วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์ สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์ได้เขียนถึงเรื่องปัญหาการอ่านหนังสือของเด็กไทยและคนไทยไว้ตอนหนึ่งว่า  เรื่องเด็กไทยอ่านหนังสือไม่ออก  อ่านหนังสือไม่คล่อง  หรืออ่านหนังสือไม่แตก ยังเป็นปัญหาในภาพรวมทั้งประเทศ 
         ผู้เขียนได้เสนอข้อมูลผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2548  พบว่า ประเทศไทยมีผู้ไม่อ่านหนังสือถึง 22.4 ล้านคน  หรือเกือบ 40 % ของประชากรทั้งประเทศ(ศธ.อาจค้านตัวเลขว่า...เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาแล้ว)  ด้วยเหตุผลต่างๆ  อาทิ  ชอบดูทีวี  หรือฟังวิทยุ  หรือไม่ชอบ ไม่สนใจ   โดยสถิติคนไทยอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม เท่านั้น  ขณะที่คนสิงคโปร์อ่านปีละ 40- 50 เล่ม คนเวียตนามอ่านปีละ 60 เล่ม ซึ่งมากกว่าคนอเมริกันที่อ่านปีละ 50 เล่ม  และที่น่าห่วงยิ่งขึ้นเมื่อดูตัวเลขการอ่านหนังสือเป็นบรรทัดแล้ว  คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยแค่วันละ 6 บรรทัดเท่านั้น
         ผู้เขียนอ้างถึง ดร.กุลยา  ก่อสุวรรณ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษฯ มศว. ที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
       
...การอ่านเป็นพื้นฐานของการเรียน  ดังนั้นถ้าเด็กอ่านไม่ออก  อ่านไม่คล่อง เมื่อเรียนอะไรก็จะเรียนไม่รู้เรื่อง  แม้จะพยายามเคี่ยวเข็ญมากก็ตาม  และส่งผลให้เด็กหนีเรียน  ขาดเรียน  เพราะเรียนไม่รู้เรื่อง
         เมื่อไม่นานมานี้ผมไปเยี่ยมโรงเรียนทางภาคเหนือตอนล่าง  โรงเรียนต่างๆบอกว่า เด็ก ป.3 อ่านหนังสือออกทุกคน (ตามเกณฑ์ สพฐ.) แต่พอไปสุ่มให้อ่านเป็นประโยคง่ายๆจากในหนังสือเรียนของเขา  ปรากฏว่า ยังอ่านไม่แตก  อ่านไม่คล่อง  บางคนก็อ่านไม่ออกในหลายๆคำ (ไม่ได้รวมเด็ก LD)  เมื่อสอบถามครูก็ทราบว่า  วิธีฝึก/ประเมินการอ่าน  เขามีแบบฝึกการอ่านให้อ่านเป็นคำๆ แล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นที่เด็กอ่านได้  แต่พอให้มาอ่านเป็นประโยคก็ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด  จึงเป็นปัญหาสำคัญในผลการสอบ NT ด้วย เพราะเด็กอ่านโจทย์ปัญหาไม่แตก ก็ตอบคำถามไม่ได้  ซึ่งจะส่งผลต่อไปในชั้นที่สูงๆขึ้นไปด้วย
         ผมเป็นคนโบราณที่เคยค้านการทำหลักสูตร 8 กลุ่มสาระแบบปูพรมให้เรียนตั้งแต่ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-ป.3) ซึ่งผมเห็นว่าช่วงนี้ควรเน้นให้เด็กอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็นก่อน(เหมือนสมัยผมเรียน) เมื่อฐานแน่น เขาก็จะสามารถศึกษาค้นคว้า เรียนในกลุ่มสาระต่างๆในชั้นที่สูงขึ้นไปได้  ผมไปดูโรงเรียนที่นิวซีแลนด์ ซึ่งเขาเป็นประเทศที่ก้าวหน้าเรื่องการศึกษา  เขาก็ยังสอนเน้นการอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็นในชั้นต้นๆเหมือนครูโบราณเรา และเขาก็ใช้ ศิลปะ  ดนตรี กีฬา มาบูรณาการให้เด็กได้เรียนอย่างมีความสุขด้วย  ซึ่งตอนนี้ สพฐ.ก็ได้พยายามปรับหลักสูตรกันใหม่แล้ว
         ปัญหาเรื่องนี้ครูคงต้องทำงานกันหนักมากขึ้น  ซึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือสถาบันครอบครัวก็ต้องช่วยกันดูแลแต่ต้นด้วยครับ...