เชื้อไม่ทิ้งแถว

            สงกรานต์ปีนี้ก็คงเหมือนกับทุกปี คือกลับบ้านยาวโลด ซึ่งทุกปีผมและครอบครัวจะต้องนอนที่ปากพนังก่อน ที่นี่เราจะต้องไปรดน้ำยายของจิ๋ม ซึ่งตอนนี้อายุ 101 ปีแล้ว และยังคงแข็งแรงอยู่ จากนั้นก็จะกลับไปสุราษฎร์ฯเพื่อที่จะทำบุญให้พ่อของผมเอง ซึ่งตายไปเมื่อ 8 ปีที่แล้วในช่วงก่อนสงกรานต์เล็กน้อย

            ในวันเสาร์เราออกเดินทางราวบ่ายโมงครึ่ง เพราะต้องรอให้จิ๋มเลิกงานก่อน จากนั้นพาพี่แป้งไปกินพิซซ่า เธอร้องอยากจะกินมานานเป็นเดือนแล้ว ซึ่งพ่อก็ใจแข็งไม่ยอมให้กินสักครั้ง มาวันนี้จึงกินให้สมอยาก รวดเดียวหมด จากนั้นจึงออกรถกัน

            ระยะ 170 กิโลเมตรถึงบ้านพ่อตา โดยปกติผมจะขับรถด้วยความเร็วเฉลี่ย 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่มาปีนี้ ลดความเร็วลงไม่ให้เกิน 90-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ปรากฏว่ารถผมกินน้ำมันเฉลี่ย 13.9 กิโลเมตรต่อลิตร ประหยัดดีจริงๆ แต่นั่นแหละ กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไป 2 ชั่วโมงเศษแก่ๆเลยทีเดียว

            ทันทีที่เราเลี้ยวเข้าเมืองปากพนัง สิ่งที่เห็นแล้วผมก็ไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไรดี เพราะสภาพเมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยตึกสีทึมๆ เป็นรูพรุนๆ จริงๆก็เห็นมานานแล้ว แต่ครั้งนี้เกิดอารมณ์ศิลปิน เห็นแล้วมันขัดลูกกะตาเต็มทน ผมบอกเมียว่า บ้านเมืองของเธอเหมือนสุสานเลย เหมือนจริงๆครับ บ้านนกนางแอ่นมันบดบังทัศนียภาพดีๆของเมืองไปเสียหมด นี่ยังดีนะครับที่ไม่เปิดกระจกรถ เขาว่ากันว่า บางตึกเธอเล่นเปิดเสียงนกดังลั่น เพื่อเรียกนกเข้าตึก สุดจะหนวกหู (เขาว่ามานะครับ) ในใจผมก็พาลนึกไปอีกว่า ที่นี่เขามีสำนักผังเมืองหรือไม่หนอ ทำไมมันจึงได้ดูระเกะระกะอย่างนี้

            มื้อเย็นพ่อตาแม่ยายพาหลานๆไปกินอาหารที่ชายทะเลเจ้าเดิมที่เราไปกินกันทุกครั้งนั่นแหละ รู้สึกจะชื่อว่า ตะลุมพุกรีสอร์ท ที่นี่อาหารอร่อยดีครับ ที่มาที่นี่เป็นประจำก็เพราะว่าลูกๆจะได้เล่นน้ำทะเล แล้วเขามีบริการน้ำอาบให้ด้วย แต่เขาทำบังกะโลแปลกมาก กล่าวคือ เขาเอาห้องน้ำไว้นอกห้องครับ ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่า หากคนที่มานอนต้องการอึตอนตี 2 หรือว่าอยากเข้าห้องน้ำตอนฝนตก จะทำยังไงดี ฮ่า ฮ่า

            ทุกครั้งที่กลับบ้าน ผมและจิ๋มจะสบาย เพราะว่าไม่ต้องดูแลลูกเลย เดี๋ยวตาเอาไปทีหนึ่ง เดี๋ยวยายอุ้มไปทีหนึ่ง ผมก็นั่งๆนอนๆ จิ๋มก็อ่านนิยายตามระเบียบ ยิ่งตอนนี้คุณตัวเล็กเธอกำลังฉอเลาะ เล่นเอาผู้สูงวัยทั้ง 2 ทั้งรักทั้งหลง แต่นั่นแหละ เชื้อไม่ทิ้งแถวเป็นอย่างไร ก็ให้มาดูที่บ้านหลังนี้ เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ท่านต้องคอยคะยั้นคะยอให้ลูกสาวคนโตกินข้าวอย่างไร ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น แทบไม่ต่างกันเลย อันนี้เป็นพันธุ์ของเมียครับ ฮ่า ฮ่า

            คุณจ้านั้นเธอติดจะขี้เล่นและทะเล้น ชอบทำหน้าเจ้าเล่ห์ แถมยังมีคำพูดที่บางทีเราแทบสะอึก

            คุณยายถามหลานสาวว่า จ่าจ้าจะกินข้าวกับอะไรดีลูก (ท่านคงถามด้วยความเหนื่อยอ่อนเต็มที) ฝ่ายหลานสาวได้ฟังคำถามดังนั้นก็ตอบขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้นึกตรึกตรองว่า กินกับช้อนนนนน ฮา เล่นเอายายหัวเราะเกือบหัวทิ่ม มาเช้าอีกวัน พ่อถามลูกสาวคนเดิมว่า จ่าจ้า จะกินข้าวกับอะไรลูก”“กินกับผ่อพ่อไง แด่วววว... โอยพระเจ้า นี่มันผมชัดๆเลยครับท่าน อันนี้แทบไม่ต้องสอน มันสืบสานกันทางสายเลือดโดยแท้เชียวครับ

            เรื่องแบบนี้เกิดเป็นปกติที่บ้านผมครับ ครั้งหนึ่งเธอกำลังทานอะไรอยู่ผมก็จำไม่ได้ คุณย่าก็ร้องเพลงขึ้นมา เธอก็สวนไปในบัดดลว่า คุณย่าอย่าร้อง จ่าจ้ากินไม่ลง อันนี้เล่นเอาย่าเยี่ยวเกือบเล็ด

            เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆครับ