แม่เฒ่า.....เล่าให้ฟัง.....
รอยยิ้มอย่างปราณี ปรากฏขึ้นบนใบหน้ายับย่นของหญิงชรา
ยามดิฉันกระพุ่มไหว้
สองมือเอื้อมลูบศีรษะดิฉันด้วยความเอ็นดู
รับรู้ถึงการมาเยือนของดิฉันด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ร่างบาง
หยุดมือที่สาละวนอยู่กับการจีบใบพลู
มาขยับนั่งให้เข้าที่เข้าทาง หลังจากทราบว่า
ดิฉันมาขอข้อมูลบางอย่าง
เพื่อเขียนภูมิปัญญาท้องถิ่นเก็บไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับลูกหลานโดยเฉพาะ
เพลงกล่อมเด็ก และการคลอดลูก
เลี้ยงลูกสมัยเก่า
“ สมัยก่อน
เมื่อตั้งท้องเราก็ต้องดูแลกันเอง มดหมอก็ไม่ได้ไปหา
หยูกยาก็ไม่ได้ใช้ใช้เฉพาะยาสมุนไพรตามบ้านที่มีอยู่
ไม่ต้องตรวจท้องกับหมอหลวงมีปัญหาอะไรก็ไปหาหมอตำแย
บ้านเราเรียกว่า “แม่ทาน”
อาหารบำรุงครรภ์ก็ไม่มีเหมือนสมัยนี้เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองตั้งท้องก็ดูแลกันเอง
รับประทานอาหารพื้นบ้าน
เวลาปวดท้องปวดขาท้องคัดท้องแข็งขึ้นมาก็มาตามแม่ทาน
แม่ทานจะรู้และคาดคะเนได้ว่าจะคลอดลูกประมาณเดือนไหนลูกในท้องแข็งแรงมั๊ยอ้วนมั๊ย
ถ้าเด็กในครรภ์ตัวเล็กก็จะแนะนำให้กินอาหารจำพวกเนื้อปลา
ไข่ ให้มากๆ ขึ้น
ลูกก็จะโตขึ้นมาหน่อย แล้วก็แนะนำให้ดูแลตัวเองอย่าอาบน้ำตอนกลางคืน
ออกกำลังกายด้วยการทำงานบ้าน
ลูกจะได้แข็งแรงแม่ก็แข็งแรงเวลาคลอดก็คลอดง่าย
แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยแม่อ้วนมาก
หรือลูกอ้วนมากก็จะคลอดลำบาก”
คุณยายช่วง
นาคพรหม ปัจจุบันอายุ 89 ปี
เคยเป็นหมอตำแยทำคลอดให้เพื่อนบ้านตามละแวกใกล้เคียง
ทั้งในอำเภอพะโต๊ะ และอำเภอหลังสวน
มานับคนไม่ถ้วนเมื่อถามถึงจำนวนเด็กที่ท่านเคยทำคลอดมาท่านก็ตอบว่า
“แม่เฒ่าเริ่มเป็นแม่ทานตั้งแต่อายุ 35 ปี
ประมาณ 30 ปีเต็ม ๆ ที่ช่วยเหลือคนมาตลอด
ถ้าถามว่าประมาณเท่าไร ตอบไม่ได้แต่คิดว่ามากกว่า
100 คนแน่นอนเพราะเมื่อก่อนหนทางลำบาก
ไม่มีรถไม่มีถนนเหมือนเดี๋ยวนี้ต้องโดยสารเรือ , แพ
การที่จะพาคนท้องแก้ใกล้คลอดไปโรงพยาบาลนั้น
ต้องไปถึงโรงพยาบาลหลังสวนหนทางไกลแล้วก็อันตรายก็ต้องคลอดกับแม่ทานเวลาเมียใครลูกใครเจ็บท้องก็มาตามแม่ทานทางเรือเพราะสมัยก่อนใช้สัญจรทางน้ำ
หยูกยาก็ไม่ได้ใช้จะใช้สมุนไพรแทนคลอดแล้วก็ให้แม่อยู่ไฟ
ถ้าท้องแรกก็ให้อยู่ไฟ 9 วัน 9 คืน
ท้องหลัง ๆ ประมาณ 7 วัน 7
คืน”
“การ อยู่ไฟ คืออะไร
และมีวิธีการปฏิบัติอย่างไรค่ะ” ดิฉันถามเพราะสมัยนี้คำว่า
“อยู่ไฟ” ก็คงจะไม่มีใครมากนักที่รู้จัก
“การอยู่ไฟก็คือ
การที่หญิงหลังคลอดจะต้องอยู่ใกล้ไฟตลอดระยะเวลา
7 วัน 7 คืน หรือ 9 วัน
9 คืน เพราะหญิงหลังคลอดใหม่ ๆ นั้น เสียเลือดมาก
อาจจะทำให้หนาวสั่นการอยู่ใกล้ไฟจะทำให้ตัวอุ่นไม่หนาว ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วช่วยขับน้ำคาวปลา
ช่วยให้แผลแห้งเร็วขึ้นด้วย
มีวิธีการอยู่ 2 แบบคือ แบบใช้ก้อนส้าว
แบบใช้ก้อนส้าวก็คือจะก่อไฟได้ตลอดเวลา
แล้วนำก้อนหินขนาดเท่ามะพร้าวลูกเล็กๆ
มาเผาไฟให้ร้อนจนสุกใช้น้ำราดลงบนก้อนหิน
แล้วใช้ผ้าห่อก้อนหินนำมาประคบที่ท้องน้อยไล่ไปเรื่อย ๆ
จนทั่วทั้งท้องถ้าหินเย็นก็นำไปเผาอีก
แล้วนำมาทำเหมือนเดิมจนครบกำหนดวัน
วิธีที่ 2 ก็คือ
แบบย่างทั้งตัว
วิธีการก็คือให้หญิงหลังคลอดนอนบนแคร่ไม้ไผ่ใต้แคร่ก็จะมีเตาไฟซึ่งจะต้องคอยเติมถ่านไว้ไม่ให้ไฟดับ
โดยระวังไม่ให้ไฟลุกเกินไปเพราะจะทำให้ร้อนและไหม้พองได้ดังนั้นคนในครอบครัว
เช่นสามี
พ่อแม่ จะต้องคอยดูแลกันอย่างใกล้ชิดไม่ให้ไฟมอดแม้เวลากลางคืน
เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมียาตำราหลวง แม่บางคนไม่สบายขณะเข้าไฟ หรืออยู่ไฟเรียกว่าไข้หน้าแคร่
แม่เฒ่าก็จะใช้ ข่า ตะไคร้ ขมิ้นอ้อย
(ขมิ้นชัน) กระทือ
กระชาย เครื่องสมุนไพรในครัวนี้แหละ เอาส่วนหัวหรือเหง้าของมันล้างให้สะอาด
ต้ม เคี่ยว ให้กินประมาณ 1 แก้วก็หาย
สมัยก่อนลำบากเรื่องการเดินทาง
ไปหาหมอหลวงก็ต้องดูแลกันเอง
คอยระวังเรื่องอาหารการกินห้ามกินของแสลงเพราะจะทำให้แสลงทั้งแม่และลูก
อาหารทุกอย่างเข้าไปลูกก็จะพลอยได้กินผ่านทางน้ำนม”
“อาหารอะไรบ้างค่ะที่หญิงหลังคลอดกินไม่ได้”
“ก็มีอาหารหมักดอกทุกชนิด เช่น หน่อไม้ดอง
สะตอดอง เอาเป็นว่าทุกชนิดจะห้ามไม่ให้กิน
และก็มีอาหารปักษ์ใต้ เช่น สะตอ เม็ดเหรียง
ผักเหลียง ชะอม ชะเนียง แกงไตปลา
ปลาที่มีเมือก เช่น ปลาไหล
ผลไม้ที่แสลงแผลก็มีทุเรียน ขนุน ส่วนแตงโมกินได้
จะช่วยขับน้ำคาวปลาได้ดี”
แม่เฒ่าหยุดพูดหยิบหมากที่ตำมาใส่ปากเคี้ยวแล้วเล่าต่อ
“บางคนก็แสลงหอมแดงด้วยจะทำให้เลือดตีขึ้น
หนาวสั่นเพราะฉะนั้นถ้าห้ามก็จะไม่กินเข้าไปจะทำให้แก้ไขลำบาก
บางคนทำให้แผลคลอดอักเสบ ลูกปวดท้องปวดสะดือ
สะดืออักเสบก็มี”
“แล้วทำไมคนท้องสมัยก่อนอาบน้ำกลางคืนไม่ได้ค่ะ”
ดิฉันเก็บคำถามนี้ไว้ไม่ไหวเพราะแม่เฒ่าได้บอกไว้ตั้งแต่เริ่มสนทนากันใหม่
ๆ “สมัยก่อนว่าไว้ว่า
ถ้าอาบน้ำตอนกลางคืนจะทำให้ลูกแฝดน้ำในท้องแม่จะมีน้ำเยอะมากลูกจะตัวเล็กไม่แข็งแรง
เลี้ยงยาก แต่ลูกลองนึกดูดี ๆ ซิ
สมัยก่อนคนอาบน้ำในคลองกัน
คนท้องก็อาบน้ำในคลอง จะเดินจะเหินก็ลำบากมืดค่ำมองไม่เห็นไฟฟ้าไม่มี
พลาดพลั้งอาจลื่นหกล้ม
อันตรายทั้งแม่ทั้งลูกโบราณก็เลยมีวิธีการห้ามอย่างนั้น” เหตุผลของแม่เฒ่าน่าเชื่อถือได้ ดิฉันเองยังอดทึ่งในความคิดไม่ได้
โบราณสอนให้คนรู้จักคิดจะบอกกล่าวอะไร ก็บอกใบ้ ไม่ได้บอกกันตรง
ๆ
“ตอนนี้ หนูอยากทราบเรื่อง
อาหารสำหรับแม่หลังคลอดที่ไม่แสลงมีอะไรบ้างค่ะ”
“อาหารหลังคลอดที่กินได้ก็คือ
ผัดเผ็ดหมูพริกไทย น้ำพริกพริกไทยสด
ชาวบ้านเรียกว่า น้ำพริกชุบ แล้วก็ผักที่มีใบเขียว
เช่น ตำลึง ผักบุ้ง ผักหวาน หัวปลี
ส่วนใหญ่ก็จะให้กินอาหารเผ็ดร้อนไปก่อนจะช่วยระบายท้อง
ไม่ทำให้ท้องอืดลูกก็จะไม่ท้องอืดตามช่วยให้ลูกถ่ายขี้เทาหมดเร็วด้วย
แม่ก็มีการขับเหงื่อได้ดี
การกินพริกไทยก็จะทำให้รักษาบาดแผลได้ดีด้วย”
“สมัยก่อน
ลูกได้กินนมจากแม่ทุกคนมั้ยค่ะ”
“ก็ทุกคน
สมัยก่อนไม่มีนมผง นมสำเร็จรูปเหมือนสมัยนี้
ลูกเกิดมาก็กินนมแม่ทุกคนจะเห็นได้ว่า
เด็กสมัยก่อนพูดจาไพเราะ
ว่านอนสอนง่ายกว่าเด็กสมัยนี้เยอะ เด็กสมัยใหม่กินนมวัว
นมควาย พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง”
คุณยายหยุดพูด บ้วนน้ำหมากนิดหนึ่ง
“แล้วถ้าแม่คลอดใหม่ๆ
น้ำนมไม่ไหลจะช่วยยังไงคะ”
“ก็มีอาหารเร่งน้ำนม
จะช่วยให้น้ำนมไหลดีขึ้น
แล้วก็มีวิธีการนวดรั้งเต้านมเพื่อกระตุ้นให้น้ำนมไหล
อาหารเร่งน้ำนมก็มี
หัวปลีกล้วยน้ำว้าต้มกะทิช่วยเร่งน้ำนมได้ดีมากคนสมัยก่อนก็กินกันทุกคน
หรือต้มขาหมูจะช่วยเร่งน้ำนมได้เช่นกันแม่เฒ่าก็เห็นคนสมัยก่อนมีน้ำนมเพียงพอ
ให้ลูกกินกันทุกคนลูกก็สมบูรณ์แข็งแรงดี
ไม่ค่อยเจ็บป่วยไม่มีโรคภูมิแพ้เหมือนเด็กสมัยนี้
น่าแปลกมากที่คนสมัยนี้บอกว่าน้ำนมไม่ไหลลูกไม่พอกินต้องให้ลูกกินนมผงแทน”
“แล้วถ้านมคัดแข็งเจ็บปวดมากจะทำอย่างไรคะ”
"ก็ต้องดูที่สาเหตุ ว่ามาจากอะไร
อาจปล่อยให้ลูกหลับนานเกินไปไม่ปลุกให้ลูกกินนมก็จะทำให้นมคัด
เจ็บปวดมากหรือ
แม่บางคนก็ปล่อยให้ลูกกินนมข้างเดียวไม่ให้ลูกดูดนมสลับกันทั้งสองข้าง
จะทำให้เต้านมอีกข้างที่ลูกไม่ค่อยได้ดูดคัดตึง
ปล่อยนานไปจะทำให้ท่อน้ำนมอุดตันอักเสบได้
แม่เฒ่าก็จะบอกให้เขาบีบไล่เบา ๆ จากเต้านมลงมาที่ลานนม
หัวนม
โดยจะให้บีบน้ำนมทิ้งสักครู่อาการเจ็บคัดตึงเต้านมก็จะหายไปเอง” ดิฉันนึกถึงตัวเองตอนให้นมลูกอาการเจ็บคัดตึงของเต้านมมีให้แก้ปัญหาอยู่บ่อย
ๆ
“อีกวิธีหนึ่ง ที่คนสมัยเก่าใช้ก็คือใช้หวีซี่ห่าง ๆ
มาหวีกดไล่จากเต้านมด้านบนลงมาสู่หัวนม หวีไปเรื่อย ๆ 4 –
5 ครั้ง
ซี่หวีจะไปสะกิดท่อน้ำนมที่อุดตันอยู่ให้ไหลออกมา
น้ำนมจะพุ่งออกมาจนรู้สึกร้อนวูบวาบ
จากนั้นก็บีบให้น้ำนมไหลจนอาการคัดของเต้านมทุเลาลง”
“มีอีกวิธีหนึ่งที่คนสมัยเก่าใช้ คือ
จุดไฟด้วยกระดาษใส่ลงในแก้ว (แก้วน้ำดื่มขนาดปกติ)
แล้วนำมาครอบที่เต้านมจะช่วยดูดน้ำนมให้ไหลออกมาได้เช่นกัน
แต่วิธีที่ดีสุดก็คือให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ
และดูดสลับกันทั้งสองข้าง คนสมัยก่อนถือว่า
น้ำนมข้างซ้ายแทนน้ำ น้ำนมข้างขวาแทนข้าว
เพราะฉะนั้นจะต้องให้ลูกดูดทั้งสองข้างในแต่ละมื้อ”
“แล้วคนสมัยนี้
พูดว่าน้ำนมไม่ไหลลูกไม่พอกินต้องใช้นมผสมแทนแม่เฒ่าคิดว่ามีสาเหตุมาจากอะไรค่ะ”
“ก็อาจมีหลายสาเหตุ อาจจะไม่ค่อยให้ลูกดูดนม
น้ำนมก็เลยไม่ถูกกระตุ้นนมก็ไม่ไหลการให้กินนมจะต้องให้ลูกกินบ่อย ๆ
ถี่ๆ น้ำนมก็ถูกสร้างออกมาเองโดยอัตโนมัติ
หรือบางทีแม่ให้ลูกกินนมผสมร่วมไปด้วย
เพราะเชื่อคำโฆษณาว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ อยากให้ลูก
สูงโต เหมือนฝรั่งมังค่า ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ก็ตัวเล็ก
เด็กก็จะติดใจรสชาตินมผสมเพราะหวานมันกว่านมแม่
เด็กก็เลยไม่กินนมแม่ นานเข้าน้ำนมก็ไม่ไหลเลย”
ดิฉันพยักหน้าหงึก ๆ หลายคนมีปัญหาเช่นนี้
โดยเฉพาะแม่ยุคใหม่ที่ห่วงสวยไม่ให้ลูกกินนม
เพราะกลัวเต้าจะยาน เฮ้อ! ไม่ทราบหรืออย่างไรนะว่า
เนื้อหนังมังสายังไง ๆ
ก็ไม่มีวันต้านทานแรงโน้มถ่วงแรงดึงดูดของโลกได้
หลายคนจึงพลาดหน้าที่หนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตนั่นคือ
หน้าที่สร้างสานสายใยแห่งรัก หน้าที่ที่จะต้องเสียสละเลือดเนื้อจิตวิญญาณ
และหัวใจ ยินยอมให้ลูกดูดนมจากอก เพื่อรังสรรค์ ชีวิตน้อย
ๆ ให้เติบใหญ่ น้ำนมจากอกแม่ เป็นสิ่งที่มีค่า
เป็นมงคลสูงสุดในชีวิต ที่ลูกทุกคนภูมิใจหนักหนา
เมื่อเติบใหญ่ขึ้นและรู้ตัวเองว่า
“เติบโตมาด้วยน้ำนมแม่”
ทำไม...ผู้หญิงบางคนจึงตัดสายสัมพันธ์
แห่งรักไปอย่างไม่รู้คุณค่า...
ดิฉันแอบถอนใจนิดหนึ่ง ก่อนจะถามคำถามสำคัญ
"แม่เฒ่าคิดว่า
นมผงสำหรับเลี้ยงทารก กับนมแม่
อย่างไหนดีกว่ากันคะ” แม่เฒ่า หยุดเคี้ยวหมากนิดหนึ่ง
หันมามองหน้าคนถามแล้วยิ้ม
“ฟังนะลูก...นมวัวนมควายก็มีไว้สำหรับลูกวัวลูกควาย
นมคนก็มีไว้สำหรับลูกคน.. แล้วลูกคิดว่า
นมคนกับนมวัว อย่างไหนดีกว่ากันล่ะ”
“ก็นมคนซิค่ะ”
ดิฉันตอบโดยไม่ลังเล ในฐานะของคนเป็นแม่
และเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองมาแล้วมีความรู้สึกเชื่อมั่นและศรัทธาว่านมคนจะต้องดีกว่าแน่นอน
และอีกฐานะหนึ่ง ก็คือ
อาสาสมัครสาธารณสุขที่อยู่ในโครงการสายใยรักกองทัพนมแม่
ร่วมรณรงค์ให้ชาวบ้านเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ความรู้สึกที่ตอบ
เลยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น
“ใช่ลูก แม่เฒ่าไม่รู้หรอกเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ
แต่แม่เฒ่ารู้ถึงคุณค่าทางจิตใจ ทางสายสัมพันธ์
ว่านมคนจะต้องดีกว่าแน่นอน
คนสมัยก่อนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะไม่ค่อยมีปัญหาในการเลี้ยงลูก
เพราะนมแม่ย่อยง่ายไม่เหมือนนมผสม
จะเห็นเด็กเดี๋ยวนี้มีปัญหาเรื่องท้องอืด อาหารไม่ย่อย
ท้องผูก เจ็บป่วยบ่อย ๆ เพราะกินนมผสม”
“แล้ว เมื่อก่อนถ้าเด็กปวดท้อง
ท้องผูก เด็กบอกไม่ได้ เราจะทำอย่างไรคะ
แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าเด็กปวดท้อง”
“เด็กจะร้องไห้ไม่หยุด มือเท้ากำแน่น เกร็ง
ท้องแข็งเป็นดาน หรือท้องขึ้นอืด
เราก็เคาะท้องเด็กดู
จากนั้นจะใช้ยาสมุนไพรใบกะเพรานี่แหละ เด็ดยอดมาสักหนึ่งกำมือ
เล็ก ๆ ขยี้น้ำใส่น้ำเล็กน้อย
ใส่ปูนแดงกินหมากเท่าหัวแม่มือ
หลังจากนั้นขยี้ให้เข้ากันจนเป็นน้ำ
เอากากทิ้ง เอาน้ำที่ได้
ทาท้องให้เด็กลูบเบาๆ สักพักไม่เกินห้านาที เด็กจะ
หยุดร้อง ท้องก็ไม่อืดอีกไม่ต้องกินยาตำราหลวง”
แม่เฒ่ายิ้มด้วยความปราณี
แล้วพูดต่อ“แม่เองก็ต้องคอยระวัง เรื่องอาหารการกินด้วย
ในระหว่างการให้ลูกกินนมก็ไม่ควรกินของหมักของดอง
เหล้ายา ถ้าลูกท้องผูกแม่ก็ต้องกินผักเยอะ ๆ
ลูกก็จะย่อยง่ายไปเอง
การเป็นแม่คนไม่ใช่แค่อุ้มท้องแล้วก็คลอดลูกเท่านั้นจะกินจะนอนก็ต้องคิดถึงลูกก่อนในชีวิตหนึ่งของแม่ก็จะคอยดูแลปกป้อง
อบรมเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี แม้ลูกจะเติบใหญ่เพียงใด
สายตาของแม่ที่มองลูกก็เหมือนลูกยังเด็กยังเล็กอยู่
แม้แม่จะแก่เฒ่าไร้เรี่ยวแรง
สองมือของแม่ก็ยังคิดที่จะปกป้องลูกอยู่เสมอ
ในช่วงชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลูก
ในจิตสำนึกแล้วภาระหน้าที่ของแม่จะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อสิ้นลมหายในของแม่เท่านั้น!”
ดิฉันกลืนก้อนสะอื้น แห่งความตื้นตันใจไว้ในอก
สายตาฝ้าเลือนของหญิงชราที่ประสานสายตากับดิฉันนั้นเปี่ยมไปด้วยความกรุณา
คำพูดซื่อๆ แทนใจของแม่ทุกคนจากปากของหญิงชราลึกซึ้งกินใจ
จนยากที่จะบรรยายได้ ดิฉันไม่อาจที่จะชั่งน้ำหนักได้ว่า
แม่คนหนึ่งที่ มีการศึกษาแค่ ป. 4
กับแม่ที่มีปริญญา ใครจะถอดใจรักลูกได้ดีกว่ากัน
แต่ที่แน่ ๆ
นั้นดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าแม่ทุกคนย่อมรักลูกแน่นอน
ภาพของหญิงชราตรงหน้า
สะท้อนชีวิตของหญิงคนหนึ่ง
ที่เกือบครึ่งชีวิตทำหน้าที่คลายทุกข์
ให้กับผู้หญิงนับร้อยชีวิตยามที่จะคลอดลูกผู้ซึ่งทำหน้าที่ช่วยปลอบโยนให้ผู้หญิงคลายความเจ็บปวด
หวาดกลัว ยามที่จะก้าวย่างเข้าสู่การทำหน้าที่ “แม่”
อย่างเต็มตัว คนแล้วคนคนเล่า
ที่แม่เฒ่าคนนี้ใช้สองมือประคองศีรษะน้อย ๆ
ออกมาจากอุ้งเชิงกรานของแม่
บัดนี้
สองมือนั้นแห้งเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง ผมสีดอกเลา
ดูหม่นเก่า และซีดจาง หากแต่สายตาที่ฝ้าเลือนนั้น
ฉายแววแจ่มจรัสด้วยความเมตตาปราณียามถูกถามถึงเรื่องราวหนหลัง
ผู้หญิงคนนี้ผู้ที่ถูกเรียกว่า “แม่ทาน” ดิฉัน
เก็บรายละเอียดของความรู้สึกในตอนนั้น มาเขียนถ่ายทอด
ให้กับผู้อ่านได้ไม่หมด มันเต็มตื้น ปลื้มใจ
อิ่มอกอิ่มใจ และภาคภูมิใจในเวลาเดียวกันในชีวิตนี้
ไม่น้อยใจที่เกิดมาเป็นผู้หญิงผู้ที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่าช้างเท้าหลัง
ผู้ที่ธรรมชาติมอบภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้ชนิดที่ว่า
ช้างเท้าหน้าไม่เคยรู้ซึ้งถึงภาระนี้เลย
เป็นครั้งแรกที่รู้ซึ้งถึงคำว่า ตื่นก่อน นอนทีหลัง
ไม่ใช่แค่ภาระหน้าที่แต่มันเป็นความตระหนักจากข้างในมากกว่าน่าแปลก ที่สังคมพึ่งจะให้สิทธิผู้หญิง
ให้เท่าเทียมผู้ชาย (เมื่อถูกเรียกร้อง)
แต่ดิฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมจึงต้องเรียกร้อง
ในเมื่อผู้หญิงและผู้ชาย
ต่างก็มีหน้าที่มีสิทธิความเป็นคนเหมือนกัน
แต่ภาระต่างกันเท่านั้น ถ้าต่างคนต่างก็ทำหน้าที่
ให้ดีที่สุดปัญหาใด ๆ ก็คงจะไม่เกิดขึ้น
แต่ถึงอย่างไรก็เถอะ ดิฉันภูมิใจที่เกิดมาเป็นผู้หญิง!
เพราะชีวิตนี้ ดิฉันได้มีโอกาส ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่
มีโอกาส ได้รับรู้ถึงความรู้สึก
และจิตใจของแม่ยามที่ลูกดื่มนมจากอกว่ามีความรู้สึกเช่นไรหลายคน
เคยพูดว่า ผู้หญิงสวยที่สุดในตอนแต่งงาน
ดิฉันอยากตะโกนให้โลกรับรู้ว่า ไม่ใช่หรอก
ผู้หญิงสวยที่สุด อ่อนโยนที่สุด มีเมตตาที่สุด
และเป็นผู้หญิงจริง ๆ ก็ตอนให้ลูกดื่มนมจากอกนั่นเอง
แล้วผู้หญิงที่ได้อ่านด้วยรักเล่มนี้ ค่ะ
คุณสวยที่สุดแล้วหรือยัง ! “แม่
ความหมายอันยิ่งใหญ่
เมื่อมีใครสักคนเรียกหาและภาระหน้าที่
ของแม่ก็ไม่มีวันสิ้นสุด
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่”
เสียงแม่เฒ่ายังแว่วเข้ามาในห้วงสำนึก
คืนนี้ดิฉันหลับตาลงช้า ๆ
เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของลูกยามหลับสนิท
เปรียบเสมือนหนึ่ง
เสียงเพลงกล่อมนอนของเทพเทวดาที่ช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจเป็นสุข
แช่มชื่น
สัญญากับตัวเองว่าจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม
และชีวิตนี้จะขอสร้างคุณงามความดีเพื่อทดแทนคุณค่าน้ำนมของแม่
ดิฉัน เผลอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ
แล้วถอนใจด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุขรอยยิ้ม และ
แววตาปราณีของแม่เฒ่า
ลอยเด่นเข้ามาในห้วงภวังค์
ยามหลับลงคืนนี้ในฝันอันสลัวลางของดิฉัน
รู้สึกคล้ายกับว่าตัวเอง เล็กลงเล็กลง...และกลายเป็นทารกที่กำลังลืมตาดูโลก
ดิฉันลืมตาโพลง ด้วยความตื่นเต้นสายตาประสานกับดวงตาอ่อนโยนคู่หนึ่งที่ยื่นมือมารับศีรษะดิฉัน
แม่เฒ่า...!
ใช่สินะ แม่เคยบอกว่า.....สองมือคู่นี้
ก็คือสองมือที่เคยรับศีรษะดิฉัน เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว
นั่นเอง !
บทความส่วนหนึ่งจากเอกสารประกอบการประกวด อสม. ดีเด่น
สาขาเอดส์ในชุมชน ระดับประเทศของ คุณ นิภาพร พัฒนาขา
ที่ทีมงานอ่านแล้วไม่อยากเก็บไว้คนเดียว ขอนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
และขอแสดงความยินดีกับรางวัล อสม.ดีเด่น สาขาเอดส์ในชุมชน ระดับประเทศ
ที่คุณนิภาพร พัฒนาขา ได้รับ เมื่อปลายปี 52
ที่ผ่านมา
ขอบคุณคุณนิภาพร พัฒนาขา ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ
และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรผลงานดี ๆ ในสังคม
ขอบคุณค่ะ
อ่านบทความนี้แล้วทำให้มีความรู้เกี่ยวกับการคลอดของคนสมัยก่อน
การคลอดระหว่างแม่ทานกับหมอหลวง มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ
“แม่ ความหมายอันยิ่งใหญ่ เมื่อมีใครสักคนเรียกหาและภาระหน้าที่ ของแม่ก็ไม่มีวันสิ้นสุด ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่”
ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกท่านค่ะ
สวัสดีค่ะ
ชอบค่ะ อ่านแล้วดีมากๆ นมวัวเลี้ยงลูกวัว นมคนเลี้ยงลูกคน เลี้ยงผิดนมลูกคนนิสัยเหมือนวัว (น่าจะอย่างนั้น)
ขอบคุณนะค่ะที่นำมาเผยแพร่ให้อ่านกันต่อๆ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งจากใจของคุณนิภาพร พัฒนาขา ที่เรียบเรียงไว้ในหนังสือด้วยรักคะ
ขอชื่นชมทีมงาน รวมทั้งอสม.คนเก่งนะคะ
ปรบมือให้ดังๆเลยค่ะ
ให้คุณยายช่วง นาดพรหมอยูกับลูกหลานนาน ๆนะครับ