เดี๋ยวลืม...

ขึ้นไว้ก่อนน้องหมอเจ๊ขอมา

ภาพประกอบจะลงหลังเช้าวันจันทร์

เพราะลืมกล้องไว้

เมื่อวานนี้ที่ห้องประชุมมหกรรมเบาหวานโลก

 คุณย่าเล่าว่า

หลังคลอดลูกคุณย่าเสียเลือดมาก

สมัยก่อนการแพทย์ยังไม่กว้างขวางอย่างสมัยนี้

ชาวบ้านริมเลอยู่กันแบบเศรษฐกิจพอเพียง

หน้าบ้านคือหาดทรายขาวทอดตัวยาวถึงตีนเขาช่องกระจกเวลาเจ็บ

ไข้ขึ้นมาต้องอาศัยภูมิชาวบ้านในสมัยนั้นก็คือผู้ใหญ่บ้าน

ซึ่งเป็นพ่อสามีของคุณย่า

การติดต่อ คมนาคมก็ลำบากและใช้เวลาในการเดินทางมาก       

ชีวิตของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับดวงชะตาฟ้ากำหนด

คุณย่าป่วยครั้งนี้ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มใส่เกลือ

อาหารการกินก็มีแต่กุ้ง หอยปูปลา ผักหญ้าหายาก

นอกจากผักโขมไทย ใบมะขาม ผักตำลึง ลูกตำลึง ใบรุม กระถิน

ผักบุ้งไทย ยอดกระทกรก มะเขือพวง มะกรูด ตะไคร้ ดอกไม้ป่า

 หน่อไม้ป่า พริกป่า ชะคราม ของหวานก็น้ำผึ้ง  ไก่บ้าน ไข่ไก่

มะพร้าว นานๆจะได้พายเรือไปตามริมเล ไปขึ้นที่ตลาด

ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับคลื่นลม (ฉันนึกในใจ แล้วทำไม๊..ไปอยู่ซะลำบาก

อย่างนั้น) ฟังๆดูแล้วอาหารที่รับประทานเป็นประจำก็มีเพียงเท่านี้

ดีแต่ว่าแม่ของสามีคุณย่านั้นเป็นคนช่างประดิษฐ์ ทำขนมหวานเก่ง

ที่สุดในหมู่บ้านเป็นคนท้องที่แต่กำเหนิด

รู้จักนำทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นมาดัดแปลงให้เป็นอาหารเลิศรสได้

อาการป่วยของคุณย่ามีแต่ทรุดกับทรุด หยูกยาสมัยนั้นก็หายาก

เต็มทน กว่าจะได้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ท่องทุ่งไปสถานีรถไฟ

ไปหาหมอถึงเพชรบรี แล้วเลยไปเมืองด่านทหารบก ราชบุรี

หาหมออนามัย ซึ่งก็ลำบากแม้หมอเองก็แทบเอาชีวิตไม่รอด

ยามเจ็บป่วยขึ้นมา ทั้งไข้ป่าก็มีมาเป็นระยะๆ

ยาพื้นบ้านก็ลองถูกลองผิดกินจนกลายเป็นตำราก็มีมาก

คุรปู่เล่าว่านั่งมองน้ำทะเลแบบสิ้นหวัง

เห็นปูลมวิ่งขึ้นลงรู วับๆ วับๆหายไป เห็นหอยโดนน้ำทะเลซัดเข้าฝั่ง

แล้วค่อยๆเบียดกายลงในผืนทรายก่อนที่น้ำทะเลจะซัดเข้าฝั่ง

อีกครั้งหนึ่ง

สังเกตรูน้ำปุดๆๆๆๆขึ้นมาเมื่อน้ำไหลลงทะเลหลังจากโหมกระหน่ำ

ซัดหาฝั่ง นั่งไปก็เอานิ้วเท้าจิ้มลงไป หนักๆเข้าก็เพลิน

น้ำทะเลเริ่มขึ้น ท่วมถึงข้อเท้าแล้วซัดทรายจากลงทะเลไปอีก

นั่งจนก้นแฉะจมอยู่กับห้วงความคิด ..คิดถึงอนาคตลูกๆ คิดถึงคุณย่า

ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง กล้ามเนื้ออ่อนแรงนิ่มไปหมด ..แล้วท้อใจ

ครั้นจะพาคุณย่ามากุยบุรีก็ห่วงลูกๆ

ทั้งเช้าและเย็นคุณปู่ก็จะมานั่งแบบนี้ มองทะเล

มองผืนทราย มองปู และหอย แล้วก็ให้สงสัย

คนเป็นครูส่วนมากจะช่างคิดช่างสรรค์สร้าง

และช่างประดิษฐ์อยู่ในสายเลือดก็ว่าได้

ทุกเช้ามืดก่อนไปสอนหนังสือคุณปู่ก็จะมาเก็บหอย

แกะอวนปลา แกะลอบดักปู เก็บแร้ว ล้วนแล้วแต่จะต้องใช้เทคนิค

ภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาในการที่จะให้ได้มาซึ่งอาหารจากทะเล

วันนั้นคุณปู่ตื่นเช้ามากออกมาเดินหน้าบ้าน คลื่นลมสงบ

เห็นหลุมใหญ่ ใกล้ต้นต้นใหญ่ นึกสงสัย

จึงหาพุ่มหญ้าบังตัวใต้ต้นสนแอบดูเพราะอยากรู้ว่าหลุมอะไร

ไม่นานก็เห็นเต่าทะเลตัวใหญ่มากเดินต้วมเตี้ยมขึ้นมาช้าๆ

โดยมีน้ำทะเลและคลื่นช่วยส่งขึ้นฝั่งเป็นระยะๆ

 แล้วก็มาวางไข่โดยหันหน้าหาทะเล หันก้นเข้าหาฝั่ง

จากนั้นก็กลบ แล้วลงทะเลไป คุณปู่ตื่นเต้นมาก

 หลังจากเต่าลงทะเลไปแล้วก็เอามือทั้งสองคุ้ยหลุมไข่

พบว่ามีไข่มาก เต็มไปหมด จากนั้นก็กลบหลุ่ม

แล้วไม่เล่าให้ใครฟังเพราะเคยได้ยินเรื่องไข่เต่าต้มไม่สุก

และไม่อยากให้ใครมาเอามันไป คุณปู่อยากเห็นไข่เต่า

กลายเป็นลูกเต่า แล้วพากันวิ่งลงทะเลมากกว่า

เย็นวันนั้นกลับมาคุณปู่ดูแลงานบ้านแทนย่าจนเรียบร้อยทุกอย่าง

ก็หิ้วจอบลงทะเล แล้วก็ขุดหลุมขนาดกว้างพอที่คนจะลงไปได้

มีความลึกแค่เอว

ยิ่งขุดก็ยิ่งลงลึกต้องลงไปโกยทรายจากข้างล่างขึ้นมากอง

เป็นเนินเล็กเนินน้อยๆเพลิดเพลิน

และรู้สึกว่าทรายข้างๆมันไหลมารวมตัวบนเท้า

นิ่งสังเกตดู และรู้สึกถึงการเคลื่อนตัวของทรายที่ค่อยๆแน่นขึ้นๆ

แต่พอขยับขาทรายจะคลายตัวออก

ความคิดแล่นปร๊าด ความมั่นใจและความหวังสุดท้ายกำลังจะมา

 คุณปู่เริ่มวางแผนฝังคุณย่าทันที

โดยในวันรุ่งขึ้นคุณปู่ออกไปริมเล แล้วหาทำเลเหมาะๆ

ทะเลเหมาะๆของคุณปู่คือ

หลุมทรายอยู่ตรงแนวที่พระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้า

ใจกลางอ่าวที่ริมเล

และเมื่อยืนขึ้นเงาของตัวเองจะทำมุม เป็นเส้นตรงกับพระอาทิตย์ขึ้น

คุณปู่ต้องการให้ร่างกายทุกส่วนของคุณย่าสัมผัสกับทราย

แต่ต้องไม่ยืนตรงเพราะการยืนตรงๆในหลุมทรายนั้น

ยากในการเอาคุณย่าขึ้น

เอาฤกษ์เล็กน้อยคือก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

ขุดหลุมเป็นแนวเฉียง 45 องศา

ให้ศีรษะคุณย่าอยู่ทิศเหนือ เท้าอยู่ทิศใต้

อุ้มคุณย่ามาวางเอาผ้าขาวม้าโพกศีรษะ

โกยทรายให้เป็นรูปหมอนรองรับศีรษะ

แล้วค่อยๆโกยทรายวางไปบนร่างช้าๆ ปากก็บริกรรมคาถา

เข้าใจว่าจะทำให้เกิดสมาธิในการโรยทราย

ให้ทรายมีความหนาประมาณ 3 องคุลีทั่วร่าง

เสร็จแล้วก็นั่งคุยเล่าเรื่องราวต่างๆมากมายส่วนใหญ่จะเป็นบาลี

เพราะคุณปู่เก่งบาลีมากจนเป็นที่ยอมรับของธรรมการ

รอจนแสงอาทิตย์ขึ้นรำไรๆส่องสว่างมาที่ใบหน้าคุณย่า

ใบหน้าคุณย่าเป็นสีชมพูอ่อนๆ แล้วก็ปัดทรายออก

คุณปู่บอกว่าทรายที่โกยออกนั้นอุ่นกว่าทรายบริเวณใกล้เคียง

ลองแหย่ขาลงสัมผัสขณะอุ้มช้อนตัวคุณย่าขึ้น

ก็ยิ่งรู้สึกถึงความอุ่นของทรายที่คุณย่านอนทับไว้

ปัดทรายออกเอาไปเช็ดตัว แล้วนวดด้วยน้ำมันสูตรคุณปู่ทำเอง

ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 1สัปดาห์ผ่านไป ผิวคุณย่าเป็นสีชมพู

มีเลือดฝาดมากขึ้นมากขึ้นๆ นิ้วมือเริ่มเคลื่อนไหว

เริ่มขยับแขน และขาได้ ทำให้คุณปู้ช่มุมานะที่จะทำให้

คุณย่าเดินได้เป็นปกติให้ได้

ค่อยๆเรียนรู้ และปรับขนาดกับองศาของหลุมทราย

กับระยะเวลาที่ให้ทรายบำบัดและนวดกล้ามเนื้อ

เวลาผ่านไป 1 เดือน

จนคุณย่าหายขาด และสามารถเดินได้ดีขึ้นเรื่อยๆจนเป็นปกติ

ณ.ช่วงเวลานี้ ฉันและลูกสาวได้เดินตามรอยคุณพ่อของสามี

ไปทำการฝังทราย และศึกษาชนิดของเม็ดทราย แรงกระแทกของน้ำ

อุณหภูมิ แต่คงไม่ถึงกับการทำวิจัยหรอก เพียงแต่เอากายไปสัมผัส

เอาสมองไปปั่นเคล้ากลิ่ยอายของภูมิปัญญาไทย

ที่นับวันจะศูนย์หายไป

 กอปร์กับ ฉันอยากนำความรู้ และประสบการณ์นี้มาช่วยเหลือ

เพื่อนผู้ป่วยเบาหวาน

ที่เริ่มมีอาการเหน็บขา แข้งขาแข็ง เกร็ง กล้ามเนื้อเริ่มทำงานช้า

รวมทั้งเพื่อนๆ ให้หายทุกข์ใจ ห่างไกลโรค ก็เท่านั้นเอง

ฟังเรื่องคุณย่าของลูกเล่า

และเก็บข้อมูลรายละเอียดจากปากคำของคุณปู่อีกครั้ง

ทำการบันทึก และจดจำสูตรน้ำมัน

ซึ่งกำลังทดลองใช้ด้วยตัวเอง    แม้ไม่ได้มีอาการอย่างคุณย่า

แต่อยากรู้เพราะคุณย่าบอกว่าทาแล้วผิวจะสวยมาก

อิอิ ฉันก็อยากจะผิวสวยบ้างเท่านั้นเอง

เผื่อฉันจะได้จดลิขสิทธิ์น้ำมันพราย ...เอ๋ยไม่ใช่

น้ำมันนวดตัวโบราณสูตรครูต้อยไง

ขอบคุณพี่หมอเจ๊ที่เป็นแรงขับให้เขียนบันทึกนี้ขึ้นมา

อย่างน้อย..

พี่หมอเจ๊คนหนึ่งละที่จะได้ทดลองน้ำมันพราย อิอิ...พูดผิด

น้ำมันนวดตัว

เป็นคนแรกหลังจากฉันทดลองไปแล้ว 1 เดือน

แล้วผลต่างจะเป็นอย่างไร จะได้มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ขอบคุณค่ะ