ไม่ยากเย็นอะไร

 

ปีที่แล้วโดยเฉพาะช่วงปลายๆปี มีเรื่องกระทบอารมณ์มากมายไม่หยุดหย่อน แต่พอมีสติจึงได้เห็นว่าก็เพราะเราเองที่ไปรับและปรุงแต่งไปอีกจนเกิดทุกข์ จิตนั้นพลาดลื่นไถลลงไปกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเกินปกติ คิดได้แล้วรู้สึกว่าเสียฟอร์มจัง ไม่เป็นไรค่ะ ที่แล้วให้แล้วไป ปัจจุบันสำคัญที่สุด ถือว่าเป็นบทเรียน เป็นบททดสอบ อะไรที่เกิดขึ้นแล้วมีประโยชน์ทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

บ้านที่อยู่ปัจจุบันนับว่ามีคุณูปการในการกล่อมเกลาจิตใจของผู้เขียนอย่างยิ่งในเส้นทางสายธรรม

 

ชีวิตเริ่มต้นที่บ้านริมน้ำนี้เมื่อราวเจ็ดปีมาแล้ว คนข้างกายตั้งใจทำบ้านหลังนี้ให้ผู้เขียนได้อยู่อย่างสงบและสง่างามทางความคิด แม้ไม่มีสิ่งหรูหราราคาแพงตกแต่งบ้านเลย การออกแบบเขาสะท้อนความเชื่อ แนวคิดของตัวเขาว่าบ้านนั้นไม่ควรเป็นได้แค่ที่อยู่อาศัย กันแดด กันฝน หรือถือเป็นสิ่งอวดตัว แต่ควรเป็นที่ที่ให้ความสงบเย็นเยียวยาจิตใจพร้อมๆกับการได้ผ่อนคลายกาย เขาเรียกแนวคิดนี้เสียโก้ว่า  โอสถสถาปัตยกรรม"

 

นอกจากเลือกทำเลที่ตั้งท่ามกลางธรรมชาติซึ่งมีพลังในการเยียวยาจิตใจแล้ว เขาได้นำรูปร่าง รูปทรงของสถาปัตยกรรมที่พบเห็นในวัดทางพุทธศาสนามาใส่ในแบบบ้าน เช่น ซุ้มประตู บานหน้าต่าง แม้ภาพตกแต่งก็เป็นภาพทางศาสนา พระพุทธรูปคู่บ้านเขาก็เลือกที่ความงามทางสุนทรียศาสตร์มากกว่าความเป็นสิ่งมีราคาแพงและเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์

เขาบอกว่าความงามอย่างสงบแบบศาสนาจะช่วยเยียวยา รักษาใจของผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน เป็นการเตือนตนให้รักษาศีล ระวังกาย วาจา ใจ โดยยกวัดมาไว้ในบ้าน

 

ลายปูนปั้นบนซุ้มประตู มาจากวัดแห่งหนึ่งที่รื้อของเดิมออกเป็นขยะเตรียมเผาทำลาย เขาไปพบพอดีจึงทำบุญให้วัดแล้วขอนำลายปูนปั้นแตกๆนี้มาให้เปล่งประกายฝีมือช่างสมัยก่อนอีกครั้งที่บ้านเรา ส่วนมากคนไทยมักถือเรื่องการนำของวัดเข้าบ้าน แต่เราเชื่อมั่นว่านี่เรากำลังทำสิ่งดีต่างหาก หาไม่ลวดลายเหล่านี้ก็คงกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว

 

คงมีไม่กี่บ้านที่มีเจดีย์อยู่ในบ้าน บ้านที่เขาเป็นผู้ออกแบบ สร้าง และตกแต่งมักมีเจดีย์ทุกแห่ง ราวกับเป็นลายเซ็นของเขา เขาเป็นคนอยุธยาแท้ๆ รักสิ่งที่เป็นแนวช่างสมัยอยุธยา และรักรูปทรงของเจดีย์มาก ทุกคนที่มาเยือนบ้านริมน้ำจะดูเกรงๆที่เห็นเจดีย์ในบ้านผู้เขียน และมักกระซิบถามว่านี่เป็นเจดีย์เก่าหรือเปล่า มีอะไรในนั้นไหม (คงอยากถามว่ามีกระดูกใครบรรจุอยู่หรือเปล่ามากกว่า)

ที่จริงเจดีย์นั้นไม่จำเป็นต้องบรรจุกระดูก หรือ บรรจุอะไร แต่ทว่าเป็นการสร้างสัญลักษณ์ของความดี ความเป็นบุญ เป็นมงคล สื่อสารกับเทพยดาและสรวงสวรรค์ ทะเลเจดีย์นับพันๆองค์ที่พุกาม ประเทศพม่าก็สร้างจากคตินี้ และทราบมาว่า ที่ทิเบตหมู่บ้านแต่ละแห่งจะสร้างเจดีย์ไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน หากเจดีย์ใหญ่โตแปลว่าหมู่บ้านนั้นร่ำรวย หรือที่เนปาลครอบครัวจะสร้างเจดีย์ไว้ใกล้บ้านในโอกาสที่มีสิ่งดีๆสำคัญๆเกิดขึ้นกับครอบครัว เช่นได้ลูกชาย แล้วนำของมาบูชาที่เจดีย์เป็นประจำ

ผู้เขียนก็ชอบที่เรามีเจดีย์อยู่ อย่างน้อยชาวบ้านร้านถิ่น คนสัญจรทางน้ำ ที่ไม่รู้ก็จะได้กลัวผีสางเทวดา จะได้ไม่กล้ามาคิดร้าย (คิดว่าวันดีคืนดีจะแต่งชุดไทยห่มสไบเดินจงกรมแถวๆเจดีย์ตอนโพล้เพล้บ้าง)

ทุกวันนี้แม้บ้านจะชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ “โอสถสถาปัตย์” นี้ได้มีส่วนช่วยให้ผู้เขียนเข้าถึงความสงบงาม ความนิ่ง ความมีสติ ได้มากขึ้น ทำให้การศึกษาการปฏิบัติธรรมและการดำรงชีวิต เป็นเรื่องเดียวกัน เข้าใจสุข เข้าใจทุกข์ และพยายามขัดเกลากิเลสให้เบาบาง อยู่บนเส้นทางที่ไม่หลงติดทั้งทุกข์ ทั้งสุข

 “เมื่อจิตของเราสงบภายในแล้ว อุปมาเหมือนน้ำสงบ น้ำสงบแล้วก็ใส ใสแล้วก็มองเห็นเหตุ มองเห็นผล มองเห็นบุญกุศล มองเห็นสุข มองเห็นทุกข์ มองเห็นดี มองเห็นชั่ว”

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร  วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม สกลนคร

(จากหนังสือ ผลไม้ในสวนธรรม)

**************************