มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ผมชอบเล่าบ่อยๆครับ......จนเพื่อนๆเด็กเลี้ยงควายด้วยกันเลยเรียกชื่อผมเป็นการล้อเล่นว่า “เชียงจ่อย”ตามชื่อเรื่องเล่า

ในช่วงวันที่ 9 -11 มิ.ย. 53  ผมลาหยุดพักร้อนกลับบ้านที่กาฬสินธุ์  เมืองดินดำน้ำชุ่มครับ ด้วยความรู้สึกที่อ่อนล้าอยากพักผ่อนแบบสบายๆจากความเครียด  ความกดดันของเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา...ในบรรยากาศสบายๆที่บ้านเกิดเมืองนอนครั้งนี้  ทำให้ผมได้หวลรำลึกถึงเรื่องเล่าเก่าๆที่เคยเล่ากันมาในวัยเยาว์ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมหน้าแล้ง  ตอนไปเลี้ยงควายกลางทุ่ง ว่างๆเรามักจะมีนิทานหรือเรื่องเล่ามาเล่าสู่กันฟัง ตามประสาเด็กเลี้ยงควาย  มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ผมชอบเล่าบ่อยๆครับ......จนเพื่อนๆเด็กเลี้ยงควายด้วยกันเลยเรียกชื่อผมเป็นการล้อเล่นว่า “เชียงจ่อย”ตามชื่อเรื่องเล่าและต่อมาใครๆเขาก็เรียกชื่อผมเป็น “เชียงจ่อย”ตาม  ก็ด้วยเนื่องมาจากการที่ผมชอบเล่าตำนานเรื่องนี้ครับ เรื่อง“เชียงจ่อย......ชายผู้รู้ใจม้ากับม้าที่รู้ใจคน”

............

เช้าวันหนึ่งเชียงจ่อยตื่นนอนแต่เช้ามืดเป็นพิเศษออกมาจากตูบที่ทำด้วยกองฟาง......แม้อากาศจะเยือกเย็นไปหน่อย เสียงลมหนาวดังกระหึ่มมาแต่ไกลจากตีนเทือกเขาภูพานเป็นลมที่เรียกกันว่า “ลมโตนภู”นั่นเอง

เมื่อคืนเชียงจ่อยนอนดึกไปหน่อยด้วยไปช่วย “ตีข้าว”กับ ลานข้าวเพื่อนบ้านนาติดกันเป็นเจ้าของลานข้าวของคนที่มีลูกสาวสวยที่สุดในหมู่บ้าน ลานข้าวคืนนั้นเลยมีหนุ่มๆมาช่วยตีข้าวกันมากหน้าหลาย กับการตีข้าวยามค่ำคืนหน้าหนาวสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการดูดช้าง(อุ)หรือสาโทข้าวเหนียวเป็นไหๆ พร้อมต้มไก่ใส่ใบกัญชาอร่อยอย่าบอกใคร  คลอเคล้าด้วยเสียงเพลงแคน ลายผู้ไทเลาะตูบ ต่อด้วยลายผู้ไทน้อย ลมพัดพร้าว เป็นที่เพลิดเพลินใจเชียงจ่อยยิ่งนัก เชียงจ่อยยิ้มในใจอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงบรรยากาศในยามค่ำคืนที่ผ่านมา

แต่แล้วในเช้านั้นพอเชียงจ่อยเปิดตูบออกมาข้างนอกเขาก็ต้องตกใจ ด้วยมีม้าตัวใหญ่สวยสง่างามมายืนคอยท่าเขาอยู่ที่หน้าตูบ นี่เป็นม้าใครหลงทางมาน้า  มันพลัดหลงจากเจ้าของมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร   ที่แน่ๆต้องไม่ใช่ม้าของคนบ้านเราอย่างแน่นอนเขาคิดในใจ ม้าลักษณะดีสง่างามหาที่ติไม่ได้อย่างเช่นนี้จะต้องเป็นม้าคู่บุญบารมีของคนผู้ดีมียศศักดิ์ในบ้านเมือง  ว่าแล้วเขาก็กระโดดขึ้นหลังม้ากระตุกเชือกให้มันหันหลังกลับ  เพื่อจะนำมันไปส่งเจ้าของ มันจะต้องรู้ทางมาของมัน มันจะต้องรู้ทางที่จะกลับไปหาเจ้าของมันได้  เชียงจ่อยคิดในใจ

แล้วเชียงจ่อยก็ต้องแปลกใจยิ่งขึ้นเมื่อทางที่ม้าเดินไปนั้นเป็นเส้นทางเล็กๆแคบๆเป็นเส้นทางที่เดินสูงขึ้นไปสู่เทือกเขา “ภูพาน”เชียงจ่อยไม่เคยเดินทางเส้นทางนี้มาก่อน ดูแล้วแทบจะไม่มีคนสัญจรเสียด้วยซ้ำ หากแต่เชียงจ่อยสังเกตเห็นร่องรอยเดินของม้า จึงเชื่อใจม้าว่ามันกำลังเดินทางย้อนกลับตามทางที่มันเคยเดินทางมา  ยิ่งนานเข้าม้ายิ่งพาเดินเข้าไปในป่าลึกและป่ายปีนสันภูพานที่สูงชันขึ้นไปเรื่อยๆ  ในป่าลึกเขตป่าเขาเช่น “ภูพาน”แห่งนี้จะมีผู้คนมาอยู่อาศัยได้อย่างไรเชียงจ่อยคิด  ด้วยความรู้สึกที่ท้าทายผสมกับความอยากรู้อยากเห็น  เชียงจ่อยจึงปล่อยม้าให้มันเดินไปตามทางของมัน  แล้วเราจะกลับอย่างไรนี่ ใจหนึ่งเชียงจ่อยก็อดที่จะลังเลใจไม่ได้  ไหนๆก็ไหนๆแล้ว  จะลองเชื่อใจม้ามันดู

นานแสนนานกับการเดินทางในป่าลึก ...แล้วเชียงจ่อยเกิดความฉงนในใจยิ่งนักเมื่อม้าตัวนั้นได้พาเขามายืนอยู่หน้าปากถ้ำใหญ่แห่งหนึ่ง  เป็นถ้ำที่ปกคลุมไปด้วยไม่ใหญ่นานาชนิดกลางป่าลึก   และแล้ว ก็มีชายร่างใหญ่สูงสง่าออกมาจากถ้ำแล้วเดินมาหาเขา

เจ้าฮู้ว่าจั่งใด๋ว่าเฮาอยู่นี่....และเจ้าฮู้ได้จังได๋ว่าเฮาเป็นเจ้าของม้าถึงเอามาคืนเจ้าของได้” ชายร่างใหญ่ถาม

“ข้าน้อยบ่ฮู้ดอก  แต่ม้ามันหากฮู้เอง   ตูข้อยเพียงแต่เชื่อใจม้า” เชียงจ่อยตอบ

“ขอบใจเจ้าหลาย....เจ้าแม้นเป็นคนฮู้ใจม้าแท้ๆ”

ว่าแล้วชายเจ้าของม้าก็เชิญเชียงจ่อยเข้าไปในถ้ำ   ชายร่างใหญ่ผู้นั้น ได้นำอาหารเครื่องดื่มมาเลี้ยงดูเชียงจ่อยอย่างสมเกียรติ  ในถ้ำที่ใหญ่โตมโหฬารแห่งนั้น  เมื่อมองลึกเข้าไปข้างในยังมีผู้คนอยู่ในถ้าแห่งนี้มากมาย  พวกเขาเหล่านั้นแต่งตัวด้วยชุดที่ดูแปลกตา เชียงจ่อยเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ในสายตาเชียงจ่อยเขาดูแล้วเท่ห์เตะตาโดนใจเขาเต็มที่  พวกเขาเหล่านี้เป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ ท่ามกลางป่าเขาลึกเช่นนี้หนอ

 “กินให้อิ่ม กินให้สบายๆ กินให้เต็มที่แล้วค่อยคุยกัน   กับคนที่รู้ใจม้าอย่างเจ้า เฮาขอคุยนำโดนๆ(คุยด้วยนานๆ)หน่อย แล้วจะให้คนไปส่งเจ้ากลับบ้าน”

หลังกินข้าวอิ่มหนำสำราญชายร่างใหญ่ก็ชวนเชียงจ่อย คุยถามเชียงจ่อยว่าเขาชื่ออะไร  เขาเป็นใคร  มาจากไหน เป็นลูกหลานใคร  บวชเณรมามีใครเป็นพระอุปัชฌาย์  เชียงจ่อยแปลกใจอย่างยิ่งในตัวชายร่างใหญ่ผู้นี้ทำไมเขาถึงรู้จักผู้คนที่หมุ่บ้านของเขาได้มากหน้าหลายตาเช่นนี้ ทั้งที่อยู่ในเขตคนละถิ่นโดยเฉพาะการรู้จักชื่อผู้คนในหมู่ครูประชาบาลแถบบ้านเขา ด้วยอยู่ละฟากฝั่งของเทือกเขาภูพานระหว่างอำเภอกุสิมนารายณ์บ้านเขา(รวมเขาวง นาคู ห้วยผึ้งและกุฉินารายณ์ปัจจุบัน)กับฝั่งสกลนครของชายร่างใหญ่  ถึงแม้เขาจะยังไม่บอกแต่ฟังจากสำเนียงที่พูด เป็นเสียงสำเนียง “คนญ้อ” เชียงจ่อยก็รู้ได้ว่าชายร่างใหญ่ผู้นี้ต้องเป็นคนสกลนครแน่นอน
และสิ่งที่ทำให้คนผู้ไทอย่างเชียงจ่อยรู้สึกดีมีความชื่นชอบชายร่างใหญ่คนนี้เป็นพิเศษ ก็ด้วยเขารู้เรื่องประวัติความเป็นมาของคนผู้ไทเป็นอย่างดี  เขาเล่าถึงตำนานความเป็นมาของคนผู้ไทด้วยความภาคภูมิใจไล่เรื่อยมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์เมืองแถน ยันสมัยผู้ไทอพยพมาอยู่เมืองลาวแถวคำม่วน สะหวันเขตแล้วค่อยย้ายมาในฝั่งสยามในเวลาต่อมา กระจายอยู่หลายพื้นที่  เขายังบอกว่าในถ้ำแห่งนี้ก็มีคนผู้ไทอาสามาร่วมประกอบภารกิจสำคัญของชาติบ้านเมืองอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก

ว่าแล้วชายร่างใหญ่ก็บอกเล่าถึงภารกิจสำคัญยิ่งที่เขากำลังทำอยู่ร่วมกับพี่น้องผู้รักชาติรักแผ่นดินรายรอบเขตเทือกเขาภูพานแห่งนี้......เชียงจ่อยฟังด้วยใจที่ฮึกเหิม แล้วจึงได้ถามว่าหากเขาจะเป็นอาสาสมัครมาร่วมงานด้วยเขาจะต้องทำอย่างไร  ชายร่างใหญ่ได้บอกกับเชียงจ่อยถึงภารกิจนี้เป็นภารกิจลับ ไม่เป็นที่เปิดเผยจะบอกใครไม่ได้  มีความเสี่ยงต่อชีวิตอย่างสูง และไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรตอบแทนส่วนตัว มีแต่การให้กับแผ่นดินให้กับพี่น้องคนร่วมชาติ หากมีศรัทธาในอุดมการณ์ให้กลับไปบอกญาติพี่น้องแต่ไม่ต้องบอกความจริงทั้งหมด บอกเพียงแต่ว่าจะไปทำงานต่างถิ่นแล้วจะส่งข่าวภายหลังพอ  ว่าแล้วเชียงจ่อยก็ได้กลับบ้านกับม้าที่รู้ใจคนตัวเดิม เขากลับมาถึงบ้านเอาตอนมืดค่ำ  ทำเอาคนที่บ้านเป็นห่วงด้วยไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหนทั้งวัน

รุ่งเช้าวันใหม่เชียงจ่อยพร้อมม้าจึงได้มายืนอยู่หน้าถ้ำที่เดิมอีกครั้งหากแต่เขาไม่ได้มาคนเดียวเขาได้พาเพื่อนคนหนุ่มในหมู่บ้านมาด้วยอีกหลายคน พร้อมข้าวของเสบียงบนหลังม้าอีกมากมาย

“สมแล้วที่เจ้าเป็นคนที่ฮู้ใจม้า...หากแต่เจ้ายังฮู้ใจคนอีกต่างหาก” ชายร่างใหญ่บอกกับเชียงจ่อย

ชายร่างใหญ่ได้มอบหมายให้คนมารับเขาไปยังที่พักในถ้ำลึกลับ  และเริ่มปฏิบัติการฝึกการใช้อาวุธในบ่ายนั้นทันที เวลาว่างก็จะมีคนมาอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองและเรื่องราวภารกิจการกอบกู้ชาติบ้านเมืองร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรต่อต้านการยึดครองจากญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ“เสรีไทย”บนภูพานแห่งนี้

กับภารกิจการกู้ชาติบ้านเมืองชายร่างใหญ่ได้มอบภารกิจสำคัญๆให้เชียงจ่อยทำอยู่หลายครั้ง  และเชียงจ่อยก็มีความรับผิดชอบเต็มความสามารถ  ภารกิจสำคัญที่สุดที่เชียงจ่อยภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต  ที่ชายร่างใหญ่มอบเป็นภารกิจให้เชียงจ่อยแก้ไขปัญหาการที่กองทัพญี่ปุ่นรู้ว่าที่บ้านนาคู อำเภอกุดสิมนารายณ์(ปัจจุบันอยู่อำเภอนาคู) จังหวัดกาฬสินธุ์นั้นมีสนามบินของเสรีไทยอยู่   ซึ่งสนามบินแห่งนี้กำลังจะถูกใช้เพื่อขนส่งกำลังบำรุงเป็นเสบียง สรรพาวุธ  ยาเวชภัณฑ์รวมทั้งเครื่องมือสื่อสาร ลำเลียงส่งมาจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่อินเดียและจะมาถึงในเร็ววัน  กองทัพญี่ปุ่นจึงได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด  มาทำลายสนามบินนาคูให้ย่อยยับตามพิกัดที่ได้รับทราบข่าวมาจากฝ่ายสอดแนม  เชียงจ่อยต้องระดมกำลังผู้คนที่บ้านนาคูมาปลูกข้าวบนสนามบินตอนกลางคืนทั้งคืน  และแล้วเมื่อถึงตอนรุ่งเช้าสนามบินนาคูก็ถูกแปรสภาพเป็นนาข้าวเรียบร้อย เมื่อเครื่องบินกองทัพญี่ปุ่นบินลงต่ำจะทิ้งระเบิดตามพิกัด  นักบินมองวนหาอย่างไรก็หาไม่เห็นสนามบิน บินวนอยู่นานแสนนานมองไปทีไรก็เห็นแต่นาข้าวดูเขียวไปหมดสุดลูกหูลูกตา    จึงต้องบินกลับก่อนที่น้ำมันจะหมด  ภารกิจสำคัญนำมาซึ่งความก้าวหน้าและความสำเร็จอย่างสูงมาสู่กองทัพ “เสรีไทย”โดยรวม  ทำให้มีการลำเลียงขนส่งกำลังบำรุงเป็นเสบียง สรรพาวุธ  ยาเวชภัณฑ์รวมทั้งเครื่องมือสื่อสารสนับจากฝ่ายสัมพันธมิตรประสบผลสำเร็จ  ชายร่างใหญ่บอกว่าความสำเร็จนี้เป็นความสำเร็จจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกๆคนจนกลายเป็นปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้ แน่นอนงานนี้ “เชียงจ่อย....คนผู้รู้ใจม้ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง”แต่เชียงจ่อยอดคิดจะแย้งกลับไปว่า “ความสำเร็จนี้เกิดจากม้าที่รู้ใจคนต่างหาก”  เขาจึงได้แต่เก็บงำความรู้สึกนั้นไว้

วันที่เชียงจ่อยภาคภูมิใจวันหนึ่งในชีวิต คือวันแห่งเกียรติยศ วันที่เชียงจ่อยได้มีโอกาสแต่งเครื่องแบบเสรีไทยเต็มยศเดินสวนสนามที่ถนนราชดำเนิน ประกาศชัยชนะร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2  ในครั้งนั้นการประกาศสงครามเข้าฝ่ายกองทัพญี่ปุ่นของรัฐบาลประเทศสยามทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นถือเป็นโฆษะ   สัมพันธมิตรได้ให้การรับรองขบวนการ “เสรีไทย”ของประเทศสยามที่มีท่านปรีดี พนมยงค์ ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในทางเปิด และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในทางลับ โดยมีชายร่างใหญ่แห่งเทือกเขาภูพาน “นายเตียง ศิริขันธ์” เป็นแม่ทัพใหญ่ ทำให้ประเทศสยามรอดพ้นจากการเป็นประเทศผู้พ่ายแพ้สงคราม

ในการสวนสนามของพลพรรคขบวนการเสรีไทย ณ ถนนราชดำเนินกลางเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2488 ที่ท่านปรีดี พนมยงค์เป็นประธานในพิธีนั้น มีกองกำลังเสรีไทยเข้าร่วมกว่า 8,000 คน พร้อมด้วยอาวุธทันสมัย ที่ได้รับจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกา คำปราศรัยอันเป็นประวัติศาสตร์ ของท่านปรีดีผู้เป็นประธานในพิธีวันนั้นมีอยู่ตอนหนึ่งว่า

           “เราทั้งหลายได้ถือเป็นหลักเป็นคติในการรับใช้ชาติครั้งนี้ว่า เรามุ่งจะทำหน้าที่ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นคนไทย ซึ่งจะต้องสนองคุณชาติ เราทั้งหลายไม่ได้มุ่งหวัง ทวงเอาตำแหน่งในราชการมาเป็นรางวัลตอบแทน การกระทำทั้งหลาย ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคล หรือหมู่คณะใด แต่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งมวล การกระทำคราวนี้มิได้ตั้งเป็นคณะหรือพรรคการเมือง แต่เป็นการร่วมงานกันประกอบกิจ เพื่อให้ประเทศไทยได้กลับคืนสู่สถานะก่อนวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484......

           “วัตถุประสงค์ของเราที่ทำงานคราวนี้มีจำกัด และมีเงื่อนเวลาสิ้นสุด กล่าวคือ เมื่อสภาพการณ์เรียบร้อยลงแล้ว ก็จะเลิก สิ่งที่เหลืออยู่ในความทรงจำของเราทั้งหลายก็คือ มิตรภาพอันดี ในทางส่วนตัวที่เราได้ร่วมรับใช้ชาติด้วยกันมา โดยปราศจากความคิด ที่จะเปลี่ยนสภาพองค์การ ให้เป็นคณะหรือพรรคการเมือง

เชียงจ่อยได้ตระหนักว่ากระทำการครั้งนั้นของท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านเตียง ศิริขันธ์และพลพรรคเสรีไทยทั้งหลายล้วนเป็นการกระทำเพื่อชาติโดยแท้ ไม่มีวาระซ่อนเร้นที่จะเป็นผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะตัวแอบแฝงมากับงาน ภารกิจของขบวนการเสรีไทยเป็นไปในลักษณะเฉพาะหน้า เฉพาะกิจ เฉพาะกรณีเมื่อจบภารกิจก็ยุติบทบาทสลายกำลัง - วางอาวุธ !

กลับจากสวนสนามที่กรุงเทพ สมาชิกกองทัพเสรีไทยทั้งหมดรวมทั้งเชียงจ่อยได้สลายตัวกลับไปเป็นราษฎรสามัญชนคนธรรมดา ภายใต้กฏเหล็กที่ยึดถือร่วมกันว่าต้องไม่เอาความดีความชอบนั้นเป็นของตัวเอง....จึงไม่ค่อยมีใครจะได้พูดถึงวีรกรรมของเสรีไทยในครั้งนั้นนัก

และยิ่งหลังจากนั้นรัฐบาลชุดใหม่ต่อจากท่านปรีดี พนมยงค์ได้ตั้งข้อกล่าวหาท่านปรีดี  ว่าไม่มีความจงรักภักดี ว่าท่านมีความเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตของ ร.8  จึงทำให้ท่านต้องเดินทางไปลี้ภัยในต่างประเทศ ส่วนท่าน “เตียง ศิริขันธ์” ขุนพลคู่ใจท่านปรีดีก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎต่อแผ่นดิน  เมื่อเข้ามอบตัวกับทางตำรวจก็โดนสร้างสถานการณ์ว่าท่านพยายามหลบหนีจากคุกและถูกฆ่าตายอย่างทารุณ ที่ข้างทางจะไปเมืองกาญจน์  ส่วนเพื่อน 4 อดีตรัฐมนตรีจากภาคอีสาน ประกอบด้วย จำลอง ดาวเรือง ถวิล อุดล  ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองในสังกัดของนายปรีดี พนมยงค์ และเตียง ศิริขันธ์ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดินเช่นกัน...ทั้ง 4 อดีตรัฐมนตรีถูกสร้างสถานการณ์ว่ามีการแย่งชิงนักโทษโดยเมื่อเวลา 03:00 คืนวันที่ 4 มีนาคม 2492 ที่ถนนพหลโยธิน ก.ม.ที่ 11 บริเวณบางเขน (ใกล้แยกรัชโยธิน) โดยทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตอย่างน่าสงสัยบนรถขนนักโทษของตำรวจ แต่ทางรัฐบาลสมัยนั้นแถลงว่าเกิดจากการปะทะกับโจรมลายูที่จะมาชิงตัวนักโทษ ซึ่งไม่มีใครให้ความเชื่อถือกับคำแถลงของอำนาจรัฐในเวลานั้น  ต่อมาครูครอง จันดาวงค์ แกนนำเสรีไทยคนสำคัญที่ จ.สกลนครอีกท่านหนึ่ง ก็ถูกจับไปยิงเป้า ด้วยข้อหาเป็นผู้ก่อการร้ายในเวลาต่อมา แกนนำคนอื่นๆก็ถูกทางการไล่ล่าเอาชีวิตกันโดยถ้วนหน้า

เรื่องราวของท่านปรีดี พนมยงค์กับขบวนเสรีไทยและกรณีสวรรคต ของ ร. 8  ......เรื่องราวของเสรีไทยบนภูพาน ...... เรื่องราวของนายเตียง ศิริขันธ์และ4 อดีตรัฐมนตรีอิสาน เรื่องราวของครูครอง จันดาวงค์ รวมทั้งเรื่องราวของ“เชียงจ่อย...ชายผู้รู้ใจม้ากับม้าที่รู้ใจคน”    จึงเป็นเรื่องที่คนบ้านผมไม่มีใครกล้าที่จะพูดถึงกัน....จะมีการพูดคุยเล่าต่อกันฟังก็แต่เพียงวงพูดคุยเล็กๆอย่างเช่นผมและเพื่อนๆที่ได้เคยเล่าสู่กันฟังในท้องทุ่งนาเมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กเลี้ยงควาย