เมื่อประมาณสองเดือนก่อนหน้านี้ ในฝ่ายทันตสาธารณสุขของเราได้ร่วมกันคิด "เป้าหมาย" ในปีงบประมาณ 52 ทุกคนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น บางคนก็ยังคิดไม่ออกบ้าง บางคนก็ตอบอย่างแน่วแน่ เมื่อนำมารวมกันแล้ว จึงได้เป้าหมายออกมาเป็น 3 ด้าน คือ
1. ด้านผู้ป่วย ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐาน มีความพึงพอใจ
2. ด้านเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่มีการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ และมีความปลอดภัยในการทำงาน
3. ด้านงานส่งเสริมสุขภาพ เริ่มมีการเชื่อมโยงงานส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม โดยเน้นในด้านการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
หลังจากที่ทุกคนได้เสนอหมดแล้ว ฉันจึงเสนอเป็นคนสุดท้ายว่า "พวกเราต้องทำงานอย่างมีความสุข"
ตอนนั้นพี่ทันตาภิบาลคนหนึ่งถามว่า "ทำยังไงเหรอ หมายถึงให้พวกพี่ได้ไปเที่ยวบ่อยๆใช่ไหม"
"พวกเรามีเวลาอยู่ที่ทำงาน 8 ชั่วโมง บางวันก็มากกว่า ซึ่งเป็นเวลาที่มากในหนึ่งวัน ดังนั้น ถ้ามาทำงานแต่ละวันแล้วไม่มีความสุข แสดงว่าชีวิตครึ่งหนึ่งได้หายไปแล้ว" ฉันตอบได้เพียงแค่นี้ เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เห็นทางออกเลยว่าจะทำอย่างไรให้คนในฝ่ายมีความสุข
การได้ทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายซึ่งต้องดูแลพี่ๆน้องๆอีก 8 คน เป็นงานที่หนักและยากที่สุดเท่าที่เคยทำมา ปัญหาในการทำงานและความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ทุกวัน และมีความรุนแรงแตกต่างกันไป การเรียนรู้ในช่วงปีแรกที่มาทำงานรพ.ที่มุ่งผ่านมาตรฐาน HA จะถูกสอนว่า ให้พยายามแก้ปัญหาเชิงระบบ และอย่าโทษที่บุคคล ดังนั้น การทำงานในช่วงปีแรกที่มาทำงาน ฉันจึงพยายามชวนให้สมาชิกมาร่วมกันแก้ปัญหา และก็ถกกันในเรื่องปัญหาเสียเป็นส่วนใหญ่ในการประชุมฝ่ายแต่ละครั้ง พอถกกันในเรื่องปัญหาและวิธีแก้ปัญหาแล้ว หลายครั้งพบว่าความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะการแก้ที่ระบบ บางครั้งต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และหลายครั้งต้องทำงานเพิ่ม หรือการหา root cause analysis ในการบริหารความเสี่ยง เราพยายามจะโทษไปที่ระบบแต่ไม่โทษที่ตัวบุคคล ซึ่งบางครั้ง มันก็ลงไปที่ system error ไม่ได้อยู่ดี เพราะ ในsystem มันมี human มาควบคุมอยู่ ดังนั้น จึงเกิดปัญหาใหม่ที่เป็นปัญหายอดฮิตที่สุดคือ "จะใช้ระบบอะไรมาควบคุมให้คนทำตามระบบที่วางไว้"
"การพัฒนาองค์กรต้องพัฒนาคนไปควบคู่กับการพัฒนาระบบ" บทเรียนที่ผ่านมาจากการลองผิดลองถูกของตัวฉันเองในการพัฒนาคน พบเจอปัญหาหลากหลาย เช่น ปัญหาการนินทา ปัญหาการไม่เข้าใจกัน การไม่เห็นอกเห็นใจกัน ปัญหาการโทษกันไปโทษกันมา ปัญหาว่าทำไมไม่ช่วยกันทำงาน ทำไมทำงานช้าปัญหาเรื่องความไร้สาระทั้งหลาย สุดท้ายแล้วฉันค้นพบว่า ไอ้ที่เราเคยคิดว่า ทำไมคนอื่นถึงเป็นแบบนี้ ที่จริงแล้ว เราไม่เคยถามตัวเองเลยว่าทำไมถึงรู้สึกว่าคนอื่นมีปัญหา ฉันจึงเริ่มถามตัวเองว่า ตัวเรามีปัญหารึเปล่า....
"ใช่จริงๆด้วย ตัวเราเองนั่นแหละที่มีปัญหามากที่สุด เพราะไปคิดว่าคนอื่นมีปัญหา"
พอคิดได้อย่างนี้ สติมันก็เริ่มมาจับที่ตัวเอง คอยระมัดระวังตัวเองในเรื่องการแสดงออก คำพูด และที่สำคัญคือ วิธีคิด
ก่อนหน้านี้เราคิดว่า คนๆนี้เป็นคนขี้เกียจ ความเชื่อแบบนี้มันจะออกมาทางการแสดงออกของเรา ทำให้คนๆนั้นจับได้ว่า เราคิดว่าเค้าขี้เกียจ ทั้งๆที่เราไม่ได้พูด แต่เหมือนกับ จิตมันสื่อถึงกัน เมื่อเค้าคิดว่า เรารู้สึกว่าเค้าขี้เกียจ เค้าก็ยิ่งเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับเรา การแสดงออกของเค้ามันจึงออกมาเป็น "ขี้เกียจมากขึ้น"
วิธีการพูดคุยกันในเรื่องที่ผ่อนคลาย นอกจากเรื่องงาน ทำให้ฉันรู้จักเค้ามากขึ้น รู้ว่าเค้าต้องแบกรับภาระทางครอบครัวอะไรบ้าง รู้ว่าธรรมชาติของแต่ละคนเป็นอย่างไร รู้ถึงที่มาของการแสดงออกของแต่ละคน รู้ว่าถ้าลูกน้องทำเต็มที่แล้ว แต่ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่หัวหน้าคาดหวัง และถ้าหัวหน้าแสดงออกว่าเค้าทำได้ไม่ดี เค้าจะรู้สึกเสียใจมาก และรู้ว่า อ๋อ...มันเป็นเช่นนั้นเอง
ฉันจึงสรุปบทเรียน ณ วันนี้ ได้ว่า
1. ถ้าตัวคนไม่เข้มแข็ง ระบบจะอ่อนแอ
2. ถ้าคิดจะเปลี่ยนคนอื่น ต้องเปลี่ยนตัวเราให้ได้ก่อน (ปัญหาอยู่ที่ ตัวกู )
3. อิทัปปัจจยตา เป็นธรรมที่หัวหน้างานและทุกคนควรจะมีเป็นอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกัน
ทุกวันนี้ พฤติกรรมของฉันเปลี่ยนไป จากเดิมที่คิดว่า น้องทำไมไม่ช่วยงาน กลายมาเป็น เดี๋ยวพี่ช่วยนะ
ทำไมคุณไม่เก็บให้เรียบร้อยทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของคุณ กลายมาเป็น ตอนนี้เราว่างอยู่ เราช่วยได้เราก็ช่วย
ฉันรู้สึกมีความสุขมากขึ้นเวลาทำงาน พอเรามีความสุข บรรยากาศในห้องก็ดีตามไปด้วย เหมือนกับ เราเริ่มหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในดินที่เตรียมมาอย่างดี การจะเห็นผล ต้องอาศัยความต่อเนื่อง และใช้เวลา ถึงแม้ว่ามันจะเห็นผลช้ากว่าการนำต้นที่โตแล้วไปปลูก แต่การเพาะเมล็ดย่อมได้ต้นที่มั่นคง แข็งแรงกว่าแน่นอน ฉันเชื่อแบบนั้น
ขอบคุณผู้ที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต :
พ่อ ซึ่งบ่มเพาะเมล็ดมาตั้งแต่เรายังเด็ก ตอนนี้มันเกิดผลแล้ว
อ.โสภณ สุภาพงษ์ การฟังบรรยายเพียงครั้งเดียวทำให้เรารู้สึกอยากกลับมาทบทวนคำสอนของพ่อ
อ.ประมวล เพ็งจันทร์ เรื่องราว วิธีคิดของอาจารย์ ทำให้เราอยากหลุดออกมาจากความเป็นอัตตา
และ ตัวเอง ที่ทำกรรมดีไว้ ทำให้ได้มาพบกับโอกาสที่ทำให้เราได้สัมผัสกับพุทธศาสนา


เมนูของ dtwarang





เมื่อ พ. 17 ก.ย. 2551 @ 00:15
830000 [ลบ]
สวัสดีค่ะ
- แวะมาทักทายค่ะ ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยน
ปัญหาแทบทุกที่ คือทำอย่างไรคนจะทำตามระบบที่วางไว้ สงสัยต้อง "ดื่มน้ำร่วมสาบาน"แน่เลย