หากท่านใดที่ขับขี่ยวดยานพาหนะ ผ่านทางรถไฟ ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหน่อยนะครับถ้ารถยนต์ไม่ใช่ของบริษัท หรือไม่ไม่ประกันภัย เจ้าของรถคงต้องหมดเนื้อหมดตัวหรือล้มละลายเป็นแน่แท้

จากเมื่อวันก่อนผมได้เขียน  บันทึกนี้

เมื่อวานนี้ (6 ก.ย.50) ได้มีโอกาสได้พบกับรุ่นพี่และรุ่นน้อง ศิษย์เก่านักเรียนวิศวกรรมรถไฟ  ที่เคยทำงานร่วมกันสมัยอยู่ที่โคราช

พี่สมบูรณ์ อิสระพายัพ  อยู่ที่อุบลราชธานี ในตำแหน่ง ผู้ช่วยสารวัตรรถจักรแขวงนครราชสีมา (ช.สรจ. 10 อุบลราชธานี)

พี่ยงยุทธ  แก้วมณี  อยู่ที่นครราชสีมา ในตำแหน่ง ผู้ช่วยสารวัตรรถจักรแขวงนครราชสีมา (ช.สรจ.1)

และคุณประวิทย์ พลบำรุง  พนักงานรถจักร 6 (พขร.รส)

ทั้งสามคนเดินทางมา กทม.ในฐานะพยานโจทย์ จาก กรณี อบุติเหตุรถยนต์บรรทุกปูนซิเมนต์ วิ่งผ่านครั้งกั้นถนนเสมอระดับทางชนท้ายขบวนรถตกราง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2548

กรณีนี้เกิดจากความประมาทของ นายสายัณห์ ประชาธรรม คนขับรถยนต์บรรทุกชนท้ายขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางปรับอากาศ ขบวนที่ 22 ระหว่างสถานี ห้วยขยุง - กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ

 

เป็นเหตุให้รถ กซข.ป.2514 (รถ Daewoo) ซึ่งพ่วงอยู่คันท้ายสุดของขบวนตกรางทั้งคัน

ศาลคดีแพ่งซึ่งตั้งอยู่ที่ ถนนเจริญกรุง 63 กทม. นัดทั้งโจทย์และจำเลย ฟังคำพิพากษา เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย

มาดูกันนะครับรถไฟหนึ่งคันตกรางจากกรณีถูกรถยนต์ชนแต่ละครั้ง เกิดความเสียหายมากมายขนาดไหน

การรถไฟแห่งประเทศไทย ในฐานะโจทย์ ยื่นเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินถึง 10 ล้านบาท

ซึ่งแยกให้ดูแบบคร่าวๆนะครับว่ามีค่าอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายในการยกรถและซ่อมแซมเพื่อลากจูงเป็นเงิน 7 แสนกว่าบาท

ค่าซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์ที่โรงงานมักกะสัน  8 ล้านกว่าบาท

ที่เหลือเป็นค่าเสียเวลาในการเดินรถ และค่าซ่อมเครื่องกั้นถนน

เห็นไหมละครับว่า จากความประมาทของคนขับรถยนต์ เพียงช่วงเสี้ยววินาที  ทำให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวง

ถ้ารถยนต์ไม่ใช่ของบริษัท หรือไม่ไม่ประกันภัย เจ้าของรถคงต้องหมดเนื้อหมดตัวหรือล้มละลายเป็นแน่แท้

หากท่านใดที่ขับขี่ยวดยานพาหนะ ผ่านทางรถไฟ ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหน่อยนะครับ

เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก