ภรรยาเอานิตยสาร IMAGE ฉบับเดือน ธ.ค. ๕๒ ที่มีบทสัมภาษณ์ลูกชายละเอียดยิบ มาให้อ่าน   ชื่อเรื่องว่า “วิจักขณ์ พานิช  Heart is a Lonely Wanderer”   อ่านแล้วได้ความรู้มาก ว่าลูกเขาคิดอย่างไร  

          ลูกสาวเขาบอกว่า ที่บ้านผม (ในครอบครัวผม) มีคนอยู่ 3 generation คือ เจนเนอเรชั่น โอ   เจนเนอเรชั่น เอ็กซ์   และ เจนเนอเรชั่น วาย   ตัวเขาเองแม้อายุจะมากกว่าน้องชายเพียง ๗ ปี ก็มีบุคลิกและวิธีคิดต่างกันมาก เป็นคนละเจนเนอเรชั่น   คือเขาเป็น เอ็กซ์  น้องชายเป็น วาย    ส่วนสาวน้อยกับผมเป็น โอ ต่างกันสุดสุด 

          แต่ที่บ้านผม ทุกคนมีบุคลิกร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือความพยศ ไม่ชอบตามกระแส   ดังนั้นเราจึงยอมรับความพยศของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน   เพราะเป็นคนคนละยุค   เราหวังแต่ว่า ความพยศของแต่ละคนจะไม่ไปทำความเดือดร้อนให้แก่สังคม   และในที่สุดแล้ว เมื่อความพยศมันกลมกล่อมมากขึ้น สังคมจะได้รับประโยชน์    เพราะเราเชื่อว่า ความพยศคือเส้นทางสู่ความงอกงามสิ่งใหม่ๆ หรือเรียกในภาษาการจัดการสมัยใหม่ว่า นวัตกรรม (innovation)

          เมื่ออายุ ๓๑ – ๓๒ ปี ผมก็ฝันไปตั้งสำนักของตนเองในต่างจังหวัด   ตอนนี้ลูกชายอายุ ๒๙ – ๓๐ เขาก็ตั้งสำนักตีโลปะ

          เวลาผ่านไปกว่า ๔๐ ปี ความฝันของผมไม่เป็นจริง   ผมตั้งสำนักไม่สำเร็จเพราะชอบชีวิตพเนจร   ชอบทำงานในฐานะ “ข้าวนอกนา”    แต่ก็ได้ชีวิตอุดมไปอีกแบบ   ถือว่าความฝันยามเยาว์เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางแห่งชีวิต

          พ่อแม่จึงทำใจยอมรับได้ในความพยศของลูกๆ    โดยหวังว่าการปลูกฝังเรื่องเชื่อในคุณค่าของความดีงาม การทำคุณประโยชน์ต่อสังคม  และการไม่เบียดเบียนคนอื่นและสังคม เป็น ดีเอ็นเอ ของตระกูลเรา

 

 

วิจารณ์ พานิช
๙ ม.ค. ๕๓
วันเด็ก