เราไม่อาจเดินบนเส้นทางสองสายในเวลาเดียวกันได้ เราจึงควรเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เพราะหลงทางนั้นเสียเวลา แต่หลงคุณค่าที่จะเกิดมีสำหรับชีวิต เราจะเสียใจตลอดกาล

วันนี้เป็นวันเสาร์ (1 มีนาคม 2551) .. ชีวิตของผมช่วงนี้คือการตรวจรายงาน รวมคะแนน และตีคุณค่าของเกรดให้กับนักศึกษาว่า คะแนนของพวกเขาควรได้เท่าไหร่กันแน่ หรือ จะต้องติดภาระผูกพันกับผมในภาคเรียนฤดูร้อนนี้

หลังเที่ยง ผมหาเวลาไปเดินดูหนังสือที่ร้านหนังสือประจำตัว คือ สุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ ที่ช่วงนี้ลดราคาหนังสือให้กับสมาชิก 20 %

ผมเดินหาหนังสือของท่านชุติปัญโญ  ผมพยายามเปิดและเลือกดูว่า มีข้อเขียนใดที่สามารถช่วยบรรเทาความรู้สึก และอาจจะเป็นคำตอบให้เพื่อนผมคนหนึ่งได้บ้าง เพื่อนคนนั้นก็คือ คนที่เขียนบันทึกนี้ ... วันนี้ผมได้"เลือก" อีกแล้ว : บนเส้นทางฝันที่ผมก้าวเดิน 

 

ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ... ผมยังไม่มีข้อเขียน หรือ ความคิดที่จะบรรเทาความรู้สึกในบันทึกนี้ได้ ผมจึงเลือกที่จะไม่เขียนอะไรลงไปในกรอบความคิดเห็นนั้น แน่นอน ผมไม่ทราบหรอกว่า ความทุกข์ หรือ ความสุข ที่ต้องเลือกนั้น คืออะไร ...

  • ทุกข์ที่ต้องเลือก
  • ทุกข์ที่ไม่ต้องเลือก
  • สุขที่ต้องเลือก
  • สุขที่ไม่ต้องเลือก

(มีคำว่า "ต้อง" อีกแล้ว .. กลัวท่าน Conductor จะเข้ามาเตือน อิ อิ :)

ผมไม่ทราบ ...

 

แล้วผมก็พบข้อเขียน เรื่อง "เราไม่อาจเดินบนเส้นทางสองสายในเวลาเดียวกัน" ชื่อกินใจดีครับ ของท่าน "ชุติปัญโญ" ในหนังสือ ชื่อ "จะยากอะไร ถ้าอยากให้ใจมีสุข"

 

" ...

ไม่มีการเดินทางใดที่จะยาวนานเท่ากับการเดินทางของชีวิต เพราะการเดินทางที่มีเส้นชัยเป็นเครื่องวัดการไปถึง ผู้เดินตามยังรู้ได้ว่า จะต้องก้าวไปให้ถึงตรงไหน จึงชื่อว่า ถึงจุดนัดพบที่รับรู้กัน

แต่การเดินทางของชีวิตหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทุกก้าวย่างล้วนมีคำถามคอยให้ตอบอยู่ทุกขณะ แม้จะรู้ว่าเส้นชัยของการไปถึงในแง่ของสังขารร่างกายคือ ความตาย แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ชีวิตที่มีอยู่จึงจะรู้สึกเชื่อมั่น

เพราะเมื่อมองวิถีชีวิตของผู้คนที่ดำเนินไปแต่ละขณะ สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ล้วนแฝงไว้ด้วยความสงสัยตลอดเวลา ตั้งแต่อดีตก่อนมาเกิด ขณะที่เกิดมาแล้ว กระทั่งอนาคตที่จะก้าวไปข้างหน้า ทุกความรู้สึกช่างมืดมนเกินกว่าที่จะทำให้สว่างไสวได้ในเวลาอันสั้น

เมื่อชีวิตตกอยู่ท่ามกลางความสับสน สิ่งที่เราต้องแสวงหาให้ตัวเองก็คือ การทำความเข้าใจในชีวิตที่ได้มา และการรู้จักเลือกสิ่งที่สำคัญให้กับตัวเอง เพื่อให้ชีวิตที่น้อยนิดนี้มีความหมายก่อนจะตายไป

เราไม่อาจเดินบนเส้นทางสองสายในเวลาเดียวกันได้ เราไม่สามารถที่จะให้ชีวิตมีสิทธิ์เลือกหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเลือกสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตัวของเราเอง

ยิ่งเวลาที่ใช้เดินทางไปพร้อมกับชีวิตนั้นมีจำกัด เรายิ่งต้องเลือกว่าจะมอบสิ่งใดเป็นกำไรให้กับตัวเราดี ชีวิตที่ได้มาจึงจะมีคุณค่าที่น่าจดจำ เพราะบ่อยครั้งเรามักจะมองออกไปนอกตัว ไกลเสียจนน่าตกใจว่า กำลังตามหาอะไรกันอยู่

ยิ่งการเรียนรู้นั้นอยู่นอกกายและใจมากเกินไป ยิ่งถือว่า เป็นชีวิตที่ไร้อุดมคติในการเป็นอยู่ ประหนึ่งว่า ได้ชีวิตมาแต่กลับปล่อยให้ผ่านไปวัน ๆ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง เป็นความไร้ค่าสำหรับการเกิดของเรา

 

สมเด็จเท็นซิน กยัตโส องค์ทะไลลามะที่ ๑๔ แห่งประเทศทิเบต ตรัสไว้ว่า

"อุดมคติเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตของบุคคล หากปราศจากอุดมคติแล้ว ท่านไม่อาจเคลื่อนไหวสิ่งใดได้ แต่ไม่ว่าท่านจะบรรลุในอุดมคติหรือไม่ หาใช่สิ่งสำคัญ แต่บุคคลต้องทดลอง และทำให้ใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุด"

 

ถ้าเรารู้จักตีกรอบชีวิตอย่างสั้น ๆ แต่ได้สาระ เป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยอุดมคติที่ดีงาม และดำรงอยู่ท่ามกลางความจริงที่ควรใฝ่หา ย่อมทำให้เรารู้ว่า ความจริงของชีวิตนั้น ไม่ได้ต้องการวิธีเรียนรู้ที่มากจนเกินไป แต่อยู่ที่กายกับใจที่คอยประคองร่วมกัน เพื่อค้นหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในชีวิตให้เจอต่างหาก

ทว่าคนเราเมื่อเห็นว่า สิ่งที่มีอยู่น้อยนิด ก็มักคิดว่า สิ่งที่น้อยจนเกินไป ไม่สามารถทำให้ชีวิตมีความสุขได้ เพราะเรามักตั้งเป้าหมายของสิ่งที่ต้องการเป็นความหลากหลายและมีสีสันที่ละลานตา จึงทำให้ใจปลิวว่อนตามสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่ร่ำไป

แต่เชื่อไหมว่า การตามหาสิ่งที่ไกลเกินในวิถี ที่ไม่ใช่ แทนที่จะรู้ว่าคุณค่าแท้จริงนั้นอยู่ที่ใด กลับเป็นว่ายิ่งตามหายิ่งว่างเปล่าจากคำตอบที่ต้องการ รังแต่จะเพิ่มความเหนื่อยล้าเพราะวิธีแสวงหานั้นไร้ความชัดเจน

แต่สำหรับคนที่ฉลาด จะตีกรอบชีวิตให้แคบลงแต่ชัดเจนในวิธีการค้นหาคุณค่ามอบให้ตัวเอง โดยรู้จักตั้งข้อสังเกตว่า ชีวิตนั้นมีกี่อย่าง มีอะไรบ้างที่ควรใช้เวลาให้น้อยที่สุดแต่คุ้มค่ากับการทำความเข้าใจ

คำตอบที่น่าจะใช่ในชีวิต มักจะมาบรรจบที่เรื่องของกายกับใจที่สอดคล้องกันเป็นสำคัญ ซึ่งดูเหมือนเป็นคำตอบให้เลือกที่น้อยนิด แต่ก็เพียงพอที่จะพบคุณค่าที่มาจากภายใน มิใช่เพียงเปลือกที่ห่อหุ้มแต่ไร้แก่นที่ควรจะได้เชยชม

การรู้จักสร้างกายและใจให้สมดุลต่อกัน ดูเผิน ๆ ช่างเป็นความลำบากที่จะประสานกันได้ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะกายกับใจที่เกิดมาร่วมกัน เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันเพียงรูปลักษณ์ของสมมติเท่านั้น

หากมีกายแต่ไร้จิตใจควบคุม กายที่มีอยู่ก็เป็นเพียงสิ่งที่เคลื่อนไหวแต่ไร้ความรู้สึก ส่วนจิตใจที่ไม่มีกายให้อาศัย ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ล่องลอยไปมา แต่ไม่สามารถสื่อสัมพันธ์กับสิ่งใดได้

การสร้างกายกับใจให้สอดคล้องกัน จึงเป็นเรื่องที่สามารถเชื่อมโยงให้เป็นหนึ่งเดียวได้ เป็นเส้นทางสายเดียวกันที่ชีวิตควรทำความเข้าใจ มิใช่มัวแต่หลงพะวงกับสิ่งที่ไร้ค่าแต่ถูกมองว่า จำเป็นเช่นอย่างอื่นที่ผ่านเข้ามา

เพราะเรามักจะคิดว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุขแบบชาวโลกที่หลากหลาย คือ คำตอบที่ใครหลายคนต้องการเป็นภาวะสากลที่ทุกคนให้การชื่นชม ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ เราจึงหลงประเด็นในการเลือกว่าจะให้ชีวิตของตัวเองก้าวไปอย่างไร

ทำให้การเลือกแต่ละครั้ง ตกอยู่ในภาวะที่ห่วงหน้าพะวงหลัง เพราะทุกเส้นทางที่เราปรุงแต่งขึ้นในจินตนาการล้วนสวยหรู และเป็นสิ่งที่คิดว่า จะช่วยเชิดชูตัวเราให้สูงขึ้น พร้อมกับนำไปสู่ความสุขที่น่าจะยั่งยืนต่อไป

ทางเดินที่ควรจะเหลือน้อยจึงถ่างกว้างออกไป แต่เป็นการถ่างกว้างแล้วทำให้เราหลงได้ง่ายขึ้น ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลานานจนเกิดความจำเป็น กว่าจะถึงจุดหมายที่วางไว้เวลาของชีวิตก็เหลือน้อยเต็มทน

ดังนั้น เมื่อรู้จักเรียนรู้ชีวิตอย่างผู้มีปัญญา ก็ต้องรู้จักที่จะถามตัวเองเพิ่มขึ้นว่า จะให้ชีวิตนี้เป็นไปอย่างไร กำไรที่จะเพิ่มเป็นความงอกงามจึงจะเกิดมี มิใช่สักแต่ว่าเลือกทุกอย่างที่ขวางหน้า จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรสำคัญที่สุด และอะไรสำคัญรองลงมา

เพราะชีวิตไม่อาจเดินบนเส้นทางสองสายด้วยเวลาที่สั้นได้ แต่ชีวิตสามารถเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่มีคุณค่าได้ แม้ทางที่เดินอาจจะไม่หลากหลาย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เราค้นพบสมบัติที่ซ่อนอยู่ในระหว่างทางและปลายทางที่ไปถึง

เราไม่อาจเดินบนเส้นทางสองสายในเวลาเดียวกันได้ เราจึงควรเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เพราะหลงทางนั้นเสียเวลา แต่หลงคุณค่าที่จะเกิดมีสำหรับชีวิต เราจะเสียใจตลอดกาล

 

... "

 

ข้อเขียนนี้มีข้อคิดแอบซ่อนอยู่ ขึ้นอยู่กับว่า ท่านจะตีค่าอย่างไรเท่านั้น

ขอบคุณที่เพื่อน กัลยาณมิตร และผู้ผ่านทางแวะมาเยี่ยมเยือนบันทึกนี้

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้นะครับ

บุญรักษา ทุกท่านครับ :)