สกว. กับความเป็นองค์กร เคออร์ดิค
35. องค์กรเคออร์ดิค คือองค์กรอัจฉริยะ
ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)www.kmi.or.th
องค์กรอัจฉริยะความหมายว่า องค์กรนั้นไม่เพียงแค่มีความรู้ความสามารถเกินระดับปกติ แต่มีความสามารถในการ เรียนรู้, สร้าง, และใช้ ความรู้ความสามารถ เกินระดับปกติ
พิจารณาให้ดีนะครับ ถ้าเพียงแค่มีความรู้ แต่ไม่สามารถสร้างความรู้ใหม่ได้ ไม่ช้าความรู้ที่มีก็จะเก่าและล้าสมัย ความเป็นอัจฉริยะแบบนี้จึงเป็นเพียง “อัจฉริยะชั่ววูบ” ไม่คงทน ไม่อัจฉริยะจริง
องค์กรอัจฉริยะที่แท้จริงไม่ใช่องค์กรที่มีความรู้ (knowledge-based organization) เท่านั้น แต่จะต้องเป็นองค์กรที่สร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาทดแทน หรือล้มล้างความรู้เก่า และใช้ความรู้ใหม่นั้นในการดำเนินกิจการที่มีชัยเหนือคู่แข่ง องค์กรอัจฉริยะไม่ใช่แค่องค์กรที่มีความรู้ แต่จะต้องเป็นองค์กรที่สร้างความรู้ (knowledge-creating organization) และใช้ความรู้ที่สร้างขึ้นใหม่นั้น ในการเพิ่มคุณค่าและมูลค่า (value-add) ให้แก่องค์กร
องค์กรอัจฉริยะจะต้องไม่หยุดอยู่แค่ความสามารถในการสร้างและใช้ความรู้ แต่จะต้องมีความสามารถในการสร้างความรู้และใช้ความรู้โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด และมีอัตราความเร็ว(speed) สูงที่สุด ซึ่งหมายความว่า กระบวนการ “สร้าง” และ “ปรุง” ความรู้ให้ “พร้อมใช้” นั้น จะต้องไม่เริ่มจากศูนย์ องค์กรจะต้องมีความสามารถในการ “หยิบฉวย” หรือ “ดูดซับ” ความรู้ที่ต้องการมาจาก ภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เอามาปรับเล็กปรับน้อยเพื่อทดลองใช้ตามบริบทขององค์กร
ความ “อัจฉริยะ” อยู่ตรงนี้แหละ อยู่ที่การลงทุนน้อยแต่ได้ผลมากและรวดเร็ว และเมื่อคู่แข่งรู้ตัวและไล่ตาม องค์กรอัจฉริยะก็ก้าวไปอีกหลายขั้นแล้ว ในการนำเอาความรู้ใหม่มาขยับวงจรเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์กร
นอกจากลงทุนน้อยได้ผลมากและรวดเร็วแล้ว ยังพัฒนาต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง โดยมีระบบ ดูดซับ ปรับแต่ง ประยุกต์ใช้ และ ยกระดับ ความรู้ ที่หมุนเป็นเสมือนเกลียวที่ยกระดับขึ้นเรื่อยไป ที่เรียกว่า เกลียวความรู้ (knowledge spiral)
ความเป็นอัจฉริยะไม่ได้อยู่ที่ความรู้ (Knowledge) แต่อยู่ที่เกลียวความรู้ (Knowledge spiral) ไม่ได้อยู่ที่องค์ความรู้ (body of knowledge) แต่อยู่ที่การประยุกต์ใช้ความรู้ (application of knowledge) และการยกระดับความรู้ (leverage of knowledge)
องค์กรที่ดำเนินการตามแนวทางข้างต้นด้วยความยากลำบาก ต้องออกแรงมาก ใช้ทรัพยากรมาก เกิดความขัดแย้งมาก เกิดความทุกข์มาก ไม่ใช่องค์กรอัจฉริยะ
องค์กรอัจฉริยะคือองค์กรที่ดำเนินการตามข้างต้นโดยแทบจะไม่ต้องออกแรง แทบจะไม่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเลย และมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข ความชื่นชมยินดี ความคึกคัก ความเคารพเห็นคุณค่าซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกขององค์กร
องค์กรอัจฉริยะตามรูปแบบข้างต้น คือองค์กรที่ดำเนินการตามแนวทาง องค์กรเคออร์ดิค เกิดการสนธิพลัง (synergy) ระหว่างความแตกต่างหลากหลาย (diversity) ที่มีอยู่ภายในองค์กร และภายนอกองค์กร โดยสามารถทำให้ชิ้นส่วน หรือองค์ประกอบ หรือสมาชิก ขององค์กรที่แตกต่างหลากหลายนั้น มีเป้าหมายความมุ่งมั่น (commitment) ไปในทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่สูงส่งเดียวกัน แล้วมีการจัดการให้เกิดความร่วมมือ ส่งเสริมเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทำให้กิจกรรมการปฏิบัติงานภายในองค์กรเป็นเรื่องสนุกสนาน น่าอภิรมย์ (enjoyment) ไหลเลื่อน (flow) ไปเสมือนเป็นอัตโนมัติ แทบจะไม่ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อน เพราะในกระบวนการไหลเลื่อนนั้นเองได้ปลดปล่อยพลังงานที่อยู่ภายในตัวบุคคล และที่อยู่ภายในความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล ออกมาขับเคลื่อนการไหลเลื่อนนั้น
วิถีสู่องค์กรอัจฉริยะ ผ่านแนวทาง องค์กร เคออร์ดิค จะต้องพัฒนาขีดความสามารถ (Competencies) อย่างน้อย ๑๒ ประการ ได้แก่
- มีความมุ่งหมาย มุ่งมั่น ที่ชัดเจน มั่นคง ไม่คลอนแคลน
- ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
- มีการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การจัดการความรู้ ที่กลมกลืนกับแผนยุทธศาสตร์ขององค์กร
- ใช้ภาวะผู้นำ และทีมแกนนำจัดการความรู้
- มีการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน (Human Relationship Management)
- มีการพัฒนาทักษะพื้นฐานของพนักงาน
- มีการพัฒนาทักษะในการใช้ “ตัวช่วย” (enabler) ต่อการจัดการความรู้
- เป็นองค์กรที่ “ไร้กำแพง”
- มีบรรยากาศแห่งอิสรภาพ และบรรยากาศเชิงบวก
- มีการจัดการคนเก่ง จัดการขุมทรัพย์ทางปัญญา
- มีและใช้ ระบบบันทึก “ขุมความรู้” และ “คลังความรู้”
- มีและใช้ ระบบเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ
ความเป็นองค์กรอัจฉริยะ อยู่ที่ความสามารถในการใช้ขีดความสามารถทั้ง ๑๒ ประการนี้แบบบูรณาการ ใช้ให้เสริมแรงซึ่งกันและกัน จนคล้ายกับเป็นเครื่องมือชิ้นเดียวกัน ยิ่งใช้ เครื่องมือเหล่านี้ก็ยิ่ง “คม” หรือมีพลังยิ่งขึ้น
รายละเอียดของหลักการพัฒนาขีดความสามารถทั้ง ๑๒ ประการอ่านได้จาก www.kmi.or.th และมีรายละเอียดมากมายใน บล็อก http://gotoknow.org/thaikm
ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีองค์กรอัจฉริยะ ในลักษณะ “อัจฉริยะข้ามคืน” คือเข้าสู่สภาพองค์กรอัจฉริยะแบบสายฟ้าแลบ การเป็นองค์กรอัจฉริยะ ต้องการการดำเนินการแบบเอาจริงเอาจัง (แบบสนุก) ต่อเนื่อง สั่งสมประสบการณ์ ไม่ละลดหรือท้อถอยเมื่อพบอุปสรรค แต่มุ่งใช้อุปสรรคหรือความล้มเหลวเป็นครูหรือบทเรียน ทำไปเรื่อยๆ อย่างมีสติ อย่างมุ่งมั่น ใช้สติปัญญารวมหมู่ ใช้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติ ใช้ความรู้ความเข้าใจ หรือการตีความจากหลากหลายมุมมอง นำมาใช้ในการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง (CQI – Continuous Quality Improvement) พัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง แล้วความเป็นองค์กรอัจฉริยะก็จะมาถึงอย่างไม่รู้ตัว
สภาพเช่นนี้ทั้งดูเป็นนามธรรม ซึ่งเป็นความจริง โดยที่รูปธรรมที่สัมผัสได้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการลงมือปฏิบัติ
องค์กรอัจฉริยะ ไม่ได้เกิดจากการส่งพนักงานไปเข้ารับการอบรมหรือการศึกษาต่อ แต่จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อพนักงานทั้งหมดพร้อมใจกันลงมือปฏิบัติ และเน้นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ
คำตอบสุดท้าย ของการเป็นองค์กรอัจฉริยะ อยู่ที่ความปรารถนาและความเอาจริงเอาจังอย่างแรงกล้า (strong commitment) ร่วมกันภายในองค์กร แล้วลงมือดำเนินการโดยยึดยุทธศาสตร์เชิงบวก สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทำและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จะไม่มีความล้มเหลว มีแต่ความสำเร็จที่ยังมาไม่ถึง หรือยังใช้ความเพียรไม่พอ นั่นคือความเป็นอัจฉริยะในการขจัดความล้มเหลว
หมายเหตุ สคส. มีบริการ KMI KM Coaching Service สู่ความเป็นองค์กรอัจฉริยะ ดูรายละเอียดได้ที่ www.kmi.or.th
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ม.ค. ๕๑