ช่วงปลายฝนต้นหนาว ผมถือโอกาส มาเยี่ยมกัลยาณมิตรทางใจท่านหนึ่ง ที่เรียกแบบนี้ก็ด้วยเหตุว่า คนไทยนามญวนท่านนี้ เป็นเพื่อนของเพื่อนผมอีกที เรารู้จักผ่านเพื่อน จนอยากที่จะเห็นหน้าค่าตากัน แต่ไม่มีโอกาสสักที จวบจนฤกษ์งามยามดี ช่วงปลายๆฝน (แต่เป็นปลายฝนที่แหลมคมมาก เล่นจนท่วมเสียหายยับเยิน) ผมเลยถือโอกาส มาเยี่ยมคารวะท่าน

          อันที่จริงแล้ว "โชฎึก" หลายท่านน่าจะเคยผ่านสายตามาแล้ว นิตยสารการเมืองรายสัปดาห์ฉบับหนึ่งได้เคยลงเรื่องราวของท่าน ในฐานะเจ้าของ "ส้มตำร้อยล้าน" และร้านอาหารเวียดนามชื่อดังในเมืองหลวง จะว่าไปแล้ว "โชฎึก" เป็นคนไทยล้านเปอร์เซ็น แต่ทำไมถึงมีชื่ออย่างคนเวียดนาม ผมลืมถาม มัวแต่ไปสนใจวิถีชีวิตที่เป็นธรรมชาติ.. ผมเดาเอาว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับร้านอาหารเวียดนามเป็นแน่แท้

          "โชฎึก"มาซื้อที่ดินว่างเปล่าที่ไม่มีใครอยากทำอะไร มาเนรมิต รีสอร์ท กลางท้องทุ่งท้องนา ด้วยแนวคิดที่ฝังแน่นอยู่กับประวัติศาสตร์ ชาติกำเนิดแห่ง "ล้านช้าง" จึงเนรมิตรีสอร์ทที่อิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผสมผสานกับวิถีชีวิตปัจจุบันแบบเรียบง่ายอย่างลงตัวยิ่ง อาณาจักรตรงนี้จึงเป็นแหล่งดูงาน สถานที่ศึกษาประวัติศาสตร์ มีผู้เยี่ยมชมไม่เว้นในแต่ละวัน ภาพยนต์เรื่อง "ครูบ้านนอก" ก็ใช้สถานที่ตรงนี้ถ่ายทำ

          ด้วยวิญญาณพ่อค้า  "โชฎึก" จึงทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นร้านอาหาร ที่อิงแอบไปกับธรรมชาติ ของความเขียวขจีเมื่อยามข้าวแตกกอ คละเคล้าไปกับบรรยากาศแห่งทุ่งรวงทอง ยามข้าวสุกงอม ใครลองได้มาทานอาหารที่นี่ น่าจะมีกับแกล้มแห่งประวัติศาสตร์ ผักข้างเคียงแห่งวิถีชีวิต อาหารมื้อนี้อิ่มลึกจริงๆ

           บ้านพักแต่ละหลัง ทำให้ย้อยไกลไปในอดีต ด้วยรูปแบบบ้านทรงล้านช้างขนานแท้ สังเกตุว่าที่จั่วทุกหลังจะมีลายแห่ง "รุ่งอรุณ" ภาพภายนอกเป็นบ้านแบบโบราณ แต่ภายในตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันได้อย่างดี ภายในพื้นที่จะมีพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและไม้หายาก หน้าบ้านทุกหลังจะมีต้นหมาก(ที่กินกับพลู) ปลูกประดับ มันทำให้ผมนึกไกลไปสมัยเด็กๆ ที่ทุกบ้านจะมีต้นหมาก พวกเราเด็กๆก็จะถูกปู่ย่าตายาย ใช้ให้ขึ้นเก็บหมากเสมอ และพวกเราก็ชอบเพราะจะต้องได้ค่าจ้างแน่นอน คุณ"โชฎึก" ทำให้คิดเตลิดเปิดเปิงได้จริงๆ

          ภายในยังแบ่งเป็นพื้นที่ให้สามารถเข้าค่ายพักแรม ของนักเรียนนักศึกษาได้อีกด้วย ภายใต้บรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ

          "โชฎึก" พาผมเดินชม วิมานบนดิน ที่ท่านบรรจงกลั่นออกมาจากสมอง เป็นภาพให้เราเห็น ท่านใช้เวลา 5 ปี ทุกอย่างน่าจะต้องใช้ทั้งสมองและเงินไปมากมาย.. เพียงแต่อยากจะตอบสนอง สิ่งที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์ชาติสำนึก"

          วิมานประวัติศาสตร์ชาติสำนึก ยังเนรมิต ไปเรื่อยๆ และผมก็ยังมีเรื่องราวที่จะต้องกล่าวถึงอีกมากมาย บันทึกนี้พาท่านชมบางส่วนของวิมานดังกล่าว ถ้าผมได้ไปนอนซดชาร้อนๆ คละเคล้ากลิ่นโคลนสาบควายเมื่อใด จะนำส่วนที่เหลือมาถ่ายทอดต่อไป

 

ภาพภายนอก รุ่งอรุณที่หน้าจั่ว

 

มุมสบายๆ

 

ทิวไผ่และพันธุ์ไม้ต่างๆ

 

เห็นไกลๆคือร้านอาหาร ผมยืนถ่ายบนเวทีกลางแจ้ง

 

ฉากหลังของเวที

 

ตัวเวที น้าหงา แห่งคาราวาน ก็เคยมาเล่น

 

ที่เห็นไกลๆ ซุ้มที่ทานอาหารตามอัธยาศัย

 

 

ซ้าย-โต๊ะทานอาหาร ขวา-ต้นหมากมีให้เห็นทั่วไป

 

ดูชัดๆอีกที

 

เห็นไหมครับ นี่ขนาดยังไม่เสร็จนะ

 

อีกมุมหนึ่งของร้าน หลังคาจะเป็นไม้ทั้งหมด

 

ต้นไม้ที่เห็นเป็นไม้โบราณและสามารถเป็นผักข้างเคียงได้เลย

 

บรรยากาศอย่างนี้มีอยู่ทั่วไป

 

เหนื่อยครับ ขออิงน้ำใจหน่อย

 

นี่คือน้ำใจของคนสมัยก่อน

 

ด้านหน้าภัตราคารแห่งประวัติศาสตร์

 

โชฎึกครับ

 

สำนึกแห่งล้านช้างมากหรือไม่ ดูที่ป้ายครับ

 

ที่เสื้อก็ได้ ...ดื่มกาแฟโบราณที่มุกของบ้านหลังหนึ่ง (ทั้งสองคนใกล้คลอดเต็มที)

 

เรื่องที่คุยประวัติศาสตร์ทั้งนั้น

 

ที่เห็นคือไร่ข้าวเหนียวดำ