มหกรรม “พลังเยาวชน พลังสังคม” ครั้งที่ ๑ จัดเมื่อ ๙ – ๑๑ ต.ค. ๕๒ ในประเด็น “ร่วมสร้างสังคมไทย...ด้วยการให้”   งานนี้มีภาคีร่วมจัดกว่า ๑๐๐ และมีการสรุปกิจกรรมไว้หลายที่ เช่น , , เป็นต้น   

          โดยมีประเด็นขับเคลื่อน ๑๐ ประเด็น  ได้แก่

๑.   เยาวชนกับศิลปะ  วัฒนธรรม และดนตรี
๒.   จิตอาสา  อาสาสมัคร  คุณธรรมจริยธรรม
๓.   เยาวชนกับท้องถิ่นของตน
๔.   การจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
๕.   เยาวชนกับชาติพันธุ์และสภาพไร้รัฐ
๖.   เยาวชนกับสื่อเพื่อการพัฒนา
๗.   สภาเด็กและเยาวชน
๘.   เยาวชนกับสุขภาวะองค์รวมและกีฬา
๙.   เยาวชนกับการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
๑๐.  เยาวชนพิเศษ ด้อยโอกาส พิการ

          ผมได้บันทึกการไปร่วมงานนี้ไว้ที่นี่ 

         วันที่ ๑๘ ม.ค. ๕๓ มูลนิธิสยามกัมมาจลก็จัดประชุมหารือยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานด้านพัฒนาเยาวชนต่อ    เป็นการต่อยอดคุณค่าของงานมหกรรมเยาวชน ไปสู่การพัฒนาเยาวชนอย่างลุ่มลึกและมีพลัง    และผมมีความสุขมาก ที่ได้เข้าร่วมการประชุมนี้

          งานมหกรรมเยาวชนที่จัดไปนั้น หากมองเฉพาะตัวกิจกรรมแบบผิวเผิน ก็จะเห็นแต่ความสนุก และการได้แสดงออกของเยาวชน   แต่นั่นคือเปลือก   วันนี้เรามาหาแก่นกัน และหาทางขยาย “พลังเยาวชน พลังสังคม” จากแก่น   และหาวิธีจัดงานมหกรรมให้ได้แก่นมากๆ เสียเวลาหรือทรัพยากรที่เปลือกให้น้อยลง    หรือที่สำคัญที่สุด ไม่หลงอยู่แค่เปลือก  

          ทีมงานสังเคราะห์พรมแดนความรู้ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสังคมไทย   โดยใช้ข้อมูลจากงานมหกรรมฯ ครั้งที่ ๑  จาก ๔ มหาวิทยาลัยคือ มหิดล, มศว., มศก., และ มก. โดยมี ดร. สมศรี ศิริขวัญชัย แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการ   มานำเสนอผลงาน   เพื่อเสนอแนะยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน “พลังเยาวชน พลังสังคม” ในอนาคต  

          ผมมีโจทย์ไปถามที่ประชุมว่า หลักการ ๓ วัน = ๓๖๕ วัน ที่ผมเสนอไว้    เป็นจริงแค่ไหน   ถ้าจะให้เป็นจริงมากขึ้น ควรมีกิจกรรมเสริมอะไรบ้าง    และในงานมหกรรมครั้งที่ ๒ ในปี ๒๕๕๓ ควรปรับปรุงงานอย่างไรบ้าง เพื่อให้หลักการนี้เป็นจริงยิ่งขึ้น

          หลักการ ๓ วัน = ๓๖๕ วัน หมายถึง กิจกรรมในมหกรรม ๓ วัน ส่งพลังของการทำงานพัฒนาเยาวชนไปตลอดทั้งปี  

          มหกรรมพลังเยาวชนนี้ ออกแบบให้มีกิจกรรม ๔ อย่าง คือ (๑) นิทรรศการ  (๒) การแสดง  (๓) workshop  (๔) เวทีเสวนา    โดยมีเป้าหมาย ๓ ประการ คือ  (๑) เปิดพื้นที่ทางสังคมให้เยาวชน  (๒) สร้างการรับรู้ เรียนรู้ และยอมรับ ให้แก่เยาวชน และแก่องค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน  (๓) สร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน 

          ในกิจกรรม ๔ อย่างนี้ นิทรรศการได้ผลน้อย   แต่ทุกกิจกรรมก็สามารถปรับปรุงได้ทั้งสิ้น   เช่นปรับปรุงการแสดงโดยมีการให้ความรู้แก่ผู้ชมย่อๆ ก่อนชมการแสดง    จะได้เข้าใจสาระที่ต้องการสื่อในการแสดง    มีคู่มือนำชมนิทรรศการ และจัดนิทรรศการให้ไม่กระจายเกินไป

        ในการประชุมวันนี้ มีการชี้ว่า สิ่งที่ยังมีผลน้อยคือ  (๑) การเรียนรู้ข้ามกลุ่ม  (๒) การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ 

          จุดใหญ่ที่สุดของการปรับปรุงคือการโฟกัสกิจกรรมและประเด็น   ไม่ให้งานกระจายเกินไป   และการมีงานมหกรรมรายภาค ก่อนจัดที่กรุงเทพ    คล้ายๆ เป็นการคัดกรองเรื่องดีๆ ที่เด็กและเยาวชนทำ ก่อนเข้ามานำเสนอที่กรุงเทพ    คือแทนที่จะเป็นมหกรรมครั้งเดียวที่กรุงเทพ ก็มีหลายครั้ง    จัดที่ภูมิภาคเพื่อสร้างความเคลื่อนไหวให้กว้างยิ่งขึ้น แต่แต่ละงานมีจุดเน้นชัดเจน

          จุดเน้นของมหกรรมเยาวชนคือ ด้านบวกของเด็กและเยาวชน   เน้นการเปิดเวทีให้เยาวชนนำเอาผลงานเพื่อสังคมมาแสดงหรือเผยแพร่    ไม่เน้นพูดหรือแสดงปัญหา   และไม่เน้นการแก้ปัญหาสารพัดด้านของเด็กและเยาวชน

          สิ่งที่ผมดีใจมาก คือการที่ผู้ดำเนินการได้ออกแบบให้ทีมนักวิชาการเข้ามาสังเคราะห์พรมแดนความรู้ด้านเด็กและเยาวชนจากงานมหกรรม   และมาให้ความเห็นเพื่อการปรับปรุงวิธีจัดงานด้วย   และทีมนักวิชาการก็ได้แสดงความสามารถเป็นอย่างดี

          งานประสานงาน สร้าง synergy ระหว่างองค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนนี้ เป็นงานเต็มเวลา ทำงานตลอดปี   โดยมูลนิธิสยามกัมมาจลเป็นผู้ทำหน้าที่นี้   ในลักษณะของการ “เปิดพื้นที่เรื่องดีของเด็ก (และเยวชน)”   ด้วยหลากหลายวิธีการ    เว็บไซต์ okkid.net ก็เป็นช่องทางหนึ่ง 

          งานมหกรรมเยาวชน เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของการขับเคลื่อนพลังด้านดีของเด็ก   ที่มูลนิธิสยามกัมมาจลและภาคีจะต้องร่วมกันสร้าง synergy ระหว่างงานมหกรรม ๓ วัน กับการส่งเสริมเยาวชนด้านบวก ด้านสร้างสรรค์ ในเวลา ๓๖๕ วันต่อปี 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ม.ค. ๕๓

บรรยากาศในห้องประชุม