ความที่วัยใกล้กัน คุยกันรู้เรื่องและทุกเรื่อง เหมือนพี่คุยกับน้อง รับฟังเขาเปิดโอกาสให้เขาคิดเขาพูด เด็กพวกนี้ใสซื่อ แต่ฉลาด คุยกับเขาด้วยเหตุผล สอนเขาด้วยหัวใจ ให้ความรัก เมตตา เอื้ออาทร เอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของเขา เด็กเขารับรู้ได้นะ เหมือนจิตที่ส่งถึงกันได้ สอนให้เขาเรียนรู้เต็มความสามารถ เต็มศักยภาพของเขา เติมเต็มในสิ่งที่เขาขาด ให้เขามีทั้งความรู้และเป็นคนดี ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี
 

ชีวิตบ้านพักครู ที่โดดเดี่ยวหลังเดียวบนเนินเขา

  

 

 

        เมื่อฉันเข้าอยู่มาบ้านพักครู เป็นสุดยอดของความสุข คือ การที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติบนเนินเขาที่งดงาม เงียบสงบ ฉันได้ดูตะวันตกดินทุกวัน  มันสวยมาก  สีแดงกลมโต  นี่กระมังที่ทำให้ฉันหลงใหลภาพตะวันใกล้จะลับฟ้าเอามากๆ   แม้ว่าการนั่งมองตะวันยามลับขอบฟ้า หัวใจจะรู้สึกเหงา...ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  แต่ฉันก็พร้อมที่จะเหงา...นั่งอ้อยอิ่งปล่อยใจล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย  จนสิ้นแสงตะวัน... ฉันจึงตื่นจากภวังค์ แล้วลุกขึ้นเดินกลับบ้านพัก...เป็นอย่างนี้ทุกวัน...

 

                           

 

ตะวันรอนอ่อนล้า เหมือนลาก่อน       คิดถึงตอน อำลาคราห่างเหิน
เห็นตาลคู่ เพื่อนคู่ใจ อยู่ไกลเกิน      เราต่างเดิน คนละทาง ช่างไกลกัน
 

 

         
         เช้ามืดอากาศหนาวมาก และหมอกลงจัดมาก โห...อยู่อุตรดิตถ์ไม่เคยได้เห็นหมอกลงหนาๆ อย่างนี้ซักที ฉันชอบมากๆ   ฉันหอบงานธุรการ การบ้านนักเรียน ฯลฯ  กลับมาทำที่บ้านพักทุกวัน กินมาม่า เป็นอาหารหลัก นอนไม่เคยต่ำกว่าเที่ยงคืน  ที่มีเสียงแมลงและเสียงเพลงจากเทปคราสเซท และ กีตาร์ ตัวโปรด เป็นเพื่อนยามเกิดอารมณ์เหงา... (โห...ตอนนั้น เพลงว้าเหว่  ของวงเพื่อนกำลังดังเชียว...มันเข้าบรรยากาศมาก...)  พักจากงานสักครู่ หยิบกีตาร์มาเล่นปล่อยอารมณ์ซึ้ง ปนเศร้า 3 - 4 เพลง  ว้าเหว่ หากรัก คอย สิ่งสุดท้ายคือเธอ (บางคืนเหงาเศร้าตรมฤทัย.... ของพี่ประวิทย์ วงฟรีเบิร์ด) เล่นได้อยู่ ไม่กี่เพลงหรอก พอเป็นครูแล้ว ไม่ค่อยมีเวลาฝึกเท่าไหร่ อาศัยเล่นเพลงที่เคยเล่นบ่อยๆ  จากนั้นเริ่มอ่านหนังสือ....คลอด้วยเสียงเพลงเบาๆ เป็นเพื่อนตลอดทั้งคืน
  

ภาพนี้ วัยเอ๊าะ!... ได้ครอบครองบ้านพักครูโสด  1 ห้องค่ะ

  

 
       ฉันพยายามบริหารเวลา ทำงานในหน้าที่   ดูแลนักเรียนบ้านพัก เรียนต่อ วิชาฟิสิกส์เรื่องไหนไม่เข้าใจ ก็ให้อาจารย์สมมาตร ช่วยติวให้  เล่นกีฬากับลูกศิษย์บ้าง  ออกเยี่ยมบ้าน  ช่วยงานของวัดเสด็จ  งานบุญในหมู่บ้าน  ไม่ให้งานใดๆ เสียหาย  ความที่อายุยังน้อยเรี่ยวแรงดี เป็นโสดไม่มีภาระอะไร จึงทำงานได้อย่างเต็มที่ จนติดเป็นนิสัยจนถึงปัจจุบันที่เริ่มอายุมากขึ้นแล้ว...ฮา

 

 

6 ชีวิต พากันออกแนะแนวการศึกษา เวลากลางคืน
เพราะตอนกลางวันชาวบ้านเขาเข้าป่าไปทำมาหากิน

 

 

        เมื่อถึงหน้าออกแนะแนว  เราก็สร้างหนังกลางแปลงเกี่ยวกับโรงเรียนของเรา ใส่ในกระดาษชาร์ทขาวเทา เจาะรูใส่ห่วงตั้งกับแคร่ไม้ที่พลิกไปทีละแผ่นๆ... (คนที่สร้างหนังน้อย เป็นคู่กัดกับฉันตลอด ตั้งแต่ฉันไปอยู่ที่นั่น...ก็คุณสามีในปัจจุบัน งัยล่ะ...ฮา....)  หมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่บริการก็อยู่ลึกเข้าไปในป่าไกลมาก  เรานักรถกะบะสีส้ม ของครูใหญ่ (ที่ใช้ในราชการเท่านั้น  ฮา..)  บ้านแม่อาง  เป็นบ้านเกิดของพี่บุณฑริก  เลี้ยวจากทางแยกมุ่งหน้าไปสู่เขาที่อยู่ไกลลิบ

 

        รถกะบะของครูใหญ่ที่เป็นพาหนะพาเรา 6 ชีวิต วิ่งไปตามเส้นทางเกวียน ลึกเข้าไปเหมือนตัวเราเล็กลง ๆ  มุ่งไปยังศาลาวัด เพื่อแนะแนวการศึกษา และประชาสัมพันธ์เรื่อง การจัดงาน “เข้ารุกขมูล” (การเข้าปริวาสกรรมของพระสงฆ์) และทอดผ่าป่าเพื่อการศึกษา 10 วัน 10 คืน ที่โรงเรียนของเรา  โดยหลวงพ่อวัดพระธาตุเสด็จ  ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนทั้งจังหวัดท่านเมตตา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เพื่อหาทุนมาพัฒนาโรงเรียน

 

       ที่บ้างแม่อาง ที่อยู่ภายในหุบเขาลึก ฉันไม่รู้หรอกว่า  เราผ่านเนินเขาสูงมากี่เนิน เพราะนับไม่ถ้วน พอถึงหมู่บ้านก็ค่ำแล้ว  ฉันยืนอยู่ที่พื้นดิน แต่มองเห็นพระจันทร์ดาวดวงใหญ่มาก  เหมือนมันอยู่ใกล้ราวกับจะเอื้อมมือไปถึง...แล้วก็อากาศก็หนาวเหน็บจริงๆ... 

 

ครูใหญ่พาพวกเรา ออกแนะแนวทุกคืน จนครบทุกหมู่บ้าน ก็นานแรมเดือนเลย



 

       
        เหมือนนิยายไหมล่ะ...ฉันก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้  แต่มันเป็นเรื่องจริงค่ะ... ที่นี่.. ขาดแคลนความสะดวกสบาย  แต่ไม่ขาดน้ำใจ และความสุข  ความสุขที่ได้สอนเด็กๆ ที่ขาดโอกาสที่จะเข้าไปเรียนโรงเรียนในเมือง เด็กพวกนี้ขยัน ตั้งใจเรียนและมีน้ำใจมาก  พวกเขาเด็กรุ่นแรกของโรงเรียนนี้   เด็กที่บ้านอยู่ไกลมากๆ จะมาพักที่โรงเรียน ปลูกกระท่อมอยู่กัน  ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่  เลี้ยงปลา เพาะเห็ดฟาง  เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู (คนที่สอนเด็กทำเห็ดทุกชนิด คือคู่กัดของฉันอีกแหละ  แต่เขาไม่ใช่ครูเกษตรหรอกนะ)  เด็กๆ ช่วยฉันทำแปลงปลูกกุหลาบ แปลงผักบุ้ง รดน้ำ พรวนดิน ข้างๆ บ้านพัก   ซึ่งก็อยู่ติดกับกระท่อมน้อยของพวกเขา... บางวันฉันกับเด็กก็ช่วยกันทำกับข้าว ล้อมวงกินข้าวเย็นด้วยกันหลายคน พูดคุยกับเขาในทุกเรื่อง เก็บข้อมูลรายละเอียดของเขาให้มากที่สุด เพื่อให้มีข้อมูลในการพัฒนาและส่งเสริมพวกเขา.....

 

โรงเรือนเพาะเห็ดของพวกเรา

      
      ฉันเรียนรู้ภาษาเหนือจากเด็กๆ  และฉันก็ปลูกฝังให้พวกเขาฝึกพูดภาษากลางให้ชัด และถูกต้อง   มีเด็กๆ มาอยู่ความเงียบวังเวงก็ค่อยลดลง  แต่พอค่ำลง  เด็กๆ ก็ทำการบ้าน อ่านหนังสือและนอนกันเงียบกริบ...
       ส่วนฉันก็เหมือนเคย คือเคลียงานธุรการ กรอกข้อมูล โต้ตอบหนังสือราชการ  แล้วอ่านหนังสือ เคล้าเสียงเพลงเบาๆ  จนประมาณตี 2 ถึงค่อยนอน  หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วฉันอ่านหนังสือรู้เรื่องหรือ?... ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน ฉันอ่านหนังสือพร้อมกับคิดและทำความเข้าใจมากกว่าจำ   เพลงเพราะๆ เบาๆ ทำให้ฉันอ่านหนังสืออย่างมีความสุข ตำรา มสธ. หลายคนคงเคยเห็น แต่ละเล่มหนาประมาณ 1.5-2 นิ้ว แต่ละเล่มก็จะมีแบบทดสอบ พ่วงมาอีก 1 เล่ม  ฉันว่าตำราของ มสธ.สุดยอดมาก ฉันได้ความรู้มากมายมหาศาล วิชามนุษย์กับอารยธรรม ค่อนข้างยาก ลึกซึ้ง ต้องใช้สมาธิในการอ่านและทำความเข้าใจสูงมาก  ส่วนวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา เคมี ก็โอเคเรียนด้วยตัวเองได้สบายๆ    มีฟิสิกส์นี่แหละที่ต้องหาผู้ช่วย... พี่สมมาตรก็แสนดี ช่วยติวให้ฉัน  พี่เข้ามีน้ำใจกับน้องเล็กกันทุกคน และฉันก็ตอบแทนพี่ทุกคน ด้วยความขยันขันแข็ง ช่วยงานพี่ๆ เขาทุกอย่าง ไม่เคยบ่น ไม่งอแง...บางโอกาสเสร็จจากงานที่เหนื่อยแสนสาหัส   พี่ๆ นำโดย "เสือเฒ่า"... ก็จะหิ้วน้องเล็กอย่างฉันไปเปิดหูเปิดตาในเมืองบ้าง  เช่น  พาไปฟังเพลง เต้นรำ ที่โรงแรมทิพย์ช้าง (สมัยนั้นใหญ่และดังที่สุดในลำปาง) บางทีก็ไปทางอาหารในบรรยากาศที่แสนโรแมนติกที่สวนสาธารณะหนองกระทิง...
 
 

 

        เด็กๆ บ้านพัก จะตื่นตั้งแต่เช้ามืดประมาณตี 4 ถึงตี 5 เพื่อเก็บเห็ด รดน้ำแปลงผักต่างๆ ที่อยู่บริเวณเดียวกับโรงเห็ด และเรือนเพาะชำ ให้อาหารไก่ ปลา ทำกับข้าว  ฉันก็อดไม่ได้ที่จะตื่นไปเก็บเห็ดกับพวกเขา  เห็ดนางฟ้า ดอกบานขาวสะพรั่งเต็มโรงเรือน  มันตื่นเต้นและมีความสุข ที่ได้เห็นผลผลิตที่เราช่วยกันทำทุกขั้นตอน  ตั้งแต่อัดวัสดุและขี้เลื่อยใส่ถุง นึ่งฆ่าเชื้อ เขี่ยเชื้อ คอยรดน้ำ ควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือน  เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เห็ดจะออกดอก  ส่วนเห็ดฟางเราต้อง ใช้ตะเกียง กับไฟฉายเปิดพลาสติกที่คลุมแปลงเห็ดฟาง  ลุ้นว่า...วันนี้เห็ดจะออกมากหรือน้อย เห็ดฟางต้องรีบเก็บก่อนเห็ดชนิดอื่น ไม่งั้นมันจะบาน  ได้ราคาไม่ดี  ฮิ ฮิ   ฉันกลายเป็นแม่ค้าไปโดยปริยาย

 

 เรือนเพาะชำ  โรงเรือนเห็ด เล้าไก่ บ่อปลาดุก
  

 
       เย็นๆ หลังเสร็จงานก็พากันเตะตะกร้อ ฉันก็พึ่งเห็นเด็กผู้หญิงเตะตะกร้อที่นี่เป็นครั้งแรก  เพราะฉันเรียนโรงเรียนสตรี เคยเรียนแต่ยืดหยุ่น ปิงปอง แบดมินตัน ม.ปลาย ก็เรียนลีลาศ ฮอกกี้ ไอกิโด  (คล้ายๆ ยูโด)  เขาไม่สอนให้ผู้หญิงเตะตะกร้อ  ฉันหัดเตะตะกร้อที่นี่แหละ....ฉันอยู่กับเด็กพวกนี้ ลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่าฉันแค่ 2 ปี   แต่เขาให้ความเคารพฉัน เชื่อฟัง ให้เกียรติและมีน้ำใจกับฉัน  ดูแลปกป้องฉัน เป็นอย่างดี  (เด็กๆ บอกว่า ครูใหญ่กำชับว่าต้องดูแลอาจารย์จุ๋มให้ดีๆ...ถ้าอาจารย์จุ๋มไม่สบายจะไม่มีใครสอนพวกเธอ...ขอบคุณมากนะคะ เสือเฒ่า ที่เป็นห่วงลูกสาว...)  อย่าแปลกใจที่เด็กเรียกอาจารย์  เมื่อก่อนพอชั้นมัธยม เรียกครูว่าอาจารย์.. มาเปลี่ยนเป็นเรียกว่า  “ครู” ตอนมี พรบ. ครู นี่แหละ 

 

        ฉันก็เฮฮา เย๊วๆ กับเด็กๆ  เข้าใจว่าเขาคิดอะไร อย่างไรต้องการทำอะไร  เพราะฉันก็พึ่งผ่านวัยเดียวกับพวกเขามาแป๊บเดียวเอง    ความที่วัยใกล้กัน  คุยกันรู้เรื่องและทุกเรื่อง เหมือนพี่คุยกับน้อง รับฟังเขาเ ปิดโอกาสให้เขาคิด เขาพูด   เด็กพวกนี้ใสซื่อ แต่ฉลาด  คุยกับเขาด้วยเหตุผล สอนเขาด้วยหัวใจ  ให้ความรัก  เมตตา เอื้ออาทร เอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของเขา  เด็กเขารับรู้ได้นะ เหมือนจิตที่ส่งถึงกันได้  สอนให้เขาเรียนรู้เต็มความสามารถ เต็มศักยภาพของเขา เติมเต็มในสิ่งที่เขาขาด  ให้เขามีทั้งความรู้และเป็นคนดี   ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี   เช่น  การเคารพผู้ใหญ่ ทุกเช้าฉันจะทักทายครูทุกคนพร้อมกับยกมือไหว้  ซึ่งเป็นนิสัยปกติของฉันอยู่แล้ว    ฉันไหว้ทุกคนแม้กระทั่งพี่เบนซ์ซึ่งเป็นภารโรง  ฉันถือว่าฉันเป็นเด็ก เป็นน้องพี่เบนซ์คนหนึ่ง  พ่อผู้ใหญ่ (พ่อหลวง) แม่หลวง น้อง และภรรยาของพี่เบนซ์ ให้ความรักและความเอ็นดูฉันเหมือนลูกหลาน มักฝากกับข้าวให้พี่เบนซ์มาให้ฉันทานเสมอ  เด็กนักเรียนเขาเห็นแบบอย่างที่ครูปฏิบัติ   เขาก็ซึมซับวัฒนธรรมที่ดีที่เขาเห็น  เด็กๆ ก็ให้ความเคารพนับถือพี่เบนซ์  ไม่รู้สึกว่าพี่เบนซ์เป็นภารโรง  แต่เป็นพี่ชาย เป็นพี่ใหญ่ของพวกเขา
 
 อ่อนน้อม และถ่อมตน       น่ายล กว่าแข้งกร้าว
 พระเดช ก่อเหตุร้าว          พระคุณ อุ่นน้าวใจ
 
                        

 

        มีนักเรียนคนหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชาย แต่นิสัยเรียบร้อย ไม่ใช่ตุ๊ดนะคะ  บ้านอยู่ใกล้โรงเรียนชื่อบ้านห้วยน้ำเค็ม อยู่ติดถนนใต้โรงเรียนประมาณ 200 เมตร  ชื่อสมบัติ มักชวนฉันไปที่บ้าน แม่กับยายของสมบัติจะทำกับข้าวเผื่อฉันด้วย  บางวันไม่ได้ไป ก็จะเอากับข้าวใส่ปิ่นโตมาให้ฉัน และเด็กอีกหลายคนก็ห่อข้าวเหนียว น้ำพริกหนุ่ม จิ้นปิ้ง (เนื้อเค็มย่าง) มาเผื่อฉัน  อาหารบางอย่างก็ไม่เคยกิน เช่น  แกงกระด้าง  ทำเหมือนแกงคั่ว ใส่เนื้อหมู หรือขาหมู แต่ไม่ใส่กะทิ ใส่ผงวุ้นให้เทใส่ถาดให้แข็งแล้วตัดเป็นชิ้นๆ  เหมือนขนม โรยด้วยผักชี  ก็แปลกดี     ฉันกินน้ำปูเป็นที่เสด็จนี่แหละ  เอาหน่อไม้จิ้ม รสชาติแปลก  แรกๆ ก็กินยากนะ...  กินไปๆ  เอ๊ะ!...   ก็อร่อยดีนะเนี่ย !>> 
      ฉันทำตัวเหมือนจิ้งจกปรับตัวง่าย กินง่ายอยู่ง่าย  เพราะปกติฉันก็เติบโตจากชนบท  เพียงแต่ไม่เคยทานอาหารแปลกๆ แค่นั้นเอง

 

 

      ถ้าเป็นวันศุกร์-เสาร์ เด็กบ้านพักกลับบ้าน  สมบัติจะมาอยู่เป็นเพื่อนกับฉัน  เขาเป็นห่วงฉัน   เพราะพี่เบนซ์ กว่าจะมานอนที่โรงเรียนก็ดึก  พี่เขากลับไปอาบน้ำทานข้าวกับครอบครัว  สมบัติจะนอนห้องที่ว่างอยู่  แม่สมบัติบอกให้มาอยู่เป็นเพื่อน... ห่วงว่าฉันจะกลัว  เพราะทั้งเนินเขาลูกนี้ฉันอยู่บ้านพักคนเดียว   แม่กับยายสมบัติเขาห่วงฉัน เหมือนฉันเป็นลูกหลาน  ซาบซึ้งน้ำใจของคนเหนือ... (เลยกลายเป็นสะไภ้คนเหนือซะเลย ฮา...)  เมื่อฉันได้กลับบ้าน ฉันมักจะซื้อต้นกุหลาบกลับมาปลูกที่บ้านพัก  และไม่ลืมที่จะซื้อมาเผื่อบ้านของสมบัติด้วย  แม่กับยายชอบต้นกุหลาบที่ฉันซื้อมาฝาก  ดูแลเป็นอย่างดี  ออกดอกสวยมาก  มากกว่าที่ฉันปลูกที่โรงเรียนเสียอีก...   ฮิ ฮิ ไม่ใช่ว่าฉันไม่ดูแลนะ  แต่ดินที่โรงเรียนเป็นดินลูกรัง แข็งมากๆ 

 

                  

           ตอนนี้พวกเด็กๆ  ลูกศิษย์ที่วัยใกล้เคียงกับฉัน ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน  ทั้งราชการและธรุกิจส่วนตัว บางคนเป็นใหญ่เป็นโตกว่าครูเสียอีก....ขณะนี้เวลาผ่านมาหลายปี   ฉันก็ย้ายกลับมาสอนที่บ้านเกิดแล้ว  พวกเขาก็ยังไม่ลืมฉันเลย ปีใหม่  วันเกิด  พวกเขาจะส่งการ์ดอวยพร  หรือไม่ก็โทรศัพท์มาคุยกับฉันเสมอ....  เมื่อวันครูที่ผ่านมา ฉันกำลังอบรมอยู่ จิ๋ม (วินิจตรา)  ก็โทร. มาสวัสดีวันครูกับฉัน   คุยกันเป็นครึ่งชั่วโมง   คนนี้ทำงานที่โรงพยาบาลศิริราช    มันน่าภูมิใจนะการที่เราได้มองเห็นลูกศิษย์ที่อบรมสั่งสอนมาเจริญเติบโต มีคุณภาพชีวิตที่ดี  มันมีความสุข อิ่มเอมใจมากค่ะ... คุณเป็นเหมือนฉันบ้างหรือเปล่า...???

 


       ฉันเล่ามาตั้งนาน แต่ยังไม่ได้เล่าถึงครูใหญ่ ที่ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อันมีค่ามากมาย ไม่อาจหาสิ่งใดมาเทียบได้ แต่วันนี้ คงต้องพักไว้ก่อน... กลัวเพื่อนพร้องน้องพี่ จะเสียเวลากับบันทึกฉันมากเกินไป... ความจริงก็เสียเวลากับทุกบันทึกของฉันนั่นแหละ เพราะเขียนยาวทุกบันทึก... ชีวิตผ่านเรื่องราวเยอะเหลือเกิน อย่าพึ่งเบื่อครูใจดีนะจ๊ะ...ไม่อ่านก็ทักทายกันเน๊าะ  แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วจ้า!....

 

 

       ขออย่างเดียว คือความจริงใจต่อกัน  โปรดอย่าคิดเป็นอื่น ครูใจดีเป็นร่าเริง อารมณ์ดี สนุกสนาน สนิทกับคนง่าย ใครอาวุโสกว่าก็ถือว่าเป็นพี่ ให้ความเคารพนับถือด้วยความจริงใจ มิเคยคิดเป็นอย่างอื่น ใครอ่อนกว่าก็ถือว่าเป็นน้อง บางท่านก็ถือเป็นครูอาจารย์ เป็นลูกเป็นหลาน  เข้ามาในสังคม Gotoknow ด้วยความศรัทธา อยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ขอบคุณมิตรภาพและน้ำใจที่มีให้ครูใจดีค่ะ...

 

บึนทึกโดย :  ครูใจดี

ภาพประกอบบันทึก : ภาพของต้วเอง บางส่วนจาก internet