ทำให้คนไทยส่วนใหญ่พูดไม่ออก ฟังไม่รู้เรื่อง อ่านไม่เข้าใจ
เมื่อวันก่อนมีมิตรรักถามครูอ้อยว่า...ตัวเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ
ช่วยวิเคราะห์หน่อยสิว่า...ทำไมนักเรียนไทยจึงเรียนภาษาอังกฤษตั้งหลายปี
แต่ไม่ประสบกับความสำเร็จ
ครูอ้อยบอกเธอว่า...ว่างๆจะเขียนให้
พอดีวันนี้ครูอ้อยเข้าเรียนหาข้อมูลการทบทวนวรรณกรรม
จึงไปพบข้อความนี้ดีมาก
จึงนำมาลงในบันทึกนี้ด้วย
สาเหตุที่ทำให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จ
ทำให้คนไทยส่วนใหญ่พูดไม่ออก ฟังไม่รู้เรื่อง
อ่านไม่เข้าใจและเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้
มีดังนี้
1. มีความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า ตนเองมีไวยากรณ์ที่ถูกต้องและเพียงพอแล้ว
แต่ความเป็นจริงคือ ไวยากรณ์ที่มีอยู่อาจจะไม่ถูกต้อง ไม่เพียงพอ
หรือมีไวยากรณ์เพียงพอแต่นำมาใช้ไม่เป็น
2.
ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ใช้วัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษไม่มีคุณภาพพอและไม่สามารถชี้นำให้นักศึกษาเรียนรู้เนื้อหาของการที่จะนำไปใช้ในการพูดการเขียนได้จริง
ทำให้นักเรียนเข้าใจผิดว่า
ตนเองรู้ภาษาอังกฤษโดยการตีความจากคะแนนสอบที่ออกมา
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ระดับคะแนนที่สูงมิได้เป็นตัวสะท้อนถึงความรู้ในการใช้ภาษาอังกฤษเลย
เพราะมาตรฐานที่ใช้ประเมินยังไม่มีคุณภาพ
3. จากอดีตที่ผ่านมา
การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยไม่เคยมีการสอนสำเนียงและวิธีการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง
ทำให้เมื่อพูดแล้วฝรั่งฟังไม่รู้เรื่อง
สาเหตุที่สอนไม่ได้เพราะผู้สอนเองก็ไม่รู้วิธีการออกเสียงที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน
4. ไม่มีการสอนให้คิดอย่างเป็นระบบ
และจูงใจคนฟังได้ ทำให้ในขณะที่พูดกับชาวต่างชาติ
นอกจากสำเนียงจะฟังลำบากแล้ว เนื้อหาที่พูดยังไม่ชัดเจน ไม่น่าสนใจ
และไม่น่าเชื่อถือเพราะไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนในสิ่งที่พูด
ในการเขียนก็เช่นเดียวกัน สังคมตะวันตกเน้นเหตุและผลเป็นหลัก
การเขียนประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลมาสนับสนุน
หรือไม่มีการหักล้างประเด็นของฝ่ายตรงข้ามว่า
อีกฝ่ายไม่มีเหตุไม่มีผลตรงจุดใด ถือว่าเป็นการยกประเด็นที่ฟังไม่ขึ้น
หรือเป็นการโต้เถียงไปอย่างน้ำขุ่น ๆ
5. ไม่มีการสอนให้สร้างมโนภาพ
เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ต้องใช้มโนภาพเข้ามาเกี่ยวข้องในทุก ๆ
ส่วน ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียน ดังนั้น
การไม่มีมโนภาพจะทำให้การเรียนรู้ช้าและไม่เป็นระบบ
6. ไม่มีการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษมากพอ
หรือศัพท์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน หรือสอนในลักษณะ Collocation
เพื่อใช้เน้นเรื่องในการถ่ายทอดแนวความคิดออกมา
7. มีความเชื่อที่ผิด ๆ ว่า “ถ้าอยากพูดภาษาอังกฤษได้
จะต้องไปเรียนสนทนาภาษาอังกฤษ” การจะเรียนสนทนาภาษาอังกฤษนั้น
ควรเรียนเมื่อเราพอมีพื้นฐานในด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องในระดับหนึ่ง
และมีคำศัพท์เพียงพอในการพูดเสียก่อน
การเรียนสนทนาตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อฝึกพูดภาษาอังกฤษเป็นการเสียเวลา
เพราะชาวต่างชาติมีวัฒนธรรมที่ว่า
หากแก้ไขภาษาใครถือว่าเป็นการเสียมารยาท
จึงพยายามเข้าใจในสิ่งที่เราพูดอยู่เสมอ
ทำให้ผู้เรียนเข้าใจผิดว่าสิ่งที่พูดนั้นถูกต้อง
และต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้และซึมซับการใช้ภาษาที่ถูกต้องจริง ๆ
ดังนั้น การเรียนสนทนาภาษาอังกฤษควรเรียนเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย
มีความชำนาญในการพูด
และไม่เก้อเขินเมื่อต้องพูดคุยกับชาวต่างชาติ
แค่นี้คงจะสรุปได้แล้วนะคะว่า ...เพราะอะไร..สาเหตุที่ทำให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จ
ครูสอนเน้นให้ ฟัง พูด อ่าน เขียน ได้ ก็จะโดนผู้ปกครอง ด่าอยู่ดี ว่าสอน อะไร แบบนี้มันเอาไปสอบ ent' ได้เลย
ผมจึงคิดว่าต้องแก้ข้อสอบ ent' ก่อน
สวัสดีค่ะน้องวีร์ วีร์
ขอบคุณค่ะ
เพราะ..คนไทยไม่ค่อยพยายาม...ไม่ตั้งใจจริงค่ะ
เห็นด้วยกับคุณครูอ้อยทุกอย่างที่กล่าวมาครับ
เหตุผลอีกอย่างหนึ่งผมว่าครูไทยขาดประสบการณ์การเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมจริง ผมหมายถึงการมีโอกาสใช้ชีวตในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษโดยตรง โดยเฉพาะครูอนุบาล ประถม หรือมัธยมครับ มีส่วนน้อยได้มีโอกาสไปสัมผัสชีวิตในต่างประเทศหรือมีโอกาสศึกษาในต่างประเทศ ที่ผมเขียนอย่างนี้เพราะผมคิดว่าการเรียนภาษาต้องฝึกตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ ดังนั้นการศึกษาขั้นพื้นฐานมันเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ครูต้องมีคุณภาพก่อน ถึงจะสอนเด็กให้เก่งได้ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ดูถูกนะครับ เพียงแต่จะโยงไปถึงเรื่องที่รัฐบาลกำลังทำอยู้ในตอนนี้ ผมว่ามันไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด รัฐบาลพัฒนาเฉพาะครูในระดับอุดมศึกษา เช่นการใ้ห้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ กลับมาก็มาพัฒนาเด็กที่โตแล้วซึ่งถูกป้อนไปจากมัธยมของเรา เด็กที่เรียนภาษาอังกฤษกับเราไป เราต้องยอมรับว่าเราเองก็ไม่ได้พูดสำเนียงบริติชหรืออเมริกันชัดเจนเหมือนเจ้าของภาษาเขาใช่ไหมครับ ดังนั้นเด็กรับจากเราไปมันก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด เช่น accent, stress, intonation, final sound, expression อะไรทำนองนี้ ดังนั้นเวลาที่เด็กเข้าไปเรียนนระดับมหาวิทยาลัย โอกาสที่จะช่วยขัดเกลาให้เขาพูดชัดถ้อยชัดคำเหมือนเจ้าของภาษามันก็มีบ้าง เช่นในส่วนของเอกวิชาภาษาอังกฤษ ผมยอยากให้รัฐบาลคิดใหม่ทำใหม่ โดยให้ทุนกับครูที่สอนในระดับอนุบาล ประถม หรือมัธยมซึ่งเป็นการศึกษาระดับพื้นฐานจริงได้ไปศึกษาต่างประเทศบ้าง ได้ไปรู้ไปเห็นหลักและวิธีการสอนใหม่ ๆ และนำมาปรับใช้กับเด็กบ้านเรา ถ้าทำได้มันก็จะเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ที่ผมเขียนอย่างนี้เเพราะผมประสบมากับตัวเองครับ สอบได้คะแนนโทเฟลสูงพอที่จะมาเรียนอเมริกาได้ แต่ปัญหาคืออะไรครับ ก็คือปัญหาการสื่อสารกับเจ้าของภาษานี่แหละครับสำครับเหนือสิ่งใด พูดกันคนละเรื่อง ซึ่งต้องปรับใหม่สำเนียงใหม่และก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรเหมือนกัน การสอนภาษาอังกฤษที่อเมริกาเขาสอนแจกรูปคำชัดเจนเหมือนเราสอนภาษาไทยไม่มีผิด มีอะไรที่น่าสนใจและน่าคิกมากมายครับ
ขอบคุณครับ
ธวัชชัย
สวัสดีค่ะ คุณ ธวัชชัย เนตินิธิัฒนพงศ์
ขอบคุณมากค่ะที่ให้ข้อคิด แต่ เอ ครูอ้อยจะติดต่อกลับไปได้อย่างไรนี่
สวัสดีครับ
ขออนุญาตเพิ่มเติมครับ
ผมว่าส่วนหนึ่งมาจากวัฒนธรรมด้วยครับ
1. เรียนแล้วไม่ได้นำไปใช้
2. คนไทยไม่ชอบการแสดงออก
3. วัฒนธรรมของการเคารพผู้อาวุโส ครูเป็นผู้ถ่ายทอด นักเรียนเป็นผู้ฟัง (สื่อสารทางเดียว) เด็กจึงฟังครูพูดอย่างเดียว
4. คนไทยกลัว "เสียหน้า" ถ้าพูดผิด ดังนั้น ไม่พูดเสียดีกว่า
แวะมาอ่านค่ะ
มีหลายสาเหตุค่ะ
พูดไม่ได้ เพราะขี้อาย ไม่กล้า ไม่มั่นใจ
เรียนรู้คำศัพท์น้อย ไวยากรณ์ยังไม่แน่น
มีความสุขมากมายนะคะ พี่ครูอ้อย
สวัสดีค่ะท่านผอ....small man~natadee
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะน้องสาว @..สายธาร..@
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ พฤ. 23 ต.ค. 2551 @ 17:48
895806 [ลบ]
ขอบคุณครับพี่อ้อย
บังเอิญตอนนี้ทำ Thesis เกี่ยวกับการฝึกอบรมการสอนภาษาอังกฤษ หรือที่เรียกว่า in-service training ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่บ้านเราอยู่ เพราะเห็นว่าทั้งอบและรมกันเหลือเกินแต่คะแนนเอ็นทีและโอเน็ตก็ลดลงทุกปีๆ ครับ เพิ่งกลับไปเก็บข้อมูลเมื่อวัมเมอร์ที่ผ่านมานี้เองครับ ผมพยายามหางานวิจัยที่้บ้านเราเพื่อมาใช้้ในการทบทวนวรรณกรรม เลยมาเจอเว็บที่น่าสนใจของพี่อ้อย บอกตรง ๆ ว่ามีประโยชน์มากต่อครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ช่วยให้ครูได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน
สวัสดีค่ะ น้องชาย
ครูอ้อย ขออนุญาตลบ อีเมล์ ของน้องนะคะ แล้วจะได้ไปพูดคุยในอีเมล์ ...นะคะ ขอบคุณค่ะ
ส่วนมากเรียนเพื่อเอาคะแนนเวลาสอบ ไม่ใช่เรียนเพื่อใช้งาน ถ้ามีโอกาสได้สัมผัสกับศูนย์แปลจะพบว่า นักเรียน นักศึกษาที่ว่าได้คะแนน A หรือ 4 ไปจ้างแปลงาน หรือแม้แต่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ รายไหนรายนั้นต้องจ้างแปลทั้งนั้น
ถ้าถามพวกนี้ว่า เขาเรียนเก่งอย่างนี้ ทำไมไม่แปลเอง เขาจะบอกว่า มันคนละแบบ สอบเสร็จก็เอาคืนอาจารย์หมดแล้ว เข้าหม้อหมดแล้ว
หรือแม้แต่บรรดาผู้ที่จบโท จบเอก อย่างมากก็แค่ว่ามีใบประกาศว่าจบในสาขาพวกนั้นเท่านั้นแหละ จะมีสักกี่คนที่รู้ใช้งานได้ นี่คือ
สัจจธรรมของการเรียนการสอนในไทยแท้ๆ ที่ไม่มีใครยอมรับความจริงข้อนี้กัน และไม่มีปัญญาแก้กัน อีกร้อยปี พันปีมันก็แค่นี้แหละ
ยิ่งตอนนี้สื่อโทรทัศน์ วิทยุพากันประโคมส่งเสริม และล้างสมองคนไทย ทั้งรุ่นมีอายุแล้ว และรุ่นเกิดใหม่ ช่องไหนๆต่างก็พากันประโคมเรื่อง ดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกร หมอดู Chef นักกีฬา ก็คอยดูว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ต่อไปจะมีคนรู้วิชาการที่ยากๆ หรือศาสตร์ต่างๆ ที่จะเอาไปวัดหรือเทียบเคียงกับต่างชาติเขาได้แค่ไหน คนไทยจะได้อายต่างชาติเขาแค่ไหน
แม้จะสอบแข่งขันโอลิมปิกได้เหรียญทองมามากมาย แต่มีใครแสดงออกในความยินดีปรีดาแบบ นักกีฬาเหรียญทอง มีมั๊ย อย่างมากก็มีคนไม่กี่คนเอง แม้แต่ข่าวผ่านสื่อก็แทบไม่มี แล้วคนรุ่นใหม่เขาจะไปสนใจตั้งหน้าตั้งตาเรียนไปทำไหม สู้มุ่งหน้าเป็นดารา นักแสดง นักร้อง นักกีฬา อะไรพรรค์นั้น จะไม่ดีกว่าเหรอ เรียนไปก็หนักหัวเปล่าๆ ไม่เชื่อก็รองออกแบบสำรวจเด็กๆดูว่า เขาอยากจะเป็นอะไรแน่ นักร้องเอย ดาราเอย หรือแม้แต่กระเทยก็ยังมีสิทธิดังกว่านักวิชาการเสียอีก มีหน้ามีตามากกว่า แถมดังมากๆพรรคการเมืองเชิญลงสมัครเลือกตั้ง แต่ก้อนิจจา ประชาชนคนไทย ก็อุตส่าห์เลือกพวกนี้เข้ามาจนได้ ตรงนี้ก็เพราะอิทธิพลของสื่ออีกนั่นแหละ เป็นเครื่องล้างสมองให้เห็นผิดเป็นชอบ ทั้งนี้ก็เพราะ อะไรเสียอีก เป็นเพราะการเรียนกาสอนของไทยเรา เรียนเพื่อเอาคะแนนให้ผ่านๆไปเท่านั้นเอง ความถูกผิด ดีชั่วถึงไม่ค่อยจะได้รู้จักกัน อย่างนี้เป็นต้น แล้วมันเป็นความผิดของใคร รัฐบาลก็งูๆปลาๆ ไม่ว่ายุคไหน ไปสนใจแต่จะขึ้นเงินเดือนครู แก้ปัญหาหนี้ครู หรือแม้แต่รัฐมนตรีคนปัจจุบัน วันแรกที่ให้สัมภาษณ์สื่อ ประการแรกจะแก้ปัญหาคือ หนี้ครู ทำไมต้องทำอย่างนั้น ตอบง่ายๆว่า เพื่อรักษาคะแนนเสียง เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป การปฏิรูปการศึกษามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น
แค่สอบภาษาอังกฤษเข้าเรียนต่อก็แพ้เขมรแล้ว สอบภาษาอังกฤษเข้าทำงานก็แพ้ลาวแล้ว ตามข่าวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเห็นบอกว่าเกณฑ์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็สอบภาษาอังกฤษกันได้ไม่ถึง 50%ด้วยซ้ำ ข้อมูลพวกนี้ นักวิจัยที่บอกว่ากำลังต้องการข้อมูล ทำไมไม่ให้ความสำคัญ ไม่ทราบพากันหลับหูหลับตา ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้อย่างไร
แค่นี้ก็ตอบปัญหาว่าการศึกษาเมืองไทยเป็นยังไรแน่ เราเรียนกันแค่ให้ได้หน่วยกิตครบ เพื่อให้ได้ใบปริญญาเท่านั้น เรียนเพื่อสอบเอาคะแนนอวดกันเท่านั้น ไม่ได้เรียนเพื่อหวังเอาวิชาไปใช้งาน ลองเทียบการเรียนที่เป็นอยู่อยุกวันนี้กับการเรียนหลักสูตรระยะสั้นที่เกี่ยวกับอาชีพ อย่างเช่น การซ่อมวิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือช่างตัดเสื้อ ตัดผม คนที่เรียนเขามีความกระหายที่จะเป็นช่างพวกนั้นจริง จึงตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้ความรู้จริง ทั้งรับฟังทฤษฎี ตั้งใจปฏิบัติ คือต้องทำให้ได้จริง ถึงระยะเวลาจะสั้นแต่ก็ไม่ยอมจบง่ายๆ หากไม่รู้จริง อาจขอเรียนต่อ หรือขอขยายเวลา เพราะพวกเขาไม่ได้สนใจแค่เอาคะแนน เขาต้องการความรู้ไปหากิน ตั้งร้าน คุณภาพการเรียนจึงต่างกันมากกับการเรียนที่เป็นทางการในระบบการศึกษาของเรา
หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ การเรียนภาษาอังกฤษ (บางคนเรียนมาตั้งแต่อนุบาล จนจบปริญญา ภาษาอังกฤษก็ยังใช้งานไม่ได้) อย่างดีก็แค่ไม่กี่คนที่สามารถใช้ได้ แต่เมื่อเทียบส่วนที่ใช้งานไม่ได้มันน้อยมาก ผิดกับการไปเรียนเองในหลักสูตรระยะสั้นด้วยความกระหายที่จะเรียนรู้จริง เท่านั้นที่จะสามารถใช้งานได้ เพราะเขาต้องทำงานกับต่างชาติ ต้องไปเรียนต่างประเทศ หรือมีความจำเป็นต้องรู้ พูดง่ายๆว่าเรียนแบบมีเป้าประสงค์เพื่อเอาไปใช้งานให้ได้ จึงมีความตั้งใจที่จะเรียน แสวงหา ใฝ่รู้ เขาจึงเรียนได้ผล และมีประสิทธิภาพ ไม่รู้ก็ต้องถาม เพราะเสียเงินไปเรียนเพื่อเอาความรู้ ไม่ใช่เพื่อเอาคะแนนไปอวดกัน เพื่อให้อาจารย์ชมว่าเก่ง ปัญหามันอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้ผู้เรียนในหลักสูตรของรัฐ มีความรู้สึกว่าพวกเขากำลังเข้าเรียนในการเรียนการสอนที่เป็นรูปแบบของหลักสูตรระยะสั้น (ไม่ทราบจะเรียกยังไงดี เพราะขณะที่เขียนอยู่นี้ นึกไม่ออก) ตรงนี้หมายความว่า อยากให้พวกเขาคิดว่า คล้ายกับว่าพวกเขากำลังเรียนซ่อมอะไรสักอย่างเพื่อไปหาเลี้ยงชีพ ตั้งร้าน หรือประกอบธุรกิจอะไรสักอย่าง เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว เชื่อเหลือเกินว่า พวกเขาจะสามารถเรียนไปใช้งานได้แน่นอน ไม่เสียเปล่าเหมือนหลักสูตรของรัฐ
นักวิจัยก็อย่าทำเป็นไม่รู้เลย การวัดผลการสอบก็แค่ ได้รู้ว่าทำข้อสอบข้อสอบได้เท่า นั่นแหละ หรือสอบตกก็ตรงแค่ข้อสอบไม่กี่ข้อเท่านั้นเอง ไม่ใช่ความรู้โดยรวมแม้แต่น้อยเลย
จะมีใครกล้าคิด หรือนำเอาข้อเท็จจริงตรงนี้ไป วิเคราะห์หาแนวทางแก้ไข ให้การศึกษาของเราดีกว่านี้เถอะ ก่อนที่เมืองไทยจะมีแต่นักร้อง นักรำ นักดนตรี นักกีฬา หมอดู คนทำกับข้าว เพศที่สามออกรายการ (มีโอกาสเป็นดาราดัง มีบทแสดงมากกว่า เพศชาย เพศหญิงแท้ๆด้วยซ้ำ ในแต่ละเรื่อง แถมยังเป็นกรรมการตัดสินอะไรต่อมิอะไรที่เด็กๆกำลังใฝ่ฝันอย่างจะเป็น อะไรจะสำคัญขนาดนั้น พิธีกร ก็เช่นกันไม่ทรายว่าจบอะไรมาแน่ สามารถชี้เป็นชี้ตายประเทศชาติ ได้ แถมได้รับเชิญให้เป็นคณะอนุกรรมการ อะไรต่อมิอะไรสารพัด ที่นักวิชาการชอบพูดว่า Put the right man to the right job ไม่ทราบพูดได้ยังไง พิธีกรเหล่านี้อย่างมากก็แค่หาข่าว อ่านข่าว ดีขึ้นมาหน่อยก็วิจารณ์ข่าว (ให้เกิดการแตกแยก) จะได้ดัง เพื่อให้มีคนชมว่าเก่ง ในที่สุดก็มีคนมาเชิญเป็นนักการเมืองอีก คนที่เรียนมาจริง มีความรู้จริง กลับไม่มีใครมอง ไม่มีใครสนใจ) จะเชิญใครไปเป็นอนุกรรมการ อย่างเช่นในสภา ก็ให้นึกถึงผลที่จะเกิดกับประเทศชาติด้วย ไม่ใช่เพราะอ่านข่าวใครก็รู้จัก แต่นั่นมันไม่ใช่ความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับของบ้านเมืองเลย แค่มีโอกาสได้ถือไมค์ อยู่หน้ากล้อง จะดึงเขาไปเป็นคนสำคัญของประเทศชาติได้อย่างไร นึกถึงข้อความที่ว่า Put the right man to the right job กันหน่อย ไม่ใช่เห็นเป็นสื่อ เกรงใจ ก็เลยเชิญเข้าร่วมกิจกรรมของชาติเสมอไป จะไห้ไปเป็นพิธีกร ก็ว่าไป มันก็อีกเรี่องหนึ่ง นี่ก็คือข้อเท็จจริงอีกอันหนึ่ง
ยิ่งพูด ก็ยิ่งจบไม่ได้ ก็เพราะมันอยากจะพูดมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส ต้องขอโทษด้วยที่ต้องใช้พื้นที่ของท่านตรงนี้ พูดปากเปล่ากับคนรู้จักกัน เสร็จแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เผื่อบางที่พื้นที่ตรงนี้อาจจะช่วยกระจ่ายข้อคิดเห็นตรงนี้ให้มีคนเห็น คนรับรู้บ้าง
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ คุณ .My Active Contact
ขอบคุณมากค่ะ ท่านต้องได้สมเจตนาแน่ มีผู้คนมาอ่านมากมายแน่ๆค่ะ
อรุณสวัสดิ์ครับครูอ้อย
วันนี้ผมตื่นสายไปนิดนึง แต่คิดว่า คงตื่นก่อนครูอ้อยแน่นอน (เพราะบ้านผมเร็วกว่าบ้านครูอ้อยอยู่สี่ชั่วโมง อิอิ)
ผมขอเพิ่มเติมข้อ สี่ ของครูอ้อย คือ เรืองของวิธีคิด นะครับ
หลายคนคิดว่า อังกฤษ คือเรืองของ การเขียนในถูกหลักไวยากรณ์ แต่ในความเป็นจริง มันถูกแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งก็คือเรืองของ กระบวนการคิด และการพัฒนางานเขียน (และการเขียนก็สะท้อน การพูด การอ่านด้วย เช่นกัน)
มีน้องนักเรียนไทยหลายคนบ่นกันผมว่า ทำรายงานแล้วได้คะแนนไม่ดี ผมเลยขอดูงานเขียน ก็พบว่า เรืองไวยากรณ์ผิดบ้างแต่ไม่ใช่เรืองใหญ่
เรืองใหญ่อยู่ที่ การพัฒนาความคิดเพือลงสู่งานเขียน มันสับสนอยู่ไม่น้อย กล่าวง่ายๆ คือ ยังคิดแบบไทย เขียนแบบไทย คนไทยอ่านรู้เรืองแต่ฝรั่งอ่านไม่รู้เรือง
เท่าที่ผมเดินทางไปเรียนเสริมภาษาหลายที่ในเมืองไทย มีไม่กี่แห่ง ที่สอนภาษาอังกฤษโดยเน้นถึง การคิดอย่างมีเหตุมีผล ก่อนจะเขียน โดยเฉพาะการเรียนเพือที่จะไปสอบ GRE IELTS ถ้าใครพอจะมีเงิน ก็ขอแนะนำให้ไปเรียนเสียหน่อย เพราะการสอบ การเขียนของทั้งสองแบบนี้ มันไม่ใ่ช่การวัดเรืองของไวยากรณ์ แต่วัดความสามารถในการคิด วิเคราห์ และอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล จึงไม่แปลกใจทีใครทำคะแนนโทเฟล ได้คะแนนดี แต่กลับมาทำ สองแบบทดสอบนี้แล้วคะแนนจะลดลง
ผมจึงเห็นว่า ครูภาษาอังกฤษ น่าจะสอนวิธีคิด ไปพร้อมๆ ก้ับการสอนไวยากรณ์ ครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์หมอ recovery
ขอบคุณอาจารย์หมอมากเลยค่ะ ที่ช่วยเติมเต็มให้ครูอ้อย
รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ตอนนี้แก้ว กำลังอบรมหลักสูตรระบาดวิทยา หลักสูตร International ต้องเขียนโครงร่างวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ นำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ
ต้องคอยให้กำลังใจตัวเองว่า เราต้องทำได้ พูดไปเลย ไม่ต้องอายใคร ทำได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น ก็พอได้ค่ะ แต่ยังต้องพัฒนาอีกมาก เพราตอนเด็กเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ตั้งใจเรียน
สวัสดีค่ะน้องแก้ว...แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
ขอบคุณมากนะคะ พยายาม ขยันหมั่นเพียร น้องแก้วมีอยู่แล้ว
Swasdee krub P'Aoi
I totally agree with you that everyone needs to practice English skills as much as possible. Basically, improving one's English skills depends on how much time you spend practicing these skills. "The more you practice, the more skillful you are." However, graduate programs abroad do not allow students to practice their speaking skills because there is very little time to do so. Students have only a little time to discuss in groups and then give a presentation just only for the final project. Therefore, many international students have difficulty speaking English correctly, especially students who hang out with other students with the same mother tongue. Hanging out with native speakers can help them improve not only their speaking skills but also their listening skills as well. Hanging out with native speakers can help them learn local idioms and about the culture too. For instance, I have heard many Thai students complain about having no friends and the fact that they are always worried about their studies and feel insecure about the American educational system. I just advised them to go out with friends or find an activity that allows them to practice language. Spending all of their time studying or locking themselves in the room day and night is not a good thing. I told them that you have more opportunities than other people, so why don't they explore their new environment instead of spending 2 or 4 years in a room as small as a prison cell.
As I mentioned above, language skills depend on practice. Thus, we should ask ourselves every day, do I speak English today? Also, encouraging yourself is a good strategy for language learners and language studying is intrinsic, so you only a person who can make yourself successful or reach a goal that you have already set. Be confident and using positive thinking can help you learn English effectively. Then, find the best solution which is appropriate for you and always evaluate your progress so that to know what your proficiency level is.
Cheers!!!!!
Watt
สวัสดีค่ะน้องวัฒน์
ชอบคุณมากค่ะ คิดถึงเสมอค่ะ
Happy Halloween na krub P'Aoi
ขอบคุณค่ะ น้องวัฒน์
ขอให้น้องชายของพี่มีความสุข ตลอดไปเช่นกันค่ะ