บทความนี้บันทึกไว้ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2550 แต่ยังไม่นำขึ้นเผยแพร่ เนื่องจากยังขาดภาพบางส่วน จนกระทั่ง 25 ก.ค. 50 ถ่ายภาพมาประกอบและเกลาสำนวนให้พออ่านได้ จึงนำขึ้นเผยแพร่ เมื่อต้นยางโตขึ้นจะเขียนเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ หากท่านสนใจต้องติดตามต่อเนื่องนะครับ

ทุ่งนาแถวบ้านผม เดี๋ยวนี้รกร้างเต็มไปด้วย"กก"และ"ปรือ"  อยู่ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานีครับ

            ปัจจุบันชาวบ้านไม่นิยมทำนาครับ   มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง   แต่สำหรับผมทำนาทุกปีครับ  ลงมือไถเอง  หว่านกล้าเอง  ส่วนการดำนาใช้วิธีจ้างครับ  ไม่งั้นก็ทำนาหว่านไปเลย  การทำนาหว่านแถบบ้านผมเป็นเรื่องแปลกสำหรับชาวนาที่นี่ครับ  ที่จริงการทำนาหว่านสามารถลดต้นทุนและเวลาได้เยอะ แต่คนที่นี่ไม่รับวัฒนธรรมการทำนาหว่านครับ  เมื่อนาร้างมากๆ พลอยทำให้คนที่ทำนาข้างเคียงร้างไปด้วย เพราะนาร้างข้างเคียงจะเป็นที่อาศัยของหนูและวัว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำนา  จะทำรั้วกันวัวก็ไม่ไหว  หลายคนจึงเปลี่ยนจากนาข้าวเป็นสวนยางพารา หรือไม่ก็สวนปาล์ม   ผมก็ตกอยู่ในสภาพนั้นครับ  เพราะนาข้าวที่ติดกันหยุดทำนาเมื่อปี ๔๙  เขาขุดเป็นสวนยางหนึ่งแปลง  ได้รับการสนับสนุนปลูกปาล์มน้ำมันอีกหนึ่งแปลง(ดูภาพด้านล่าง)  ส่วนผมยังทำนา 

          เมื่อต้นปี ๒๕๕๐  ต้นยางที่เขาแปลงจากนาข้าวเป็นสวนยางมาก่อน 1 ปี ต้นยางโตขึ้น  หญ้าในสวนยางของเขายาวและรก เป็นที่อยู่ของหนู  จินตนาการเห็นว่าอีก ๕ - ๑๐ ปีข้างหน้า  ร่มใบของยางพาราและต้นปาล์มก็จะรบกวนต้นข้าว   ผมเลยตัดสินใจขุดนาข้าวปลูกยางพารา  ขณะบันทึกนี้(มิ.ย. 50) ต้นยางผมพึ่งปลูกได้ยังไม่ครบเดือนเลยครับ

 

ภาพพื้นที่ติดกันส่วนหนึ่งปลูกปาล์มน้ำมัน  ด้านหลังของภาพเป็นที่ดินข้างเคียงปลูกยางมาแล้ว 1 ปี   ด้านขวามุมบนของภาพเป็นพื้นที่ที่กำลังปลูกยางของผมครับ

       ก่อนปลูกยางพารา  ต้องทราบธรรมชาติของยางพาราก่อนว่ายางเป็นพืชทนแล้งทนน้ำท่วม  แต่ไม่ชอบให้น้ำแช่รากนานๆ  แม้น้ำท่วมไม่ตายแต่ก็ให้ผลผลิตน้อย  เมื่อธรรมชาติของยางพาราเป็นเช่นนี้ ปกติทั่วไปเขาจะปลูกแถวเชิงเขา  เมื่อปลูกที่ลุ่มจึงต้องจัดการแปลงปลูกจากที่เคยรับน้ำปลูกข้าวมาก่อนให้เป็นการยกระดับผิวดินให้สูงกว่าระดับน้ำปกติประมาณ 1.00 เมตร

 

ภาพการขุดนาร้างด้วยแบคโฮ

      ดังนั้นวิธีการปลูกยางพาราในทีลุ่ม(นา)  คือต้องยกผิวดินให้สูงขึ้น  ซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ 1) ถมที่ให้สูงขึ้น  หรือ 2)ยกให้เป็นร่อง ซึ่งทำได้อีก 2 วิธีเช่นกันคือขุดให้ลึกด้วยรถตักดิน (แบคโฮ) ใช้สำหรับพื้นที่เป็นที่ลุ่มมากๆ มีน้ำขังตลอดปี ข้อดีคือ ยกร่องได้สูง ข้อเสียคือราคาแพงค่าขุดถึงไร่ละ 11,000 - 14,000 บาท   หรือใช้รถแทคเตอร์ไถยกร่องขึ้น ซึ่งเหมาะกับที่นาที่ไม่ลุ่มมากนัก น้ำท่วมเฉพาะฤดูน้ำหลาก  ช่วงหน้าแล้งสามารถไถยกร่องได้และเมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำท่วม 3-5 วัน  ต้นยางจะไม่เป็นอะไร  ต้นทุนการยกร่องด้วยวิธีนี้อยู่ที่ไร่ละ 1,500 - 2,000 บาท  ซึ่งราคาต่างกันมาก  มีอยู่แปลงหนึ่งของญาติๆ ยกร่องด้วยรถแทรคเตอร์ราวเดือนมีนาคม  ประมาณปลายเมษายนจึงปลูก ครั้นเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ฝนตกหนักน้ำท่วมขังต้นยาง  พบว่าแค่ฝนตกนอกฤดูน้ำท่วมขนาดนี้หากฤดูน้ำหลากก็จะท่วมสูงกว่านี้  จึงต้องไปจ้างแบคโฮมาขุดซ้ำอีกที่  ย้ายต้นยางขึ้นลงถุงชำใหม่อีกรอบเปลืองทั้งแรงงาน  ค่าใช้จ่าย  และเปลืองเวลา  แต่ต้องทำเพราะไม่งั้นน้ำจะขังโคนต้นกล้ายาง  ซึ่งไม่เป็นผลดีในระยะยาว

 

ภาพที่เดิมเป็นที่นา จัดการใช้แทรคเตอร์พังคันนา ใช้ผานบุกเบิกยกร่อง แล้วตามด้วยผานพรวน และใช้ใบมีดหน้าดันดินขึ้นเป็นร่อง  ในภาพจะเห็นว่าปลูกกล้ายางลงไปแล้ว  ซึ่งสภาพเดือนกรกฎาคมมีน้ำขัง แต่หากเป็นหน้าแล้งต้นยางจะไม่มีความชื้นเลี้ยงลำต้น

ต่อไปคงต้องขุดให้ร่องกว้างกว่าที่เห็น

 

        ขั้นตอนการแปลงที่นาำเป็นสวนยาง

       1) เดือนมีนาคม(หน้าแล้ง) ไถยกร่องด้วยรถแทรคเตอร์ ไถเองครับ ขับเองเลย ใช้เวลาช่วงวันหยุด ขั้นแรกก็ใช้ไม้ปักแนวปลูกก่อน เพื่อให้ทราบว่าจะยกร่องขึ้นแนวใด  หลังจากนั้นใช้ใบมีดดันหน้า พังคันนาลงให้หมด  คันนาที่พังลงให้นำไปกองไว้ที่กลางแถวที่จะปลูก  เมื่อพังคันนาหมดจึงใช้ผานบุกเบิก (สามจาน)ไถยกร่องเข้าหาแถวที่จะปลูก เมื่อไถครบทุกแถวก็จะเริ่มเป็นแนวร่อง ให้ไถซ้ำ 2-3 เที่ยว  ร่องก็จะค่อยสูงขึ้น   ช่วงปลาย พ.ค. - ต้นมิ.ย. 50  ปลูกได้ประมาณ 75 %  ส่วนที่ปลูกไม่ได้เนื่องจากด้านทิศตะวันตกเป็นที่ลุ่ม ต้องยกระดับผิวดินบนร่องขึ้นประมาณ 1 เมตร  ยกด้วยผานบุกเบิกไม่ขึ้น ต้องใช้ใบมีดดันดินขึ้นกองเป็นจอมปลวก  แล้วปลูกต้นยางไปก่อน   พบปัญหาคือเมื่อแล้งจัด ต้นยางก็จะตาย  ท้ายที่สุดคงต้องใช้แบคโฮขุดดินขึ้นมาปะข้างโคนเพื่อให้ดินเกิดความชื้น   อีกส่วนหนึ่งน้ำไม่เคยแห้งเลย ไถด้วยแทรคเตอร์ไม่ได้  ต้องจ้างแบคโฮขุดอีก(เมื่อ 16 ก.ค. 50) พื้นที่ไม่ถึงไร่ จ่ายไป 8,000 บาท  

แบบแสดงวิธีการยกร่อง 2 วิธี

     2) เมื่อ15 ก.ค. 50 ไปไถพรวนด้วยผานพรวนกำจัดวัชพืชด้วยรถแทรคเตอร์ 34 แรงม้า  ก็ไม่แน่ใจว่าจะไถได้เพราะช่วงรถแคบ ร่องสูง เกรงรถจะึพลิก  แต่ต้องลอง  ปรากฎว่าไถได้สำเร็จแล้วจึงถางหญ้าแต่งโคนซึ่งตอนนี้ยางโตจากขนาดก้านมะพร้าว(ใบสองชั้น) ถึงวันนี้บางต้นเท่าฝักถั่วฝักยาวแล้ว บางต้นขึ้นใบชั้นที่สาม   24 ก.ค. จึงเริ่มใส่ปุ๋ยครั้งแรก(หลังจากปลูก 1 - เดือนครึ่ง)

ภาพต้นยางอายุ 45 วัน ก่อนใส่ปุ๋ยครั้งแรก สังเกตเห็นพื้นดินที่ปลูกยังมีฟางข้าวนาเดิมก่อนปลูกยาง

       3) ช่วงประมาณกลางเดือนมิ.ย. 50 พบปัญหาวัวปล่อยฝูงเข้าไปกินกล้ายาง 2 ครั้ง เสียหายไปประมาณ 20 ต้น  คิดจะทำรั้วก็ลงทุนอีกประมาณ 10,000 บาท  เลยตัดสินใจ เขียนป้ายบอกริมทาง "ฉีดยาฆ่าหญ้า" พบว่าได้ผล  เพราะคนที่เลี้ยงวัวกลัวนักกลัวหนาว่าหากวัวกินหญ้าที่ฉีดยาฆ่าหญ้าเข้าไปแล้ววัวจะตาย  เขาก็เลยไม่ปล่อยให้วัวมายุ่งกับต้นกล้ายาง  ได้ผลครับ

 

ด้านเป็นที่ลุ่มยกร่องด้วยแบคโฮ ในภาพขุดเมื่อ 16 ก.ค. 50 

        วัันที่บันทึกนี้เผยแพร่ครั้งแรก (25 กรกฎาคม 2550) ยังไม่ได้ปลูกส่วนที่ลุุ่มที่พึ่งขุดร่องเสร็จด้วยแบคโฮ เนื่องจากพบว่าดินข้างล่างที่ขุดลึกลงไปประมาณ 2 เมตร และเอาขึ้นมาเป็นหน้าดินเป็นดินทรายที่ไม่มีธาตุอาหารเลย  ต้องปรับปรุงดินก่อน  คิดว่าจะใช้วิธีขุดหลุมให้กว้างประมาณ 30-50 ซ.ม. แล้วใส่ปุยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์รองหลุมก่อนปลูก  อย่างน้อยช่วงต้นยางหนึ่งปีแรกก็จะเติบโตดี  หลังจากนั้นค่อยไถกลบหญ้าให้เป็นปุ๋ยพืชสด  ดินกน่า็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง 

บันทึก ๒๓ สิงหาคม ๕๐

       วันนี้ตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง  คว้าไฟส่องที่คาดหน้าผาก  ไม่ลืมเอาต้นยางลอตสุดท้าย ๑๐ ต้น พร้อมขี้วัวกระสอบหนึ่ง  ไปปลูกให้เสร็จ  ต้นที่เคยปลูกแล้วตายไปก็ปลูกซ่อมใหม่ และไม่ลืมรดน้ำให้ด้วยเพราะฝนทิ้งช่วงหลายวันประกอบกับต้องเดินทางเข้า กทม. ๓ วัน หากฝนไม่ตกกล้ายางอาจตาย 

บันทึก ๘ กันยายน  ๕๐

  ปัญหาวัว ที่บันทึกไว้ว่ากลางเดือนมิ.ย. 50 พบปัญหาวัวปล่อยฝูงเข้าไปกินกล้ายาง 2 ครั้ง เสียหายไปประมาณ 20 ต้น  จะทำรั้วก็ลงทุนอีกประมาณ 10,000 บาท  เลยตัดสินใจ เขียนป้ายบอกริมทาง "ฉีดยาฆ่าหญ้า" พบว่าได้ผล  ที่จริงวันนี้พบใหม่ว่าไม่ได้ผล  เพราะเมื่ื่อเขารู้ว่าไม่ได้ฉีดยาจริงๆ (เพราะหญ้าไม่ตาย) เขาเลยปล่อยให้วัวเข้ากินต้นยางอีก  เพื่อนที่ปลูกยางติดกันโทรมาบอก  เลยโทรบอกน้องสาวให้ช่วยไปดูจับให้ได้คาหนังคาเขา เพื่อให้รู้ว่าวัวใคร ซึ่งก็จับได้ ๑ ตัว วัวสีดำหน้าโพขาว  ตามเจ้าของวัวมาให้เขารับผิดชอบปลูกทดแทนให้ และให้ซื้อปุ๋ยมาใส่ยางให้โตทันรุ่นที่ไม่ถูกวัวกิน  แล้วในที่สุด ๑-๒ ก.ย. ๕๐ ผมก็ต้องทำรั้วอีกจนได้ โชคดีที่ใช้ปีกไม้ตาลที่โค่นก่อนไถมาทำเสารั้ว ที่ต้องซื้อก็เพียงลวดหนาม ๒ ขด ๔๘๐ บาท  คงกันได้ระดับหนึ่ง 

บันทึก ๒๔ กันยายน  ๕๐

  ปัญหาวัวยังไม่จบ ที่ทำรั้วไปก่อนหน้านี้  ไม่ได้ทำรั้วด้านที่ติดคลอง  เพราะถือว่าวัวไม่ข้ามคลอง  ซึ่งไม่ใช่  วัวยังข้ามคลองมารบกวนอีก  ต้องขนไม้ไปทำรั้วอีกรอบ  ซื้อลวดหนาม 1 ขด 240 + ตะปู 20 บาท  เสาร์อาทิตย์จะไปดึงลวดหนามให้เสร็จ

 

บันทึก ๓๑  มีนาคม ๕๑

  ยางมีอายุ 10 เดือนแล้ว ปัญหาวัวยังไม่จบ ต้องทำรั้วเมื่อ  ๒๙ มี.ค. อีกสองชั้น  เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖  โดนวัวกัดกินยอต้นยางไปอีกร่วม ๒๐ ต้น   วันอาทิตย์ที่ ๓๐  เลยถือโอกาสไถพรวนด้วยผานบุกเบิกหมดทั้งสวน  ต้นยางที่ปลูกรุ่นแรกขนาดประมาณนิ้วโป้ง  ความสูงเฉลี่ยประมาณเสมอตา(5-6 ฟุต)  ส่วนที่ลุ่มที่ยกร่องด้วยแบคโฮอายุประมาณ ๗ เดือน(ปลูกประมาณสิงหาคม  ๒๕๕๐) ขนาดประมาณนิ้วก้อย สูงประมาณกลางขา(2-3 ฟุต)

บันทึก ๒๖  กรกฎาคม ๕๔

      วันนี้ยางมีอายุ 4 ปีเต็ม  กะด้วยสายตาคร่าวๆ ต้นยางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 นิ้ว มีประมาณ 70 % ครับ  ที่เหลืออีก 30% เป็นต้นยางที่อยู่ที่ลุ่ม น้ำท่วมขังเกิน 4 เดือน  ต้นโตขนาดประมาณ 2 นิ้วแล้วยังตายเลยครับ  ยางไม่ชอบน้ำครับ