เลยได้ความรู้ว่าฝนแล้งจนดินแห้งก็ดีเหมือนกัน ทำให้หญ้าไม่งอก

ปีนี้เป็นปีที่มีฝนค่อนข้างน้อยตั้งแต่ต้นฤดู ตลอดเดือนเมษายน ที่ปกติจะมีฝนต้นฤดูบ้าง กลับตกประปรายบางพื้นที่ แต่ที่นาผมนั้น ฝนไม่มีเลย อย่างมากก็ระดับนับเม็ดฝนบนพื้นดินที่แห้งอยู่เท่านั้น

เพิ่งมีลมพายุพัดต้นไม้ผมหักไปหลายต้น และมีฝนตกบริเวณต้นน้ำเหนือพื้นที่นาผมเล็กน้อย แล้วไหลมาผ่านร่องน้ำข้างนาที่พอจะเก็บกักน้ำได้เล็กน้อย เพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ที่ผ่านมาทำให้ได้น้ำฝนมาช่วยเล็กน้อย

ผมเลยจำเป็นต้องปรับกระบวนการทำนาและจัดการน้ำเกือบไม่ทัน แต่ก็ได้ความรู้ใหม่ในการทำนา

ปีนี้ผมก็ยังหว่านข้าวตามวันมหาฤกษ์ “พืชมงคล” ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม บนดินที่เตรียมกำจัดหญ้าไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งตัด และถอนหญ้ารอไว้แล้ว

หลังหว่านข้าวพันธุ์ใหม่ “กุหลาบแดง”  ๔๐ กก. ต่อ ๑๐ ไร่ และ “หอมนิล” ๒๐ กก. ต่อ ๕ ไร่ ใช้เวลาหว่านทั้งสิ้น ๕ ชั่วโมง โดยเทคนิคการหว่าน “สามนิ้ว”

หลังจากนั้นก็เผชิญความแล้งมาตลอด และสงสัยว่าข้าวที่พอมีแรงงอกจากความชื้นที่มีในดินจะรอดไหม

แต่ผมพบว่าข้าวก็ทนน่าดู บนนาที่มีเยื่อดินจากการไม่ไถ ทำให้ข้าวทนแล้งได้จนมีฝนลงมาช่วยในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ที่ผมทดน้ำเข้านา หลังจากปล่อยน้ำอ่อยปลาไปครึ่งคืน ทำให้เสียน้ำไปบ้าง แต่ก็ได้ปลาตื่นน้ำมาเพียบ

วันนี้นาสามแปลงของผมมีน้ำเกือบพอที่จะกันไม่ให้หญ้างอก เพราะมีแปลงหนึ่งที่น้ำเจาะแจะไม่ท่วมผิวดินทั้งแปลง แต่อีกสองแปลงทดน้ำได้พอดีๆ

ก็เลยได้ความรู้ว่าฝนแล้งจนดินแห้งก็ดีเหมือนกัน ทำให้หญ้าไม่งอก

แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า หลังจากพยายามลดโอกาสไม่ให้มีการขยายพันธุ์ของหญ้าในนามาหลายปีแล้ว ยังจะมีหญ้างอกอีกสักเท่าไหร่

ถ้าฝนแล้งหลังจากฝนตกคราวนี้อีกสักเดือน คงจะรู้ผลกันคราวนี้แหละ

วันนี้ เลยได้บทเรียนเพิ่มว่า ฝนแล้งก็ดี หญ้าจะได้ไม่งอก แต่ถ้าฝนมาก็พยายามเก็บน้ำให้ท่วมนาทันที หญ้าก็จะไม่มีโอกาสงอก หรืองอกน้อยจนแข่งกับข้าวเราไม่ได้

หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

สรุปเบื้องต้นในวันนี้ว่า การหว่านข้าวตามวันมหาฤกษ์ ก็ยังเป็นวันมหามงคลเช่นเดิม ลงตัวมาทุกปี ไม่ว่าสภาพฝนจะเป็นอย่างไร ข้าวก็ยังดูดีอยู่ครับ

เป็นความแตกต่าง แต่ก็ลงตัวอย่างน่าทึ่งจริงๆ ขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ ว่าเป็นเช่นนี้ แล