ปัญหาสุขภาพบางเรื่องหากมองในมุมของนักสุขภาพอาจเป็นปัญหาสำคัญ แต่หากมองในมุมของชาวลัวะอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ ดังนั้นการสร้างความเข้าใจถึงบริบทของชาวลัวะให้ถ่องแท้ก่อนจะนำไปสู่การเข้าถึงปัญหาสุขภาพที่แท้จริง

เมืองน่าน เมืองเล็กๆ ห่างไกลสุดชายแดนล้านนาตะวันออก เมืองแห่งอ้อมกอดของขุนเขาน้อยใหญ่ อันเป็นจุดกำเนิดของสายน้ำน้อยใหญ่ รวมถึง แม่น้ำน่าน อันเป็นสายน้ำสำคัญที่ไหลรวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่หล่อเลี้ยงคนไทยมาช้านาน

เมืองสงบงาม ที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง มีหลากหลายชนเผ่าที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ทั้งชนพื้นเมือง, ไทลื้อ, ไทพวน, ม้ง, เมี่ยน, ลัวะ, ขมุ, มูเซอ, ตองเหลือง, ก่อ, เหาะ ซึ่งแต่ละชนเผ่าก็มีเอกลักษณ์ทางภาษาวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีการดำรงชีวิตของตนเองที่แตกต่างกัน

ความแตกต่างในวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละชนเผ่าและแต่ละพื้นถิ่น ทำให้มีวิถีการดูสุขภาพของตนเองและคนในชุมชนที่แตกต่างกันไปด้วย บางอย่างเป็นภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของตนเอง แต่บางอย่างก็เป็นวิถีปฏิบัติที่ส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพ ดังนั้นตามหลักปรัชญาการพัฒนาของในหลวง ที่ว่า การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทีมสุขภาพจำเป็นต้องเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อให้สามารถเข้าถึงความต้องการของชุมชนและนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพตนเอง

ชาวถิ่น(ลัวะ) ตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในจังหวัดน่านของไทย และบริเวณชายแดนแขวงสายะบุรีของประเทศลาว ชื่อ “ถิ่น” เป็นชื่อที่ทางราชการตั้งให้(บางครั้งเรียก “ข่าถิ่น” ) แต่ชนกลุ่มนี้จะเรียกกลุ่มของตัวเองว่า “ลัวะ” (Lua ) หรือ “พ่าย” (Phay ) โดยแบ่งออกตามความแตกต่างของภาษาได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ ถิ่นไปรต์ และถิ่นมาลล์ ชาวถิ่นเป็นชนเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุดในจังหวัดน่าน

แต่ในทางด้านวิชาการ เอกสารบางชิ้นได้ระบุว่า “ลัวะ”และ “ถิ่น” ต่างมีภาษาที่เป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังมีลักษณะสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การสื่อภาษาของทั้ง ๒ เผ่า ไม่สามารถกระทำกันได้ ดังนั้นชาวเขาเผ่าถิ่นและชาวเขาเผ่าลัวะจึงเป็นคนละเผ่ากันและมีความแตกต่าง กัน



ประวัติความเป็นมา
ชาวเขาเผ่าถิ่นซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบ ภูเขา รอยต่อระหว่างจังหวัดน่านกับแขวงชัยบุรี ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้น มีประวัติความเป็นมาของเผ่าที่ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากชาวถิ่นไม่มีภาษาเขียนของตนเอง จึงไม่มีการจดบันทึกประวัติความเป็นมาที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งข้อสงสัยดังกล่าวแยกเป็น 2 แนวทาง คือชาวเขาเผ่าถิ่นเป็นชนชาติดั้งเดิมซึ่งตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยก่อนแล้ว และอีกแนวหนึ่งว่าอพยพมาจากประเทศลาว ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้ นักวิชาการท่านหนึ่งได้เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2507 คาดคะเนว่าชาวถิ่นได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเมื่อ 40-80 ปีมาแล้ว อีกท่านหนึ่งได้เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2506 ว่าชาวถิ่นกลุ่มแรกได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2471 และยังได้คาดคะเนไว้อีกว่าชาวถิ่นอาจจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก่อนที่คนไทยจะ อพยพจากประเทศจีนมาอยู่ในแหลมอินโดจีนนี้เสียอีก

บางท่านคาดว่าชาวถิ่น ได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2419 ในระยะนั้นอยู่ในช่วงที่พวกข่ากระด้างกระเดื่อง และทางประเทศลาวได้ทำการปราบที่เมืองงอย (Muangngoi) จึงทำให้ชาวถิ่นอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาในภายหลังอีกกลุ่มหนึ่ง จึงอาจจะเป็นไปได้ว่าชาวถิ่นได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้วกลุ่มหนึ่ง และมีอีกกลุ่มหนึ่งได้อพยพตามมาในภายหลังซึ่งก็ใกล้เคียงกับที่พระวิภาค ภูวดลได้เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2432 ว่าในระหว่างการสำรวจจัดทำแผนที่ประเทศไทย ในขณะที่เข้าไปสำรวจยังเมืองเต้งได้พบกับชาวเขาหลายกลุ่ม “… เผ่าที่รู้จักกันดีมีขมุ ขแม (Kame) ปาย (Pai) ละเม็ด (Lamet) บิด (Bit) และฮก (Hok) ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเหล่านี้เคยติดต่อแต่เฉพาะกับหลวงพระบาง แต่หลังจากกบฎแล้วกว่า 20,000 คน ได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองน่าน …” ซึ่งจากงานเขียนดังกล่าว กลุ่มที่ชื่อว่า ปาย (Pai) น่าจะเป็นชาวถิ่นกลุ่มย่อย “ปรัย” ในปัจจุบัน

ภาษา จัดอยู่ในตระกูลย่อยมอญ-เขมร ของกลุ่มภาษาออสโตรเอเซียติค

บ้านชาวลัวะ บางหมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้แล้ว

หมู่บ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า ก็ใช้โซล่าเซลล์

ยุ้งข้าว

บางแห่งยังเลี้ยงหมูแบบปล่อย

คอกหมู


ลักษณะบ้านเรีอน มักตั้งอยู่บนภูดอย บริเวณเทือกเขาสูงที่ขนานตัวสลับซับซ้อนกันในจังหวัดน่าน ระดับความสูงระหว่าง 2,500- 3,000 ฟุต ลักษณะบ้านเรือนจะเป็นเรือนไม้ มุงหญ้าคา ชายคายื่นโค้งลงมาแทบถึงพื้นดิน ยกพื้นสูง มีบันไดขั้นบ้าน ตัวเรือนจะมีครัวไฟ และยุ้งข้าว และมีชานบ้านเชื่อมต่อถึงกัน

ครอบครัว โดยทั่วไปเป็นครอบครัวเดี่ยว แต่บางครั้งก็มีครอบครัวขยาย ไม่นิยมแต่งงานกับคนนอกกลุ่ม และห้ามแต่งงานกันในกลุ่มญาติสนิท หรือคนที่นับถือผีในตระกูลเดียวกัน เมื่อแต่งงานส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะเข้าไปเป็นสมาชิกในบ้านของฝ่ายหญิง ช่วยทำมาหากินและเปลี่ยนมานับถือผีตามฝ่ายหญิง 

อาหารการกิน นิยมกินข้าวเหนียวนึ่งใส่ “แอบ” (กระติ๊บ) ไว้กินทั้งสามมื้อ มีเกลือและพริก เป็นเครื่องชูรสที่ขาดไม่ได้ อาหารยอดนิยมคือน้ำปู เป็นเครื่องจิ้มสำหรับผักและข้าวเหนียว ประเภทเนื้อสัตว์จะกินในโอกาสพิเศษ หรือยามเซ่นผี

ชาวลัวะยุคใหม่


การแต่งกาย ชาวถิ่นไม่มีการทอผ้า จะซื้อเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มจากภายนอก ผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่น ตามแบบชาวไทลื้อ สวมเสื้อ 2 ตัว ตัวในเป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นหรือไม่มีแขน (บางทีใช้เสื้อผ้าลายเรียกว่า เสื้อดอก) และสวมเสื้อแขนยาวทับเป็นเสื้อชั้นนอก เรียกว่า “เสื้อดำ” (เป็นเสื้อฝ้ายหรือเสื้อสีม่อฮ่อม) จะใช้ผ้าขาวม้าพันศีรษะ เรียกว่า “ผ้าหัว” ผู้ชาย จะแต่งกายเหมือนชายไทยทั่วไป สวมกางเกงขายาวหรือเสื้อตามสมัยนิยม

อาชีพ ทำไร่ข้าว ข้าวโพด ปลูกพืชผักบางอย่าง หาของป่าล่าสัตว์ ไว้บริโภคในครัวเรือน ถ้าผลผลิตมีจำนวนมากก็จะขายในหมู่บ้าน อย่างอื่นก็มีการเก็บก๋ง(ดอกหญ้าที่ใช้ทำไม้กวาด)เก็บใบเมี่ยง(ชาป่า) การเลี้ยงสัตว์นิยมเลี้ยงหมู ไก่ สุนัข ม้า ควาย ด้านงานหัตถกรรมผู้ชายคนมีฝีมือด้านการจักสาน ตะบุง ตะกร้า ช่วงหมดฤดูกาลเพาะปลูกผู้ชายมักจะย้ายถิ่นไปทำงานนอกหมู่บ้าน

ไร่ข้าว ไร่ข้าวโพด

โรงเรียนสนับสนุนการเรียนรู้เรื่องการปลูกผัก

เป็ด สัตว์เลี้ยงหนึ่งของชาวลัวะ

ครกตำข้าว

ชาวลัวะเก็บฝืนไว้ใต้ถุนบ้าน

นักเรียนบ้านเปียงซ้อ บวกอุ้มกำลังเดินทางกลับจากโรงเรียน

นักเรียนบ้านบวกอุ้มต้องเดินเท้าผ่านเขาเป็นลูกเพื่อมาเรียนหนังสือที่บ้านเปียงซ้อ

 

นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยฟอง

ด้านการศึกษา ชาวลั๊วะรุ่นเก่าได้เรียนหนังสือน้อยมาก ส่วนใหญ่จึงอ่านหนังสือไม่ค่อยออกกัน แต่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะมีโอกาสได้เรียนหนังสือตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ในพื้นที่มีโรงเรียนอยู่ ๒ แห่ง สังกัด สพฐ.น่านเขต ๒ ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยฟอง รองรับนักเรียนในพื้นที่บ้านห้วยฟอง และบ้านสะจุก และโรงเรียนบ้านเปียงซ้อ รองรับนักเรียนในพื้นที่บ้านเปียงซ้อ และบ้านบวกอุ้ม

 

เครื่องดนตรี เป็นประเภทเครื่องเคาะที่ทำจากไม้ไผ่ ถิ่นไปรต์จะเรียกว่า “ เประห์” ถิ่นมาลล์เรียกว่า “ปิอ์” หรือที่คนเมืองเรียกว่า “พิ” มีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย ชาวถิ่นไปรต์จะตีเประห์ ในยามที่ขนข้าวกลับจากไร่มายุ้งฉางในหมู่บ้าน เนื่องจากทางเดินจากไร่เป็นระยะทางไกลๆ และต้องลัดเลาะขึ้นลงตามภูเขา เพื่อไม่ให้รู้สึกเหนื่อยล้า จึงตีเประห์มาตลอดทาง เสียงเประห์จะดังก้องกังวานไปทั้งหุบเขา ส่วน “พิ“ หรือ “ปิอ์” ของชาวถิ่นมาลล์ ใช้ตีให้จังหวะเพื่อความ สนุกสนานเพลิดเพลินในพิธีโสลดหลวง

 ความเชื่อและพิธีกรรม ชาวถิ่นไปรต์ จะนับถือผีที่เรียกว่า “ปร็อง” ถิ่นมาลล์ เรียกว่า “ซอย” หรือ “ปย็อง” มีทั้งผีตระกูล ผีบรรพบุรุษ ผีเรือนผีประจำหมู่บ้าน ผีเจ้าที่ ผีไร่ บางหมู่บ้านมีการผสมผสานทางด้านศาสนาพุทธเข้ามาด้วย ส่วนพิธีกรรมที่ยึดถือ เช่นพิธีกรรมเกี่ยวกับวงจรชีวิตและการรักษาพยาบาล คือการเซ่นผีเรือน การทำขวัญเด็กเกิดใหม่ พิธีจัดงานศพ การทำผี(แปงปี,เซ่นผี) เพื่อให้หายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย พิธีกรรมเกี่ยวกับการปลูกข้าว จะมีการสร้างตูบผีหรือศาลผีในการเตรียม พื้นทีทำไร่

มีการเซ่นผีในทุกระยะของการปลูกข้าว สำหรับชาวถิ่นมาลล์จะมีการทำ  “โสลดหลวง” เป็นงานใหญ่ประจำปีในช่วงที่ต้นข้าวเริ่มเติบโตออกใบอ่อนสวยงาม ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม เพื่อบูชาขวัญข้าว ชาวถิ่นไปรต์จะมีการ “กินดอกแดง” คล้ายโสลดหลวง แต่ต่างระยะเวลากัน ซึ่งจะจัดในเวลาที่หมดกิจกรรมทุกอย่างในไร่นาแล้ว

ชาวถิ่นจะมีเครื่องราง ที่เรียกว่า “เฉลว” หรือ “ตะแหลว” ทำด้วยไม้ไผ่สานเป็นรูปร่างคล้ายดาว เป็นเครื่องหมายแสดงถึงข้อห้ามบางอย่างในบริเวณนั้น และเป็นเครื่องป้องกันผี มีทั้งที่ในบ้านเรือน ในหมู่บ้าน ในไร่นา

นอกจากนี้ในสังคมชาวถิ่นยังมีการกำหนด “วันกรรม” เป็นวันที่หยุดพักจากการทำงานหนัก แต่ละตระกูลจะถือกำหนดต่างกันไป โดยจะหยุดกิจกรรมในไร่นา และในครัวเรือนบางอย่าง เพื่ออยู่กรรม และยังมีการกำหนดวันกรรมประจำของหมู่บ้านด้วย ส่วนพิธีกรรมเนื่องในวันสำคัญอื่นๆ เช่นงานทอดกฐิน ผ้าป่า งานสงกรานต์ เป็นต้น ซึ่งผสมผสานเอาตามแบบอย่างชาวพุทธ แต่ก็จะมีการเลี้ยงผีเจ้าที่ตามความเชื่อดั้งเดิม

ด้วยวิถีความเป็นอยู่ ความเชื่อ วัฒนธรรม สังคม ของชาวลัวะที่แตกต่างไปจากชนเผ่าอื่นๆ ทำให้เกิดวิถีการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันไป ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งด้านบวกและลบ ปัญหาสุขภาพบางเรื่องหากมองในมุมของนักสุขภาพอาจเป็นปัญหาสำคัญ แต่หากมองในมุมของชาวลัวะอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ ดังนั้นการสร้างความเข้าใจถึงบริบทของชาวลัวะให้ถ่องแท้ก่อนจะนำไปสู่การเข้าถึงปัญหาสุขภาพที่แท้จริง อันจะนำไปสู่การสร้างการมีส่วนร่วมทางด้านสุขภาพต่อไป

บันทึกการเดินทางสะจุก-เปียงซ้อ-บวกอุ้ม วันที่ ๑๔-๑๕ มกราคม ๒๕๕๒

อ้างอิง 

http://th.wikipedia.org/

http://www.openbase.in.th/node/6455

http://www.nansdc.go.th/nansdc/Thin.htm