ก่อนจะคุยกับ สพฐ. ผมคุยกับ นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย และ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ตามลำดับ    เพื่อประกาศความไม่เป็นเจ้าของ (dis-own) โครงการเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ของตัวผม    และยกความเป็นเจ้าของให้แก่คุณหมอรุ่นน้องทั้งสอง 


          ที่จริงเป็นการมอบการจัดการครับ   มอบอำนาจการตัดสินใจเชิงการจัดการ    เพื่อให้การจัดการมีคุณภาพ   ไม่มีความพะวักพะวงเกรงใจกัน


          ดังนั้น ใครจะติดต่อเรื่องเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ต้องติดต่อ มสส.    ไม่ใช่ติดต่อ สคส.  ไม่ใช่ติดต่อผม    แต่ผมก็จะยังเขียนบันทึกเรื่องเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ต่อไป  


          ข่าวดีคือ เมื่อผมถาม ดร. เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผอ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา  สพฐ. ที่เป็นหัวหน้าคณะของ สพฐ. (ซึ่งมาร่วมหารือ ๒ คน   อีกคนหนึ่งคือ ดร. พจนีย์)    ว่าตัวท่านต้องการอะไรจากโครงการนี้  


          คำตอบคือ ต้องการใช้พลังของการเรียนรู้ (Learning) เพื่อการพัฒนาครู    โดยใช้กระบวนการ KM ที่ สคส. พัฒนาขึ้น   ดร. เบญจลักษณ์มีลูกเล่นไม่เบา ที่จะบอกว่าเพราะเชื่อในเครื่องมือ KM และเชื่อในตัว นพ. วิจารณ์ ด้วย


          ข่าวร้ายก็คือ เงินในโครงการไทยเข้มแข็งมีกล่องใส่หมดแล้ว    ทาง สพฐ. ต้องไปจัดเงินออกจากกล่องต่างๆ เอามาใส่โครงการเครือข่ายครูเพื่อศิษย์    แต่ก็จะมีเงินจำนวนหนึ่งที่จะต้องไปเบิกจากสำนักงานเขตพื้นที่    คือทาง มสส. จะต้องอดทนต่อรูปแบบการจัดการ SP2 และระบบรายงานของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ 


          ข่าวร้ายก็คือ การทำงานพัฒนาครูด้วยการเรียนรู้นี้เป็นทุติย    ส่วนที่เป็นปฐมคือการใช้จ่ายเงิน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ    เขาเอาเงินเป็นตัวตั้ง ในขณะที่ชีวิตผมเอางานเป็นตัวตั้ง 

 
          กลับไปที่ข่าวดี  เราเห็นพ้องกันเกือบทั้งหมดในหลักการใหญ่   โดยเฉพาะเรื่องการทำงานระยะยาวให้แก่สังคมไทย   คือเราทำงาน Beyond SP2   และ Beyond สพฐ.   ทำงานวางรากฐานเพื่อสร้างศักดิ์ศรีของความเป็นครู (เพื่อศิษย์)   ฟื้นความภาคภูมิใจของวิชาชีพครู    โดยวัดที่การทำเพื่อศิษย์ ไม่ใช่เพื่อกู หรือเพื่อนายของกู  

 

วิจารณ์ พานิช
๙ ก.ย. ๕๒

บรรยากาศในห้องประชุม

ซ้าย ดร[1]. เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า  ขวา ดร. พจนีย์