ยิ่งนับวัน เราก็ยิ่งสร้างความแตกต่างของ KM แนว สคส. ออกจากตำรา KM และออกจาก KM สำนักอื่น ซึ่งผมของเรียกว่า “สำนัก ดร. ประพนธ์” หรือ “สำนัก สคส.” ที่คำที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “โมเดลปลาทู” ถ้าบอกชาวต่างชาติ เราก็ใช้คำว่า TUNA Model
ที่จริงเราเดินทางมาไกลมาก จากจุดที่เราคิด TUNA Model ขึ้นมา แต่ “โมเดลปลาทู” ก็ยังคงใช้ได้ดี โดยใช้ร่วมกับโมเดลอื่นๆ ที่เราเข้าใจและประสบความสำเร็จในการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลา ๖ ปีเศษที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ ๑๐ มิ.ย. ๕๒ ผู้พิพากษาระดับรองอธิบดีของศาลยุติธรรมจำนวนหนึ่ง AAR ให้เราฟังว่า หลังจากไปเข้า KM Workshop ของ สคส. ๓ วัน ท่านมองว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ เป็นการเรียนรู้แบบเซน คือไม่มีใครสอน แต่จัดสภาพแวดล้อมและกิจกรรมให้สัมผัสเอง แล้วเกิดความเข้าใจจากภายในแต่ละคน
พลังมันอยู่ที่แต่ละคนเกิดความเข้าใจไม่เหมือนกันทั้งหมด การจัดกระบวนการ ลปรร. อย่างอิสระ อย่างสนุก อย่างเบิกบานใจ อย่างชื่นชมความเห็นของคนอื่น โดยมีการฟังอย่างลึก ทำให้เกิดการเรียนรู้มิติใหม่ ที่เรียกว่า “การเรียนรู้มิติ KM” หรือ “การเรียนรู้แนว KM”
เป็นการเรียนรู้ โดยไม่ต้องสอน เป็นการเรียนรู้ ที่การสอนให้ไม่ได้ เพราะเป็น KM แบบเซน
วิจารณ์ พานิช
๒๖ มิ.ย. ๕๒
KM สอนไม่ได้ เพราะไม่ตายตัว
ความคิดของเราเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็พอรู้
แต่เมื่อความคิดของเรา ผสมกับความคิดคนอื่นในกระบวนการอันหลากหลายของ KM
ก็จะเกิดการผุดบังเกิด Emergence ของความรู้ที่มหัศจรรย์ขึ้น
มีแต่การทลายกรอบอัตตา กรอบความคิดเดิมที่เราเชื่อถืออยู่ จึงจะเข้าถึง "สัจจะของ KM" ได้อย่างลึกซึ้ง
Zen จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำลายความเชื่อและตัวตนเดิม เพื่อเข้าถึงความมหัศจรรย์ของ KM
ผมดีใจที่ได้เจอกับเจ้าสำนัก KM ทั้งสายหยิน (อาจารย์ประพนธ์) และสายหยาง (คุณหมอวิจารณ์)
คารวะ
KM บังคับให้ทำไม่ได้ แต่กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการนำไปใช้ การศึกษาวัฒนธรรมในแต่ละองค์กร ผมว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ ต้องการเอาตัวรอด พฤติกรรมการของการมอบให้ ต้องอาศัยวิวัฒนการ ผมเชื่อว่า KM เป็นวิวัฒนการของการจัดการองค์กรประเภหหนึ่ง ต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจ