ผมได้รับคำถามที่ "สะกิดใจ" ด้านที่มีคนที่ไม่รู้ แต่ชอบแสดงตัวเป็นผู้รู้ แล้วก็พยายามเผยแผ่ความไม่รู้ของตนเอง
ด้วยการใช้ความรู้ที่เป็นพิษ ให้กับคนยังไม่รู้ แต่กำลังเรียนรู้
โดยการใช้ความรู้ที่เป็นพิษเสียด้วย
เรียกได้ว่า
"มือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ"
สำหรับความรู้ที่เป็นพิษนั้น ถ้าจะใช้เองนั้น ผมจะไม่ว่าสักคำ
แต่ผมเข้าใจว่า "นอกจากจะไม่ใช้เองแล้ว มีแต่จะยัดเยียดให้ผู้อื่น"
ผมจึงตอบไปยังผู้ถามว่า
ขอบคุณครับที่ถามทั้งทาง email และทาง G2K
ผมขอตอบทางนี้เลยนะครับ เพราะคนอื่นๆจะได้อ่านด้วย
คุณฝากความไว้ว่า
"สวัสดี ดร. แสวง รวยสูงเนิน (sawaengkku)
นี่คืออีเมลติดต่อจากผู้อ่าน กรุณาตอบโดยตรงไปยังผู้อ่านนั้น
-----------------------------------------------------------
ชื่อ: ณัฐพล สระสีแสง
อีเมล: [email protected]
หัวเรื่อง: ทำเกษตรอินทรีย์เป็นการทำเกษตรที่ยั่งยืนไหมครับ
ข้อความ:
พอดีผมไปคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าการทำเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
และบอกว่าต้องเป็นเกษตรอินทรีย์+เคมี จึงดีที่สุด
โดยให้ความเห็นว่าเกษตรอินทรีย์นั้น ธาตุอาหารที่เป็นอินทรีย์มีค่าธาตุอาหารหลักน้อย(2-1-1)
แต่ที่ทำกันแล้วได้ผลดีกันนั้นอาจเป็นเพราะพื้นที่นั้นเคยใช้ปุ๋ยเคมีมากจึงตกค้างอยู่ในดิน เวลาเปลี่ยมาเป็นเกษตรอิทรีย์ธาตุที่ตกค้างเป็นจำนวนมากจึงค่อยๆสลายออกมาจึงทำได้ดีกัน แต่ระยะยาวแล้วก็จะไปไม่รอด เพราะธาตุอาหารที่ใส่ในรูปของอินทรียวัตถุนั้น มีค่าธาตุหลักน้อย จึงทำให้ใช้ธาตุอาหารหลักในดินลดลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะไม่ได้ผลผลิตดีเหมือนเดิม อาจต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มอีกมากกว่าปรกติเพื่อแก้ไขธาตุในดิน
ที่ขาดแคลน
ตรงนี้จากประสบการณ์ของอาจารย์เห็นว่ายังไงมั่งครับ เพราะในปัจจุบันเริ่มมีการตื่นตัวกับการตรวจธาตุอาหารในดินก่อนปลูกด้วยอ่ะครับ ทำให้ผลสงสัยว่าการทำเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ใช่การทำเกษตรที่ยั่งยืนเหรอครับ
-----------------------------------------------------------
อีเมลนี้ส่งมาจาก: 58.8.119.67
ผมขอตอบตามความรู้และประสบการณ์ ดังนี้ครับ
- คนที่พูดเป็นนักพูดระดับ "ท่องตำรามาพูด" " อ่านหนังสือมาพูด" หรือ "จำขี้ปากคนอื่นมาพูด" (ไม่น่าจะรู้จริง เข้าใจ หรือ เคยทำเอง) เพราะแค่คำว่า "เกษตรอินทรีย์" ก็ยังไปปนกับคำว่า "ทำเกษตรโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์"
- เกษตรอินทรีย์คือระบบที่พึ่งตนเองได้ และช่วยเหลือผู้อื่นได้ เฉกเช่นเดียวกับ ป่าไม้ที่ไม่ต้องมีใครไปปลูก หรือ ดูแล (ขอเพียงอย่าไปทำลาย) ก็เป็นที่พึ่งของสรรพสิ่งได้แทบทุกเรื่องที่เป็นแบบ "ธรรมชาติ"
- การปรับเปลี่ยนจากเกษตรเคมี เพื่อกลับไปทำเกษตรอินทรีย์ นั้น ต้องอาศัยความเข้าใจ ความพยายาม และปัจจัยนำเข้า เฉกเช่นเดียวกับ การเลิกจากยาเสพติด ที่บางคนบอกว่า "ลำบาก" ทำไม่ได้ ต้องกินยาบางอย่างช่วยพยุง" แบบชั่วคราว
- อาการ "ลงแดง" ของการเลิกยาเสพติด ก็จะปรากฏในการเลิกเกษตรเคมี ที่เราต้องเข้าใจ และเปลี่ยนผ่านให้เร็วที่สุด ที่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความเข้าใจ และความพยายาม "เอาจริง" ขั้นการ "ลงแดง" ก็แทบจะไม่ปรากฏเลย
- ที่ท่านฟังมานั้น ความรู้และความคิดของเขาเข้าไปท่องมา หรือติดยึดกับขั้น "การลงแดง" ก็เลยสรุปว่าต้อง "(ปุ๋ย)อินทรีย์+(ปุ๋ย)เคมี" ที่ผิดพลาดหลายชั้น ดังที่ผมอธิบายตั้งแต่ต้น
- การอธิบายอย่างนั้น ก็เสมือนหนึ่งจะพูดว่าคนจะทำงานได้ดีต้อง "กินยาม้าคลุกวิตามินรวม พร้อมกับข้าว" ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าท่านคิดตามคำอธิบายของผมได้ ท่านก็จะเข้าใจคนที่ "สมมติตัวเองเป็นผู้รู้" และกำลังพล่ามแบบ "ใช้ความรู้ที่เป็นพิษ" แบบไม่รู้ แต่คิดว่าตัวเองรู้ อย่าไปประคารมกับเขา เสียเวลาแบบไร้ค่า ปล่อยให้เขาแก่ตายไปกับความรู้ที่เป็นพิษ และตายไปแบบปากคาบคัมภีร์ โดยไม่เคยทำอะไรให้เป็นประโยชน์สักเรื่อง อโหสิ
ขอให้เข้าใจตามนี้ ถ้าใครไม่เชื่อให้เขาลองทำเอง แล้วเขาก็จะเชื่อเอง
ผมขอยกอุปมาอุปมัย ให้เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้
เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบตามธรรมชาติที่แข็งแรง เหมือนร่างกายที่แข็งแรง ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องกินวิตามิน ไม่ต้องกินยาบำรุงใดๆ เพียงแต่กินอาหารและพักผ่อนตามปกติ ที่ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ (จะไม่ยั่งยืนด้วยเหตุใด)
เกษตรเคมี คือ ระบบฉุกเฉิน เฉพาะหน้า ในส่วนที่ต้องบำรุง แก้ไข ปรับปรุง แม้กระทั่ง "ผ่าตัด" เพื่อให้ดีกว่าเดิม (ถ้าเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริง) แต่ไม่ควรทำทุกวันหรือตลอดไป ที่ทำให้ระบบธรรมชาติทำงานไม่ได้ และสูญหายไป (จึงไม่น่าจะยั่งยืน ถ้าทำตลอดไป)
แม้จะผสมกัน ถ้าไม่รู้จริงก็อันตราย
การผสมกันควรทำด้วยความเข้าใจจริงๆ ไม่งั้นกลับสู่ธรรมชาติจะดีกว่า เพราะทุกปัญหา ธรรมชาติ มีคำตอบอยู่แล้ว ที่อาจต้องอาศัยความเข้าใจ และเวลาบ้าง ที่แตกต่างจากการใช้สารพิษ ที่ได้ผลรวดเร็วแต่เสียหายในระยะยาว
คิดเองทำเอง จะเข้าใจ
คิดแล้วไม่ทำ ก็จะมีแค่ความเพ้อฝัน อยู่กับความไร้สาระ แต่ไม่มีวันเข้าใจ
(แบบที่เป็นกับนักวิชาการปากคาบคัมภีร์นั่นแหละครับ)
เราไม่สามารถบังคับให้ใครเชื่อได้หรอกครับ
ถ้าเขาเชื่ออย่างมั่นใจว่า "กินยาม้าผสมข้าว" แล้วทำให้แข็งแรง ยั่งยืน
ก็ให้เขาทำต่อไป ด้วยตัวเขาเอง
อย่าให้คนอื่นต้องเดือดร้อนด้วยเลย
แล้วเขาจะรู้เอง (ถ้าไม่แก่ตายไปกับความรู้ที่เป็นพิษเสียก่อน)
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ อาจารย์ดร. แสวง รวยสูงเนิน
ชอบที่อาจารย์เปรียบเทียบเรื่องอาการลงแดงมากๆ ครับ เห็นภาพจริงๆ ผมนึกถึงการรักษามะเร็งครับ คนมักจะสับสนเรื่องการใช้เคมีบำบัดกับการรักษาแบบธรรมชาติ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้มีจุดหมายต่างกันและใช้ในสถานการณ์ต่างกัน จะตัดสินว่าอะไรดีกว่านั้นต้องดูปัจจััยแวดล้อมและลักษณะอาการ จะเหมาเอาว่าอันนั้นดี อันนี้เลว ก็ไม่เกิดประโยชน์
ผมเรียนใกล้จะจบแ้ล้ว กลับเมืองไทยหวังว่าจะได้มีโอกาสสวัสดีทำความเคารพอาจารย์ในอนาคตครับ
ขอบคุณมากครับ
วสะ
นี่ก็น่าจะเข้าข่ายที่เจ้าตัวคิดเองว่า " I know what I know." แต่ที่แท้น่าจะเป็น " I don't know what I don't know." เสียมากกว่านะครับ.
อิ อิ อิ
สวัสดี ครับ อาจารย์
ผมเข้ามารดน้ำ ขอพรจากอาจารย์ ในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของคนไทย นะครับ
ด้วยความเคารพรัก
ขอบคุณมากครับ
ผมก็พบความจริงข้อหนึ่งคือ
คนที่รู้น้อยมักคิดว่าตัวเองรู้มาก แต่ คนที่รู้มากจะคิดว่าตัวเองรู้น้อย
แบบกบในกะลาครอบ ฉันใดก็ฉันนั้น ครับ
สวัสดีครับคุณครูแสวง
วันพืชมงคลของปี ๕๓ สัญญาณของการเริ่มฤดูเพาะปลูกของปี ๕๓ จะมาถึงในวันพรุ่งนี้แล้ว
ปี ๕๒ ที่ผ่านมา สิ่งที่พระโคพยากรณ์เอาไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นยังไงบ้างครับ เอาในมุมมองและประสบการณ์ที่พบเจอมาของคุณครูตลอดปี ๕๒ ต่อ ๕๓ ครับ
ปีที่แล้วฝนดีมากครับ
ปีนี้ดูเหมือนจะแล้งมากเลยครับ พฤษภาแล้ว ยังไม่ลงดีๆทั่วๆสักครั้งเลยครับ มีหนักเป็นจุดๆเล็กๆเท่านั้นครับ
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
บางครั้งก็กระผมคิดว่าคงเพราะระบบการศึกษาเราในกระแสหลักนั้น กระผมให้ความเคารพทุกท่านที่เป็นเสาหลักให้บ้านเมือง นำพาชาติออกสู่ทางแห่งปัญญา แต่ที่วิจารณ์กระผมมองในภาพรวมส่วนใหญ่ กระผมมองว่าในหลายสาขามีความจริง 20 % อีก 80% เป็นอะไรที่หาฐานยืนไม่ได้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน (กระผมอาจจะมองผิดก็ได้เป็นความเห็นส่วนตัว) เราแยกส่วนมากเกินไปและไกลออกจากวิถีชีวิตและครูธรรมชาติ หลายครั้งนักวิชาการก็มีลักษณะต่อต้านการปฏิบัติได้หรือสำเร็จก็มี หลายครั้งพอมีคนปฏิบัติได้มากแล้วพอเชื่อว่ามี ก็หันมาสร้างทฤษฎี ขลุกจนวนเวียนๆไปมา สิ่งเหล่านี้วนเวียนๆไปมารอบๆนอกในกระพี้ จนบางครั้งกระผมนึกๆไปมาว่าจะได้อะไรที่มันจริงๆจังและที่มีผลต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม เป็นประจักษ์สักอย่างไหม ที่น่าแปลกใจหัวจักรเหล่านั้นก็ยังทำหน้าที่ลากจูงสังคม มีบทบาทในสังคม และผู้คนในสังคมก็เดินตามล้มหายตายจากและบาดเจ็บมากมาย ซึ่งคนเหล่านี้ก็ยังลากจูงต่อไป ด้วยกิเลส ตัณหาและอุปาทาน จนสุดโต่ง
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
Quoted "ผมได้รับคำถามที่ "สะกิดใจ" ด้านที่มีคนที่ไม่รู้ แต่ชอบแสดงตัวเป็นผู้รู้ แล้วก็พยายามเผยแผ่ความไม่รู้ของตนเอง
ด้วยการใช้ความรู้ที่เป็นพิษ ให้กับคนยังไม่รู้ แต่กำลังเรียนรู้
โดยการใช้ความรู้ที่เป็นพิษเสียด้วย"
This is the first time I see s/o used the word "POISON knowledge" in here.
I did use the word "POISON knowledge" since 1988 in BITNET (at that time internet did not exist)
It has one person in KU use this word in 1995.
He said human compose of 4 type:
1. RUU and CHEE for example our lord (phra buddha chao)
2. RUU but not CHEE for example PUTJAKE buddha
3. not RUU and not CHEE it was 99.99 % of TH persons fall in this category
4. mai RUU tae suak CHEE this is exactly POISON Knowledge and most dangerous to our society.
IMO: Unfortunately 99% of bosses in TH today fall in this category and ruin TH much esp persons in EDU circle of Thailand.
It was our own sin to have bosses that fall in 4th category.
Regards,
zxc555
ครับ
เมื่อสมัยที่ผมเป็นเด็กบ้านนอก อยู่ในชนบทที่โคราช อยู่ประมาณชั้นประถมปีที่ ๕ (ก็ไม่แน่ใจนัก)
พ่อของผมปรารภและสอนผมว่า
"พ่อขออย่างหนึ่ง ถ้าอะไรที่ไม่รู้ อย่าไปชี้ มันอันตราย
เพราะสังคมที่ยุ่งเหยิงตอนนี้มาจากคนที่ไม่รู้แล้วชอบชี้"
ไม่รู้ไม่ชี้ ก็แล้วกันไป ไม่มีอะไร
ผมก็ถือปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา ที่พลาดๆเผลอๆ ก็มีบ้าง แต่จะรีบขอโทษ และถอนคำพูดทันทีที่มีโอกาสครับ
ขอบคุณครับที่มาแลกเปลี่ยน คิดว่าตอนนี้น่าจะอยู่ต่างประเทศนะครับ
Sorry for late reply.
I am busy building Android.
I am in Thailand but I have to type in Eng because I has no ability to type in TH even my Eng is so bad and lower than MS 5 students but I still keep on using it.
Last time I have MS5 test and failed, that why I certify that my Eng is less than MS5 students.
TH people has one disadvantage that cannot accept that they did not know every thing so some time they don't know it but do not have courage to accept that they did not know it.
Regards,
zxc555