ความเห็น: 22
ยอมรับ เรียนรู้และเข้าใจ
ประสบการณ์ที่ผ่านไปในครึ่งเช้าของวันแรกที่กลับไปทำงานทำให้ฉันเข้าใจการ “ฟัง” มากขึ้น และเรียนรู้ว่าฉันยังต้องฝึกการฟัง ฉันเริ่มเข้าใจว่าการฟังแบบนั่งฟังเงียบๆแต่ในใจมีคลื่น มีการแปล มีการคิดตามอยู่ในสมอง ฟังอย่างตั้งใจ ฟังและใคร่ครวญไปกับสิ่งที่ฟัง เป็นการฟังที่สมองทำงานก่อนหู ตา จะแตกต่างจากการฟังที่ใจได้ยิน ซึ่งเป็นการฟังที่หู ตา และใจทำงานก่อนสมอง ฉันไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้นะค่ะ รู้แต่ว่าไม่เหมือน เหมือนๆกับที่จะอธิบายให้เข้าใจว่ารสขมเป็นอย่างไร อธิบายสิบชาติคนก็ไม่อ๋อ แต่คนที่ฟังนั้นจะอ๋อเมื่อเคยเอามะระแตะลิ้นตัวเองมาแล้ว อะไรปานนี้แหละค่ะ
ฉันว่าสัญญาที่เกิดขึ้นและสะสมขึ้นมาในใจคนทีละนิดๆนั้น เป็นผลพวงมาจากการกระทบกันของโลกภายนอกและโลกภายในซ้ำๆหรือต่อเนื่องเชื่อมโยงจึงเกิดคำตัดสินต่างๆนาๆตามมา การสั่งสมคำตัดสินในมุมลบอยู่เสมอนั่นเองที่เป็นพฤติกรรมทำให้จิตประภัสสรของคนหมองมัวและเต็มไปด้วยความกลัว ความเข้าใจนี้ทำให้ฉันรับรู้ว่า ความกลัวต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทั้งหลาย ระดับของความกลัวต่างหากที่ทำให้เกิดพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆรอบตัวที่จับต้องได้ ความก้าวร้าวรุนแรง ความขัดแย้งต่างๆที่พบเห็นอยู่รอบตัวทุกนาทีคือรูปความกลัวที่จับต้องได้

การปฏิเสธ การยอมรับโดยดุษฎีหรือหลีกหนีห่างก็เป็นรูปของความกลัว โกรธ ใจเต้น มือสั่น หน้าคว่ำ หน้างอ นอนไม่หลับ ร่ำไห้ คร่ำครวญ ประจบเอาใจ ด่าว่า เมินเฉย เงียบฟังแต่ในสมองมีแต่คำ “อึ๊ อึ๊ อึ๊” ล้วนใช่รูปของความกลัวได้ทั้งสิ้น ความกลัวทำให้เกิดคลื่นอารมณ์ในใจที่ทำให้จิตประภัสสรขุ่นมัวและคนรอบข้างก็รับรู้ได้ผ่านพลังของมันจนอยู่ไม่สุขเมื่ออยู่ใกล้ๆ
ในระหว่างร่วมการประชุมเรื่องทำอย่างไรให้การรักษาคนไข้วัณโรคมีคุณภาพที่สุดในภาคบ่ายอยู่นั้น หน้าห้องเจ้านายก็มากระซิบว่า เจ้านายขอเชิญหน่อย เมื่อปลีกตัวออกไป ฉันก็ได้พบกับโจทย์สี่ค่ะ
ในห้องเจ้านายมีโจทย์รออยู่แล้ว รู้ตัวว่าใจมันกระตุกแวบหนึ่งทันทีที่สัมผัส การได้เรียนรู้จากโจทย์สาม ทำให้ฉันบอกตัวเองว่า ให้ฝึกการฟังในเวทีนี้อีกครั้ง ฝึกฟังแบบว่าในสมองไม่มีโจทย์ใดๆอยู่ก่อน ฟังแบบไม่มีโจทย์ในหัวว่าจะตอบโต้ ฟังแล้วรับรู้กับสิ่งที่ได้ยิน ยอมรับหากจะมีตำหนิใดๆเอ่ยปากออกมาจากบรรดาโจทย์ทั้งหลาย แล้วฉันก็รู้จักว่าพลังอำนาจในขณะที่ลงมือทำอย่างนี้เป็นความมั่นใจ เป็นความกล้าที่จะเผชิญกับอะไรที่จะรับรู้ระหว่างการคุย เป็นความมั่นใจที่ไม่มีความรู้สึกอยากเอาชนะและไม่มีความรู้สึกแพ้ ฉันไม่ได้เฉย แต่นิ่งได้ เป็นการนิ่งที่ไม่มีอะไรอยู่ในความคิด รับความรู้สึกตัวเองได้ว่าไม่มีคลื่นความรู้สึกใดๆอยู่ แม้ใจจะกระตุกก็ไม่มีความรู้สึกวาบๆเกิดขึ้นไม่รู้สึกว่าชีพจรเต้นเร็วขึ้นขณะเผชิญหน้า
ฉันได้เรียนรู้หลังผ่านโจทย์สี่ว่า การฟังแบบไม่นำเอาโลกภายนอกมากระทบกับโลกภายใน การฟังที่เมื่อโลกภายนอกมากระทบกับโลกภายในแล้วสะท้อนไปสัมผัสคุณสัญญาที่เรียบร้อยและอ่อนโยนนั้น มันทำให้ฉันหัวเราะและยิ้มได้อย่างอัตโนมัติ ขอโทษได้อย่างไม่รู้สึกผิด ขอโทษได้โดยไม่มีความอยากให้ได้รับการให้อภัยตอบคืน ขอโทษได้อย่างไม่ใช่ตามมารยาท แต่เป็นการขอโทษที่อยากบอกด้วยใจยอมรับผลสะท้อนที่พฤติกรรมของตนไปทำให้ก่อเกิดขึ้น
บรรยากาศในโจทย์สี่ เป็นอะไรที่วิเศษสำหรับตัวเองค่ะ ไม่เคยมีเวทีไหน ที่เมื่อรู้ว่าคู่คุยเขากำลังโกรธและแสดงกิริยาใส่แล้วฉันยังหัวเราะและขำตัวเองออก เวทีนี้เป็นเวทีแรกที่ฉันยิ้มและทำอย่างนี้อย่างยอมรับได้ค่ะขอบอก

ขอยกตัวอย่างคำพูดมาเล่าให้ขำสักหน่อย คำพูดนั้นคือ “วันนี้ยอมตายถวายชีวิต เพื่อมาพูด เป็นตายอย่างไรก็จะพูดให้หมด” อ่านแล้วเดาเอาเองว่า ภาพวาดตัวฉันจากคนที่อยู่รอบข้างเป็นอย่างไร
คำพูดนี้ทำให้รู้ว่า เหตุใดคนรอบข้างฉันเขาไม่มีความสุข และฉันก็ไม่มีความปลอดโปร่งผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้ๆเขา เขาเล่นเอาตัวไปเป็นเพื่อนอยู่กับความกลัวตลอดเวลา เขามีภาพมายาที่เขาเองสร้างขึ้นมาและยินดีเลือกอยู่กับมัน เขาเปิดลิ้นชักใจไว้รับเรื่องลบๆที่เขาเก็บเกี่ยวมันมาแล้วสร้างมายาขึ้นโดยคุณสัญญาที่แสนซน เฮี้ยวและร้ายกาจอีกต่างหาก เป็นคุณสัญญาที่คอยเสี้ยมสอนให้รู้จักแต่มองและรู้จักแต่คุณลบที่เข้ามาขอแอบอิงสนิทสนมเพื่ออยู่กินเป็นเพื่อน
มีคนเอ่ยให้ได้ยินว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วเป็นเรื่องดี ฉันว่าฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้นะ การผ่านโจทย์มาแล้วสามโจทย์แล้วมาถูกถีบเข้าสนามโจทย์สี่ของฉันวันนี้เป็นตัวอย่างยืนยันค่ะ

ในสนามของการสนทนาแห่งนี้ มีคำตำหนิฉันถูกเอ่ยออกมาหลายครั้งและหลายเรื่อง การฟังทำให้ฉันรับรู้ว่า ภาพวาดที่เขามีต่อฉันในเรื่องของพฤติกรรมที่พ้นผ่านล้วนแต่เป็นภาพลบ คำขอโทษที่เอ่ยจากปากฉันหลายๆครั้ง จึงดูเหมือนไม่มีประโยชน์ แต่ฉันรู้สึกดีที่ได้ขอโทษนะค่ะ ความรู้สึกตอนที่เอ่ยขอโทษออกมามันสบายใจที่ได้เอ่ยขอโทษค่ะ
ไหนๆก็เล่ามาแล้วเรื่องการพูดคุยกันในช่วงบ่ายนี้ ก็ขอเล่าอะไรอีกหน่อยก็แล้วกันเพื่อให้ได้สัมผัสบรรยากาศ คำพูดที่เอ่ยบอกออกมามิได้มีแต่คำตำหนิเท่านั้น หากแต่ยังตั้งข้อเสนอเลียนแบบพัน-ทะ-มิดเดี๊ยะเลย ข้อเสนอนั้นเกี่ยวข้องการทำงานของเขา เอามามาเล่าพอเป็นน้ำจิ้มละกัน เขาขอให้ฉันอยู่เฉยๆ ขอไม่ให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาจะทำต่อไป ขออิสระในการลา และขอจัดการกำลังคนที่มีอยู่อย่างเป็นอิสระ โดยเขาบอกว่า เขาสามารถทำงานได้ภายใต้กำลังคนที่มีอยู่หมุนเวียนประจำวันสี่คนเท่านั้น
ขณะที่เขียนบันทึกนี้อยู่ ใจฉันนึกชมนะว่า เขากล้ามากที่พูดออกมาให้เจ้านายได้ยินจะๆว่าเขาทำงานได้ ซึ่งฉันตอบแค่ว่า “หมอดีใจที่รับรู้ว่า ที่เพียรพยายามฝึกพวกเรามา มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น” ส่วนการตอบอื่นๆนั้นส่งบทต่อให้เจ้านายเล่นค่ะ

ฉันดีใจที่โจทย์สี่ ทำให้ฉันวิวัฒน์ขึ้น ก็ฉันได้คุณสัญญาที่อ่อนโยนมาเป็นเพื่อนเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้วค่ะ
บันทึกอื่นๆ
- เก่ากว่า « ก่อนที่ฝนจะหล่อเลี้ยงให้ใจได้ควา...
- ใหม่กว่า » เพื่อนคือของขวัญ
ความเห็น
- โอ้โห หมอเจ้ ไม่ธรรมดา มาสามบันทึกเลย
- ขยันสุด ๆ
- นอนดึกไม่ดีนะครับ
- รักษาสุขภาพด้วยนะครับ
- คนหน้าตาดีเป็นห่วง
- อิอิ
- ครูโย่ง หัวหน้า~ natadee ค่ะ
- เด็กๆนะนอนหัวค่ำหน่อยน๊า
- เดี๋ยวจะหน้าตาไม่ดี เสียชื่อหัวหน้าค่ายหมด..อิอิ
- เอาน่า วัตถุดิบมันกำลังลื่น
- มีคนสอนว่าเขียนไปเลยๆ ในขณะที่วัตถุดิบมันกำลังวิ่งขึ้นมา จะได้อารมณ์สดๆ
- หมอเจ๊เป็นลูกศิษย์ที่ดีของครู
- ไม่กล้าหือค่ะ
- ไอ้ที่เขียนนี่นะ กำลังส่งการบ้านค่ะ
- น้อง กวิน ค่ะ
- ธรรมะนี่แสนวิเศษค่ะ
- จดจำมาบอกยังไงก็ไม่ซึ้ง
- ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามจริต จึงจะเข้าใจจริงๆค่ะ
- ปฏิบัติไปแล้วจึงอ้อว่า ที่หนังสือธรรมะบันทึกไว้นั้น เป็นผลแท้จริงที่ผู้บันทึกได้ค้นพบ
- แต่เรื่องของ "how to" เพื่อให้ไปถึงผลเหมือนผู้ที่บันทึกไว้ให้ เป็นวิธีของใครของมันค่ะ
+ หวัดดีงามๆ อีกครั้งค่ะ...พี่หมอเจ๊..
+ เอาแบบว่า...รักกันน้อย ๆ แต่รักกันน้าน นาน น่าจะดีกว่ามั้งค่ะ...
+ " เขาเล่นเอาตัวไปเป็นเพื่อนอยู่กับความกลัวตลอดเวลา เขามีภาพมายาที่เขาเองสร้างขึ้นมาและยินดีเลือกอยู่กับมัน เขาเปิดลิ้นชักใจไว้รับเรื่องลบๆที่เขาเก็บเกี่ยวมันมาแล้วสร้างมายาขึ้นโดยคุณสัญญาที่แสนซน เฮี้ยวและร้ายกาจอีกต่างหาก เป็นคุณสัญญาที่คอยเสี้ยมสอนให้รู้จักแต่มองและรู้จักแต่คุณลบที่เข้ามาขอแอบอิงสนิทสนมเพื่ออยู่กินเป็นเพื่อน "
+ อ๋อยมีเพื่อนร่วมงานแบบนี้สามคนค่ะ...สองคนเป็นผู้หญิงอายุร่วม 50 ปีค่ะ...ท่านทั้งสองมีลักษณะแบบที่พี่หมอว่าเต็มอัตราศึกเลยค่ะ...น่าสงสารมากเลยค่ะ...อีกคนเป็นผู้ชายค่ะ...อายุ 44 ปี ค่ะ.....
+ อ๋อยเห็นได้ชัดจากการประเมินขั้นความดีความชอบค่ะ...มันไม่ได้เกี่ยวกับอ๋อย..แต่อ๋อยเฝ้าเห็นเหตุการณ์ค่ะ...การเป้นคนลักษณะแบบนี้น่ากลัวมาก...เกาะกินใจให้มืดบอดไปเลยค่ะ...พี่ที่รักษาราชการแทน ผอ.(ผอ.เกษียณค่ะ ผอ.ใหม่ยังไม่มา) ถึงกับหลั่งน้ำตา...
+ เวลาประเมินความดีความชอบ..ของครูเขาจะมีหัวข้อมาให้ค่ะ...แล้วให้เราให้คะแนนตามแต่ละหัวข้อ....พี่ผู้หญิงทั้งสองให้พี่ที่รักษาการแทนเป้นที่สุดท้ายและให้ตัวเองได้ที่ 1...ส่วนครูผู้ชายให้ทุกคนเท่ากันแต่ให้ตัวเองเป็นที่ 1 ทั้ง ๆ ที่ครูทั้ง 3 ท่านนี้...มักทำให้เด็กจิตตกเสมอ ๆ ค่ะ....โชคดีที่พระมากกว่าโจรค่ะ...พี่ที่รักษาการจึงรอดปากเยี่ยวปากกามาได้...
+ ส่วนครูผู้หญิงหนึ่งใน 2 ท่านนี้..เคยมีปัญหากับอ๋อยค่ะ....อ๋อยเป็นหัวหน้าวิชาเกินค่ะ...(อิ อิ..วิชาการค่ะ) แล้วปรากำว่าเด็ก ๆ มีปัญหากับการสอนของท่านมากทั้ง ป.4-ป.6 เลยค่ะ...มีปัญหาสั่งสมมาเป็นปี...จนในที่สุดอ๋อยเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเด็ก...ผลออกมานำเสนอ ผอ.ท่านผอ.ก็ตัดสินให้ท่านมาสอน ป.1
+ โอ้โห..ครูท่านนีพอรับทราบเรื่อง..วิ่งไปฟ้องเขต..เขตรู้ดีว่า ผอ.เป็นคนดี ก็เลยโทร.มาถามผอ...ท่านผอ.เลยเรียกครูประชุมและเล่าให้ฟังในที่ประชุม...เท่านั้นแหละค่ะพี่หมอ..ครูท่านนี้อาละวาดชี้หน้าด่า ผอ. แช่งชักหักกระดูกอ๋อยให้ฉิบหายตายโหง....
+ ณ เวลานั้น ท่านผอ.เดินหนีออกไปเลยค่ะ..ท่านรับไม่ได้..ท่านโกรธหน้าดำหน้าแดงเลยค่ะ...
+ แต่อ๋อย...นั่งทำสีหน้าเรียบเฉย...ไม่ยินดียินร้ายค่ะ...ท่านอยากบ้า บ้าไป...อย่าให้ความบ้ามาทำลายฉันนะ..ทำลายตัวท่านคนเดียวก็พอ....(อ๋อยว่า..อ๋อยใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวค่ะ...บ้าหนังจีนกำลังภายในมากไปหน่อย...)...
+ ในที่สุดครูท่านนั้นก็เข้าไปกราบขอโทษ ผอ.....ส่วนอ๋อยก็พูดกับท่านตามปกติ...ไม่ยินดียินร้ายกับเหตุการณ์วันนั้น....
+ ผ่านไป 1 เทอมก่อนที่ ร.ร.จะปิดเทอมนี้แหละค่ะ..ครูท่านนี้ก็เข้ามาพูดว่า..." ป้าขอบใจลูกอ๋อยมากนะ..ที่ให้ป้าสอน ป.1 ป้ามีความสุขมาก.."
+ เฮ้อ....แล้วท่านได้คิดไหม...ว่าวันนั้นท่านได้ทำอะไรไปบ้าง...
+ นี่แหละค่ะ...เล่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันค่ะ...
สวัสดีครับคุณหมอเจ๊
ผู้ช่วยเหลือคนไข้ได้ฟังหมอพูดให้ฟัง ชื่นใจจริง แต่มันยังไม่อิ่มมันยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องสื่อกัน ในวงการสาสุข มันคงต้องขยายเวีทีเปิดใจ เหมือนที่หมอจัด ถามจริงวิสัยทัศน์ ที่ติดข้างฝาไครกำหนดเป้า แล้วจะเดินไปพร้อมกันอย่างไร แล้วไครได้ประโยชน์
ต้องตอบโจทย์ให้ชัด (แฮะๆดึกแล้วคงคิดอะไรมั่วน่ะหมอน่ะ)
ขอมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ ผมจับประเด็นมาแลกเปลี่ยนได้อย่างนี้ครับ
- ความสำเร็จของการสื่อสารในองค์กรอย่างหนึ่งที่ผมใช้ คือ "บรรยากาศ" ของการสื่อสารครับ บางครั้งบรรยากาศของคู่สนทนากับของเราไม่เหมือนกัน การสื่อสารมักล้มเหลวครับ
- การติดตามงานบางอย่าง การตำหนิงานบางอย่าง ผมไม่เริ่มบนโต๊ะสนทนาครับ แต่ผมเริ่มจากหน้าตึก หรือที่ไหนก็ได้ ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายที่สุด แล้วค่อยมาหาบทสรุปบนโต๊ะประชุม
ตามอ่านรวดเดียวสามบันทึก
สงสัยว่าที่พี่หมอเจ๊เขียนลูกน้องเขาได้ตามอ่านกันไหม เพราะเขาจะเข้าใจพี่หมอเจ๊มากขึ้น
คนเราชอบจะฟังแต่คำหวานๆ ไม่ยอมรับความจริง ไม่ชอบคำพูดตรงไปตรงมา ไม่ยอมรับการตำหนิหรือข้อสังเกต แต่คนที่พูดตรงไปตรงมาจะมีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง เมื่อยอมรับฟังในสิ่งที่เขาพูดอย่างดุษฎี ทุกอย่างก็จบ สามารถแสดงเหตุผลได้ ผมมีหัวหน้าแบบนี้อยู่ท่านหนึ่ง ใครไม่ทำงานท่านจะไม่ชอบและแทบจะไม่มองหน้าเลย แต่กับผมท่านจะยิ้มด้วยเพราะผมทำงาน เวลาผมทำงานพลาดท่านก็ไม่ว่าอะไรเพียงแต่จะบอกว่าพลาดตรงไหน กับเพื่อนร่วมงานที่ขี้เกียจพลาดขึ้นมาท่านฟันโช๊ะๆ เลย อิอิ
อีกอย่างสำหรับคนไทย จบเรื่องในห้องประชุมแล้วยังไม่จบครับ อิอิ กว่าจะจบได้ก็อีกหลายวันหรือไม่ก็สะใจที่ได้เฉ่งต่อหน้า แต่ผมก็เคยผ่านมา ลูกน้องโกรธที่เปลี่ยนงานเขา น้อยอกน้อยใจ แต่พอเขาต้องการความช่วยเหลือใครก็ช่วยเขาไม่ได้นอกจากผม ผมไม่โกรธที่เขาเคยแสดงอาการโกรธเรา ก็เลยยื่นมือเข้าไปฃ่วย เมื่อเราช่วยเหลือเขาผ่านไปได้เขามายกมือไหว้เรา มองตาเราด้วยความรู้สึกศรัทธา เพราะเพิ่งเข้าใจว่าเราไม่ได้มีอคติกับเขา แต่นั่นแหละ มันหลังจากที่ด่าเราไปแล้ว อิอิ
- บังหีม ค่ะ
- ที่สนใจในเรื่องความรู้สึกตน วิเคราะห์ตนนั้น หมอเจ๊เพียงแค่ติดใจกับคำว่า "การดูแลแบบองค์รวม" ที่สา'สุข ใช้กันอยู่ว่า ในมิติแห่งตัวตน มันหมายรวมถึงเรื่องอะไรมุมใดบ้าง
- แล้วหมอเจ๊ก็ได้คำตอบว่า "ไม่มีทาง" ที่การดูแลแบบองค์รวมจะเกิดขึ้นได้ หากว่า "คนสา'สุข" เองไม่เข้าใจแก่นของมัน
- แก่นที่ว่านี้นั้น ไม่มีโอกาสสัมผัสมันได้เลย หากคนสา'สุข เอง"ไม่อิ่มใจ อย่างแท้จริง"
- ความอิ่มใจอย่างแท้จริง จะเกิดขึ้นเมื่อเข้าใจตัวเองว่า ความสุขในความหมายแห่งตนคืออะไรค่ะ
- อ. จารุวัจน์ ค่ะ
- ขอบคุณค่ะ ที่แลกเปลี่ยน
- อันที่จริงบันทึกนี้ เขียนเพื่อเอาไว้เรียนรู้การตามอารมณ์ เพื่อเอาไว้เตือนตนค่ะ
- อารมณ์คนเหมือนน้ำทะเลนะค่ะ มีน้ำขึ้น น้ำลง น้ำตาย คลื่น พายุ สึนามิ หมอเจ๊เลยสร้างอาวุธไว้หน่วงตนเวลาตามอารมณ์ตัวเองไม่ทันเวลาค่ะ
- อย่างน้อยก็ทำให้เข้าใจพฤติกรรมตนเองที่ไปกระทบ ทำร้ายคนอื่นโดยมิได้มีเจตนาค่ะ
- อัยการชาวเกาะ ค่ะ
- อันที่จริงเขียนไว้หน่วงตัวเองค่ะ
- เมื่อรับรู้ว่าพฤติกรรมที่ก่อเกิดจากใจปรารถนาดีของตัวเอง ไปกระทบคนอื่นแล้วให้ผลกลับเป็นการทำร้ายให้ป่วยไข้
- ด้วยความเป็นหมอ พี่เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำไป ความตั้งใจดีที่กระทำลงไปทุกเรื่องทั้งต่อลูกน้องและคนที่เข้ามาใช้บริการจากงานของพี่ ให้ผลกลับกลายเป็นทำร้ายคนให้ป่วยไข้ทางอารมณ์ มันกระเทือนความรู้สึกมากค่ะ
- เมื่อการตั้งใจทำดี มันเกิดผลเป็นทำร้ายคนอื่นและทำร้ายตัวเองด้วย
- รวมทั้งเรียนรู้มาตลอดว่า ถ้าเราเข้าใจตัวเองแล้วจะเข้าใจคนอื่น ได้ดีขึ้นๆ พี่จึงวิเคราะห์ตัวเองเพื่อทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้นๆเพื่อจะได้เข้าใจคนอื่นค่ะ
- แล้วพี่ก็พบว่า เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ความสงบในใจพี่จึงมีมากขึ้น มองทุกอย่างตามที่ "มันเป็นเช่นนั้น" ได้อย่างมีอุเบกขามากขึ้น
- เมื่อเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ใจมันอยากช่วย แต่คงเป็นความไม่เข้าใจเราของคนอื่นมั๊ง ที่ทำให้เกิดเรื่องราวอย่างที่เป็นอยู่
- พี่คิดว่าการทำงานในอาชีพพี่ ถ้าพี่รักแต่ตัวเอง แต่รักคนอื่นไม่เป็นนี่ พี่ถือว่าตัวเองล้มเหลวค่ะ
- แล้วพี่ก็พบว่า การรักคนอื่นมากกว่ารักตัวเอง ทำให้เกิดทุกข์ด้วยค่ะ
- จึงสนใจเรียนรู้เพื่อจัดสมดุลระหว่าง การรักคนอื่นกับการรักตัวเอง เพื่อปรับความอยากช่วยให้ได้สมดุล และเกิดสุขทั้ง 2 ฝ่ายค่ะ
- ถ้าใช้คำแรงๆของใครบางคนมาพูด พี่เป็นนายแบบโง่แล้วขยัน เป็นนายที่ทำตัวเป็นกรรมกรมั๊ง มันเลยผิดฝาผิดตัวอ่ะค่ะ
- ขอบคุณค่ะที่มาให้กำลังใจ
- อ.นายประจักษ์~natadee ค่ะ
- บันทึกนี้น่าจะช่วยคนบางคนที่เป็นนาย หรือคนที่ถูกมองว่าเก่งมองเห็นตัวเองบ้างนะค่ะ
- เป็นการบ้านที่นำมาส่งให้กัลยณมิตรฟังเป็นการรายงานผลงานของพวกเขาที่เกิดขึ้นที่ตัวหมอเจ๊ค่ะ
- เป็นการรายงานเพื่อร่วมกันชื่นใจ ภูมิใจกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นและปรากฎที่ตัวหมอเจ๊ ซึ่งถ้าไม่ทำการบ้านส่ง เขาก็จะไม่รู้ค่ะ
- ตอนนี้มารที่มาผจญในใจกลายเป็นพระที่มาอยู่เป็นเพื่อนกันแล้วค่ะ
- พระเพิ่งมาอยู่ด้วยแบบเป็นเพื่อนกัน เลยต้องปรับตัวกันหน่อยค่ะ
- การเขียนบันทึกรูปแบบนี้บ่อยๆ ทำให้หมอเจ๊เข้าใจในธรรมะมากขึ้นๆดดยอัติโนมัติค่ะ
- ขอบคุณในความห่วงใยจากอาจารย์ค่ะ
- รับกำลังใจไว้โดยไม่รีรอค่ะ...ชื่นใจจริงๆ....อิอิ
ถ้ามีแฮงบันดาลใจเขียนละเมียดอย่างนี้
รับรองหมู่เฮาเราจะมีตำราว่าด้วย
กลวิธีขยี้ความคิดของหมอเจ๊ คนสวย แซ่เฮ
- pa_daeng ค่ะ
- เมื่อเราสูงวัยกว่าเขา บางทีเราก็ไม่ได้คิดว่า ตัวเราตอนผ่านพ้นเท่าวัยที่เขาเป็นอยู่ต่อหน้า เราก็เป็นดังเช่นเขา เผลอๆนั้นเป็นยิ่งกว่า
- หมอเจ๊จับภาพมายาว่าวัยเขาเท่ากันกับเรา พูดกันคงเข้าใจได้ ความคิดคงทันกันได้
- แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ วัยเขาบางคนคราวน้อง และมีบางคนคราวลูก
- ระยะห่างเกือบๆหนึ่งรอบอายุขัย ให้คิดไวยังไงก็ตามไม่ทันเรา
- เด็กๆเขาฟังคำบ่น เป็นเรื่องการไม่ยอมรับคุณค่าที่พวกเขามี
- ในขณะที่ในใจเรานั้น บ่นไปเพราะความคาดหวัง มองว่าเขาพัฒนาตนได้
- มุมมองที่มองคนละมุม จึงทำให้เกิดเรื่องอย่างง่ายดายมากค่ะ
- .......
- ดีใจที่เรื่องราวในบันทึกจะเป็นประโยชน์ในการเตือนสติได้ค่ะ
สวัสดีค่ะ พี่หมอเจ๊ ครูต้อย ชื่นชมค่ะ และคิดว่าพี่หมอเจ๊มีมานะตามมาติดๆนะคะ โมทนาค่ะ คุณหมอผู้อารี




























