- หลังจากที่ปริยัติมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว สายธารธรรมก็นำพาให้ทราบว่า ถ้ามัวแต่ปริยัติมาก ปฏิบัติน้อยแล้ว อาจจะกลายเป็น "ธรรมสัญญา" หรือ "วิปลาสทางธรรม" ได้ ควรต้องปฏิบัติฝึกตนให้มาก
- เมื่อตัดสินใจเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกตนแล้วก็ตาม แต่ด้วยความคุ้นชินในวิถีชีวิตที่ผ่านเบ้าหลอมของระบบการศึกษาแบบปริยัติเป็นหลัก การจะสลัดความคุ้นชินแบบเดิม ๆ ทิ้งทันทีทันใดเลย คงทำได้อยากในบริบทของเรา ลึก ๆ แล้วผมเองยังโหยหาตำราเพื่อชี้นำทางการปฏิบัติเหมือนเช่นเคย
- ตำราที่ค้นพบอีกเล่มหนึ่งคือ ...
ชัมบาลา : หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบ
[Shambhala : The Sacred Path of the Warrior]
เชอเกียม ตรุงปะ เขียน / พจนา จันทรสันติ แปล
- เท่าที่อ่านรอบแรกเบื้องต้นประมาณครึ่งเล่มพอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้ครับ
- คำว่า นักรบ ของ ชัมบาลา คือ "ผู้กล้า" ที่ไม่กลัวตัวเอง ตั้งใจที่จะเปิดเผยตนเองให้ตนเองรับรู้
- ญาณทัสนะชัมบาลานั้นก็คือความพยายามที่จะกระตุ้นคุณให้ประจักษ์ว่าคุณมีชีวิตอย่างไร มีความสัมพันธ์กับชีวิตสามัญอย่างไร
- การยอมรับถึงความกลัว ด้วยเหตุที่เรามีความกลัวเช่นนี้อยู่ เราจึงยังมีศักยภาพที่จะเข้าถึงความไม่หวาดหวั่นอยู่ด้วยในตัว ความไม่หวาดหวั่นที่แท้จริงนั้นมิใช่การลดทอนความกลัวลง แต่เป็นการขึ้นอยู่เหนือความกลัวนั้น
- ในการที่จะเข้าถึงความไม่หวาดหวั่นได้ จำเป็นที่จะต้องประสบกับความกลัวเสียก่อน แก่นของความขลาดอยู่ตรงที่การไม่ยอมรับการมีอยู่จริงของความกลัว
- การขึ้นอยู่เหนือความกลัวเริ่มขึ้นเมื่อเราพิจารณาดูความกลัวของเรา เฝ้าดูความวิตกกังวล ความทุรนทุรายและความกระวนกระวายของตน เมื่อเราทำตัวให้เนิบช้าลง เมื่อเราผ่อนคลายจากความกลัว เราจะพบความเศร้าซึ่งสงบและอ่อนโยนยิ่ง
- ตามแนวทางของชัมบาลาการค้นพบถึงความไม่หวาดหวั่นย่อมอุบัติขึ้นจากการกระทำการร่วมกับความอ่อนโยนในหัวใจมนุษย์
- กำเนิดของนักรบนั้นคล้ายดั่งเขากวางที่เพิ่งงอก หะแรกเขาของมันที่นุ่มนิ่มดั่งยาง พอกวางมีอายุมากขึ้น เขาก็แข็งแกร่งขึ้นตามวัย
- มนุษย์นั้นควรต้องมีความอ่อนโยนและเปิดกว้าง แท้จริงความอ่อนโยนของคุณเริ่มจะกลายเป็นความกรุณาไปเสียแล้ว คุณเริ่มอยากที่จะเข้าหาผู้อื่นและสื่อสารกับเขา
- การสำแดงออกแห่งความดีงามพื้นฐานนั้น ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กับความอ่อนโยนอยู่เสมอ ทว่าเป็นความอ่อนโยนที่เต็มเปี่ยมและสง่าผ่าเผย
- การประสานกายและจิตคือการมองดูและแลเห็นโดยตรงอันอยู่พ้นภาษาขึ้นไป
- เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าคุณสามารถผ่อนคลายลงและรับรู้โลกได้โดยตรง เมื่อนั้นญาณทัศนะของคุณก็จะแผ่ขยายออกไป กว้างขึ้น กว้างขึ้น และคุณจะแลเห็นว่าโลกนี้เต็มไปด้วยสีสันและความสดใหม่ทั้งยังเที่ยงตรงยิ่ง แง่มุมอันคมชัดของมันช่างเป็นส่งมหัศจรรย์
- ความไม่หวาดหวั่นในที่นี้หมายถึง ความสามารถที่จะตอบสนองอย่างเที่ยงตรงต่อโลกแห่งปรากฏการณ์ทั้งมวล โดยอาศัยสัมผัสรู้ จิต และญาณทัศนะ
- อาทิตย์อุทัยอันยิ่งใหญ่ ดวงอาทิตย์แห่งความภาคภูมิสง่างามของมนุษย์ ดวงอาทิตย์แห่งพลังของมนุษย์ จึงหมายถึง รุ่งอรุณหรือการตื่นขึ้นแห่งคุณค่าศักดิ์ศรีของมนุษย์ คือ การอุบัติขึ้นของความเป็นนักรบแห่งมนุษย์ การประสานกายและจิตย่อมนำไปสู่รุ่งอรุณของอาทิตย์อุทัยอันยิ่งใหญ่
บทวิจารณ์เพิ่มเติม
- ในช่วงนี้ผมขอยกให้หนังสือ "ชัมบาลา" เป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งในชีวิต เพราะเป็นหนังสือที่ผมรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่นำเสนอปรัชญาชีวิตชั้นสูง ได้สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันของผู้คนได้เป็นอย่างดีมาก มีหลักการและเหตุผลที่ดูเข้าใจง่าย ๆ (แต่ต้องไม่รีบร้อน) ที่ทำให้ปุถุชนอย่างเรา ๆ สามารถเข้าถึงปรัชญาชั้นสูงได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งนี้ผมว่าน่าจะเกิดจากว่า เป็นหนังสือที่ท่านผู้เขียนได้เขียนไว้ในช่วงบั้นปลายแห่งชีวิตของท่าน ที่ผ่านความเข้มของวัชรยานในวัยเด็กมาอย่างเข้มข้น และต้องมาดำเนินชีวิตในซีกที่ตรงกันข้ามคือดินแดนชาติตะวันตก ที่น่าจะเรียกได้ว่า ทุกอย่างต้องเริ่มจาก 0 ในดินแดนตรงกันข้ามทางความคิด ความเชื่อ คล้าย ๆ กับเหรียญเดียวกัน แต่คนละด้าน ด้วยพลังแห่ง "ชัมบาลา" ท่านจึงต้องเดินต่อไป อีกทั้งพุทธสายธิเบต หรือ แนวทางแห่ง "ชัมบาลา" หรือวัชรยานเองก็เป็น 1 ในหลายสายของพุทธะ ในขั้นแรกท่านต้องเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อต่างศาสนา และเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อในสายที่แตกต่างของพุทธศาสนา ที่แม้จะเป้าหมายเดียวกัน แต่วิถีนั้นแตกต่างกันออกไป บางทีเพื่อการเชื่อมโยงนี้อาจต้องใช้ทั้งชีวิต ด้วยเหตุดั่งที่กล่าวมานั้นผมว่า คือเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้
- ถ้าเปรียบเทียบกับหนังสือหรือการบรรยายธรรมของท่านในยุคแรก ๆ นั้น เช่น หนังสือ "สีหนาทบันลือ" ความเนียนหรือการรวมเป็นหนึ่งเดียวของหีนยาน มหายาน วัชรยาน และศาสนาอื่น ๆ จะเห็นว่าในหนังสือ "ชัมบาลา" แทบจะหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ดู ๆ ไปก็คล้าย ๆ การดำเนินชีวิตในโลกตะวันตกด้วยฐานธรรมแห่งตะวันออก นั่นคือ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน อาทิตย์อุทัยดวงเดียวกัน นั่นเอง


ท่านผู้ปราศจากจุดเริ่มต้นและไร้จุดจบ
ชัมบาลา(Shambhala)
หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบ
ผู้คนอันขลาดเขลาจำนวนมากก็อุบัติขึ้น
เมื่อความเชื่อมั่นซึ่งเป็นอิสระแต่ปฐมกาล
ได้รับการยอมรับและดำเนินตาม
นักรบจำนวนมากก็อุบัติขึ้น
ผู้คนอันขลาดเขลามากมายเหล่านั้น
พากันซ่อนตนอยู่ตามถ้ำเถื่อนพงไพร
ฆ่าพี่ฆ่าน้องและกัดกินเนื้อกันเอง
ต่างประพฤติเยี่ยงอย่างสัตว์
ต่างกระตุ้นเร้าความป่าเถื่อนในกันและกัน
ต่างมีชีวิตอยู่เยี่ยงนี้
เขาหล่อเลี้ยงและสุมไฟแห่งความเกลียดชังไว้
เขาเกลือกกลิ้งอยู่ในโคลนตมแห่งความเกียจคร้าน
ยุคสมัยแห่งความอดอยากและโรคระบาดก็อุบัติขึ้น
สำหรับผู้ที่อุทิศตนแด่ความเชื่อมั่นแต่ปฐมกาล
เหล่านักรบมากมายเหล่านั้น
บ้างก็ขึ้นสู่ที่สูงบนภูเขา
และสร้างปราสาทแก้วผลึกอันงดงามขึ้นที่นั่น
บ้างก็ไปสู่ดินแดนแห่งทะเลสาบและเกาะแก่งอันงดงาม
และสถาปนาเวียงวังอันน่ารื่นรมย์ขึ้น
บ้างก็ลงสู่ที่ราบลุ่ม
ทำการเกษตรเพาะปลูกข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์และข้าวสาลี
ต่างอยู่ร่วมกันโดยไม่ทะเลาะเบาะแว้ง
มีแต่ความรักใคร่และเอื้อเฟื้อแบ่งปัน
โดยไม่ต้องมีใครกระตุ้นเตือน
ผ่านความลี้ลับสุดหยั่งถึงซึ่งดำรงอยู่ด้วยตนเอง
เขาต่างอุทิศตนต่อจักรพรรดิริกเดน
"คำสอนของชัมบาลาตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มีปรีชาญาณอันเป็น รากฐานของมนุษย์อยู่ ซึ่งอาจช่วยคลี่คลายปัญหาทั้งหลายของโลกได้ ปรีชาญาณประการนี้มิได้เป็นสมบัติเฉพาะของวัฒนธรรมใดหรือลิทธิศาสนาใด ทั้งมิได้มาจากตะวันตกหรือตะวันออก ทว่ามันสืบสายวัฒนธรรมของนักรบอันเก่าแก่ ซึ่งดำรงอยู่ในกระแสวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดช่วงกาลที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์"
"อาศัยเพียงการหยุดตั้งมั่นลงตรงนั้น ชีวิตของคุณก็อาจกลายเป็นหนทาง และแม้กระทั่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทีเดียว คุณย่อมตระหนักได้ว่าคุณ สามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์ดุจราชันหรือราชินี ความสูงส่งของสภาวะนี้ ขานไขให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ซึ่งเกิดจากการหยุดนิ่งและเรียบง่าย"
บทที่ 3 ใจเศร้าที่แท้จริง
"ผ่านการปฏิบัติโดยการนั่งนิ่งๆ และเฝ้าติดตามลมหายใจขณะผ่อนออก และจางหายไป คุณก็ได้เชื่อมโยงเข้ากับหัวใจของตน โดยเพียงแต่ปล่อย ให้เป็นไปดังที่ตนเองเป็นอยู่ คุณก็สามารถสร้างความรู้สึกเกื้อการุณย์ อย่างแท้จริงขึ้นต่อตัวเองได้"
"การยอมรับถึงความกลัวใช่ว่าจะทำให้รู้สึกหดหู่หรือท้อแท้ เพราะด้วยเหตุที่เรามีความกลัวเช่นนี้อยู่เราจึงยังมีศักยภาพที่จะเข้าถึงความไม่หวาดหวั่นอยู่ด้วยในตัว ความไม่หวาดหวั่นที่แท้จริงนั้นมิใช่การลดทอนความกลัวลง แต่เป็นการขึ้นอยู่เหนือความกลัวนั้น"
"การประสานจิตกับการยเข้าด้วยกันมิใช่เป็นเพียงความคิดหรือเป็นวิธีการอันไร้แบบแผน ที่ผู้ใดผู้หนึ่งคิดขึ้นมาเพื่อใช้ปรับปรุงตนเอง ทว่ามันคือหลักการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และการใช้ผัสสะ ใช้จิตและ กายอย่างสอดคล้องกัน"
"วิถีทางแห่งอาทิตย์อุทัยอันยิ่งใหญ่มีพื้นฐานอยู่บนการแลเห็นว่า มีแหล่งกำเนิดแห่งแสงสว่างและประภารัศมีตามธรรมชาติอยู่ในโลกนี้ ซึ่งก็คือภาวะแห่งการตื่นขึ้น อันมีอยู่โดยกำเนิดของมนุษย์"
"หนทางของคนขลาด คือ การสานทอรังขึ้นมาห่อหุ้มตัวเองไว้ ภายในรังนั่นเอง ที่เราพยายามสืบต่อนิสัยใจคอเฉพาะตัวไว้ เมื่อเราสร้างรูปแบบพื้นฐาน ของนิสัยและความคิดขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลา เมื่อนั้นเราก็ไม่มีทางผ่าน พ้นออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ออกมาสู่โลกภายนอกอันสดชื่นได้เลย"
บทที่ 8 การตัดทอนและความกล้า
"สิ่งที่นักรบต้องตัดทอนลงก็คือ สิ่งใดก็ตามในประสบการณ์ของเขาซึ่ง เป็นเครื่องกั้นขวางระหว่างตัวเขากับผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตัดทอน นี้กลับช่วยให้ตนสามารถขึ้น อ่อนโยนและเปิดกว้างต่อผู้อื่นมากยิ่งขึ้น"
"ความเป็นนักรบ คือการเดินทางอย่างต่อเนื่อง การเป็นนักรบ ก็คือ การเรียนรู้ที่จะเป็นจริงในทุกๆขณะของชีวิต"
"เมื่อคุณใช้ชีวิตสอดคล้องกับความดีงามพื้นฐานเมื่อนั้นคุณก็ได้สิ่งสมความ ผุดผ่องตามธรรมชาติขึ้น ชีวิตของคุณก็อาจว่างและผ่อนคลายโดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนมักง่าย คุณอาจปล่อยวางความรู้สึกกดดันหรือเคอะเขินในการที่ต้องเกิด มาเป็นมนุษย์และก็อาจรู้สึกมีกำลังใจขึ้น"
บทที่ 11 ปัจจุบันขณะ
"เราจำเป็นต้องค้นหาสายใยเชื่อมโยงระหว่างสายวัฒนธรรม ของเรากับประสบการณ์ชีวิตในปัจจุบันขณะหรืออำนาจวิเศษแห่งปัจจุบันกาล คือ สิ่งที่เชื่อมโยงปรีชาญาณแห่งอดีตเข้ากับปัจจุบัน"
บทที่ 12 ค้นหาอำนาจวิเศษ
"สัมผัสรับรู้ใดๆก็ตาม อาจเชื่อมโยงเราเข้ากับความเป็นจริงได้อย่างถูกต้องและเต็มเปี่ยม สิ่งที่เราแลเห็นไม่จำเป็นต้องงดงามเป็นพิเศษ แต่เราก็อาจชื่นชมในสรรพสิ่งใดๆ ซึ่งดำรงอยู่ด้วยว่ามีหลักการของอำนาจ วิเศษมีคุณสมบัติอันมีชีวิตชีวาแฝงอยู่ในทุกสิ่ง มีบางสิ่งบางอย่างอันมีชีวิต มีบางสิ่งบางอย่างที่จริงยิ่งดำรงอยู่ในทุกๆสิ่ง"
บทที่ 13 จะปลุกเอาอำนาจวิเศษได้อย่างไร
"เมื่อคุณได้สำแดงความอ่อนโยนและความชัดเจนออกมาในสภาพแวดล้อมตนเมื่อนั้นพลังและความรุ่งโรจน์ก็จะอุบัติขึ้นมาในสถานการณ์นั้นๆ แต่ถ้าคุณพยายามที่จะสร้างสภาวะเช่นนั้นขึ้นมาจากอัตตาของตนเองสิ่งนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นคุณไม่มีทางครอบครองพลัง และอำนาจวิเศษของโลกนี้ได้ แม้มันจะเป็นสิ่งที่มีและ ดำรงอยู่เสมอ ทว่าก็มิใช่สมบัติส่วนตัวของใคร"
บทที่ 14 เอาชนะความหยิ่งยโส
"เมื่อคุณเต็มเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน โดยปราศจากความหยิ่งยโสและ ความก้าวร้าว เมื่อนั้นคุณก็จะเห็นถึง ความเรืองรองของจักรวาล คุณอาจ พัฒนาสัมผัสรับรู้ที่แท้จริงถึงจักรวาลขึ้นมาได้"
บทที่ 15 เอาชนะนิสัยและความเคยชิน
"กระบวนการที่จะปลดปล่อยตนเองออกจากความหยิ่งยโส และถอนทำลาย ความเคยชินลง เป็นวิธีการที่ออกจะรุนแรง แต่ทว่าจำเป็นยิ่ง หากปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้คนในโลก"
บทที่ 16 โลกศักดิ์สิทธิ์
"เมื่อมนุษย์ได้สูญเสียสายสัมพันธ์ที่มีต่อธรรมชาติต่อฟากฟ้าและแผ่นดิน เมื่อนั้นเขาก็ไม่รู้วิธีในการบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อม หรือในการจัดการกับโลกของตน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน มนุษย์ได้ทำลายระบบนิเวศน์ลงและในขณะเดียวกันก็ได้ทำลายกันและกันลงด้วยจากมุมมองนี้เองการเยียวยาบำบัดสายสัมพันธ์ส่วนตัวอันเชื่อมโยงอยู่กับโลกแห่งปรากฏการณ์"
บทที่ 17 ระบบธรรมชาติ
"การใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับระบบธรรมชาติ มิใช่การดำเนินตามกฎเกณฑ์ อันตายตัวหรือประกอบภารกิจประจำวันตามแบบแผนความประพฤติหรือบทบัญญัติอันแห้งแล้ง โลกนี้มีระเบียบแบบแผน มีพลังอำนาจและ ความรุ่มรวมล้ำลึก ซึ่งอาจสอนคุณให้รู้จักดำเนินชีวิตอย่างมีศิสปะ อย่างเต็ม เปี่ยมด้วยเมตตาต่อผู้อื่น และรู้จักทนุถนอมตัวเอง"
บทที่ 18 จะปกครองอย่างไร
"แนวคิดเรื่องการปกครองโลกของตัวเอง ก็คือการที่คุณอาจมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีวินัย โดยไม่ปล่อยปละละเลย และในขณะเดียวกันก็สามารถเบิกบานในชีวิตได้ด้วย คุณสามารถเชื่อมโยงการหาเลี้ยวชีพกับศาสนธรรมเข้าด้วยกัน"
ภาคที่ 3 ปัจจุบันขณะอันแท้จริง
สำหรับบุคคลแห่งซัมบาลาผู้ทรงเกียรติ
คือรุ่งอรุ่ณแห่งการดำรงอยู่อย่างแท้จริงและเต็มเปี่ยม
บทที่ 19 กษัตราธิราช
"การท้าทายของนักรบก็คือการก้าวออกจากรังดักแด้ก้าวออกมาสู่ที่กว้างโล่งภายนอกโดยมิทั้งความกล้าหาญและอ่อนโยนในขณะเดียวกัน"
บทที่ 20 การดำรงอยู่อย่างแท้จริง
"ตรงขั้นตอนนี้เองที่การเดินทางของนักรบได้ตั้งมั่นอยู่บนสภาวะของความเป็นนักรบแล้ว แทนที่จะเป็นการดิ้นรนเพื่อรุดหน้าต่อไป นักรบย่อมรู้สึกได้ถึงความ ผ่อนคลายอันดำรงอยู่ในการบรรลุถึงของตน สิ่งนี้มิได้ตั้งอยู่บนอัตตา หากตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นอันปราศจากเงื่อนไข ซึ่งเป็นอิสระจากก้าวร้าวใดๆ ดังนั้นการเดินทางจึงเป็นเหมือนดอกไม้ที่คลี่บานออก เป็นกระบวนการแผ่ขยายออกโดยธรรมชาติ"
บทที่ 21 สืบสายสกุลชัมบาลา
"แนวคิดเรื่องการสืบสายแห่งคำสอนชัมบาลา สัมพันธ์อยู่กับสายใย ซึ่งเชื่อมโยงคนเข้ากับปรีชาญาณปฐมกาล ปรีชาญาณประการนั้นเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ไม่ยากและธรรมดาสามัญยิ่ง ทว่าลึกซึ้งและกว้างใหญ่ไพศาล"