ความเห็น: 43
ทำไมคนไทยไม่ใช้ของไทย
เราคงหลีกเลี่ยงกระแสโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ ตราบใดที่โลกยังหมุนไป เทคโนโลยียังคงมีต้นน้ำจากต่างชาติ คนไทยก็คงต้องซื้อ ต้องใช้ ของนอกเป็นธรรมดา บนโลกแห่งไซเบอร์สเปซตอนนี้ใครนึกอะไรไม่ออกก็มักจะถามอาจารย์กู (เกิล) แต่ทำไมไม่มีคนถามอาจารย์ชาวไทยชื่อเท่ห์ๆ ว่า สรรสาร (Sansarn) บ้างเลย มีใครรู้จักเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวนี้ไหมครับ?
สรรสารหรือ sansarn.com เป็นเสิร์ชเอ็นจิ้นสัญชาติไทยตัวหนึ่งที่วิจัยพัฒนาโดยเนคเทคเมื่อ... (นานมาแล้ว) ซึ่งทางผู้พัฒนากล่าวว่าระบบนี้เน้นเฉพาะเว็บไซต์ภาษาไทยเป็นหลัก ด้วยจุดเด่นคือความสามารถในการค้นคืนภาษาไทยได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นอกจากเทคนิคการตัดคำภาษาไทยแล้ว ยังมีคุณลักษณะต่างๆที่ทำให้การค้นคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การแนะนำคำที่ใช้ค้นคืน (Query Suggestion) และการแก้คำค้นคืนที่สะกดผิด (Query Approximation) เป็นต้น แต่กระนั้นสถิติจาก Truehits.net ไว้ระบุว่า ในเดือน กันยายน 2550 มีปริมาณการใช้ Google 93.1% ในขณะที่ Sansarn ไม่ถึง 0.01% เสียด้วยซ้ำ

สาเหตุหลักอาจจะเป็นเพราะการโปรโมตที่ยังไม่เพียงพอ และฐานข้อมูลที่ยังใหญ่สู้ต่างชาติไม่ได้ เพราะระบบเสิร์ชเอ็นจิ้นไม่ใช่แค่โปรแกรม แต่มันคือแพลตฟอร์ม ที่จะต้องมีการรวบรวมเว็บไซต์และประมวลผลเนื้อหาในแต่ละเว็บไซต์ การที่เข้าไปค้นแล้วเจอ อันดับแรกต้องมีข้อมูลดิบให้ค้นก่อน และที่น่าเสียใจคือ"เราไม่มี" การนำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างมีความจำเป็นจะต้องผลักดันกันอย่างจริงจัง เราต้องการนักพัฒนาที่รักในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้คนอื่นเชื่อเหมือนที่เค้าเชื่อ
จากประวัติ Google เริ่มจากงานวิจัยเล็กๆ ของนักศึกษา Stanford 2 คน คือ Larry Page และ Sergey Brin พวกเค้าทำให้มหาวิทยาลัยเชื่อว่าเทคโนโลยี PageRank เป็นสิ่งที่จำเป็น และเค้าสามารถทำให้ Silicon Valley เชื่อเหมือนที่เค้าเชื่อ จนกระทั่ง search engine กลายเป็นแก่นของธุรกิจ และได้สร้างรูปแบบธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมซึ่งพลิกโฉมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาออนไลน์ด้วย Adword และ Adsenses ตำนานเรื่องนี้ยิ่งติดตามยิ่งสนุก แต่ผมอยากจะมีเรื่องเล่าตำนานของไทย ให้พวกเราคนไทยฟัง ด้วยภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่มากกว่าครับ แล้วคุณหละคิดอย่างไร How do u think?
ความเห็น
อ่านเองแล้วงงๆ
"อย่างไรก็ตามงานก็มีแต่เอกชนข้ามชาติที่สนใจ (เอกชนไทยไม่สน). ในกรณีนี้ ถ้า Nectec จะขายเทคโนโลยีให้บริษัทข้ามชาติ จะผิดหรือตรงตาม model ของสวทช.เองหรือเปล่า? ตาม model ของคุณ conductor มองว่าอย่างไร?"
เปลี่ยนเป็นแบบนี้นะครับ
บางงานเอกชนไทยก็ไม่สนใจ แต่มีเอกชนข้ามชาติสนใจ. ในกรณีแบบนี้หน่วยงานวิจัยที่ใช้ภาษีควรจะมีนโยบายอย่างไรดี?
คำตอบอันจริง ต้องไปถาม สวทช.ครับ
ในฐานะผู้เสียภาษี(ที่เสียเยอะมากด้วย)
- ผมไม่อยากให้เอาเงินภาษีของผมไปวิจัยเพื่อไปต่อยอดให้กับบริษัทข้ามชาติ เรื่องนี้เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับความพยายามขายแรงงานราคาถูกครับ เพียงแต่เปลี่ยนคำว่า "แรงงาน" เป็น "งานวิจัย" เท่านั้น
- ต่อให้ขายได้ราคาดี มีเหตุผลอะไรที่เราจะเอาทรัพยากร (เงิน คน เวลา โอกาส) ของเมืองไทยไปให้คนอื่นก่อนคนไทย เราไม่ได้มีทรัพยากรเหล่านี้มากนักนะครับ ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยก่อนดีกว่า
- ถ้าเอกชนไทยไม่สนใจ แต่บริษัทข้ามชาติสนใจ ควรมีคำถามเยอะเลยว่าแล้วทำวิจัยอะไรกันมา ตอบคำถามอะไร ตั้งโจทย์วิจัยอะไรมา ทำแล้วได้อะไร -- แต่ถ้าไม่ได้ใช้งบประมาณ ผมก็ไม่มีคำถามแบบนี้ครับ แต่ยังถามเรื่องทรัพยากรอื่น
- ควรลดความสำคัญของ KPI เรื่องเงิน และ published papers ลงไปเยอะๆ นะครับ; returns วัดแบบ indirect คือประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยจะดีกว่าการขายสิทธิบัตร ส่วน published papers แม้ว่าทั่วโลกจะวัดกันอย่างนี้ แต่งานวิจัยที่ลง international journals มักไม่ให้ประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยตรง สร้างตัวเลขที่ดีมาเพื่ออะไรครับ
- พูดก็พูดเถอะ งบวิจัยของไทยมีน้อยกว่า 0.3% ของรายได้ประชาชาติ ในขณะที่ประเทศที่กำลังก้าวขึ้นมาใช้งบวิจัยมากกว่าเราสิบเท่าตัว งบวิจัยภาครัฐก็ทำแบบปากว่าตาขยิบ ส่วนภาคเอกชนนั้นผมใช้คำว่าบ้องตื้นใน 29 และยังไม่อยากเปลี่ยนคำครับ
- THLTA ทำดีนะครับ น่าจะช่วยกันอย่างนี้เยอะๆ มีเรื่องต้องระวังเหมือนกัน ภาษาไทยเป็น non-tariff barrier อันสำคัญครับ บางทีเปิดหมดก็หลุดหมดเหมือนกัน
- ทางภาครัฐควรเร่งประชาสัมพันธ์ success stories ของงานวิจัยด้วยครับ
- ไม่สมควรจะมีหน่วยงานรัฐที่รับงบประมาณแผ่นดินมาแล้ว outsource ให้เอกชนอย่างเดียวครับ ถ้าไม่สามารถเพิ่มคุณค่าอะไรได้ ก็ไม่ควรจะต้องจ่ายสำหรับ overhead ในการจัดการหน่วยงาน
วัดทางอ้อมได้ก็ดีครับ น่าจะเป็นการวัดที่ตรงจุดทีเดียว แต่ว่ายังนึกไม่ค่อยออกว่าจะวัดอย่างไร. สวัสดีคุณ
Conductor และ คุณ
वीर ครับ
ผมหายไปสองวันหัวข้อนี้กลายเป็นลาน ลปรร ของทั้งสองท่านไปเลย
คุณ
वीर
สำหรับ search engine แบบ AI ผมได้ไอเดียครั้งแรกจากการ์ตูนชื่อ Akihabara@deep
ถ้าเอาขำๆ ลองดู Mr. PeeTai ขี้โม้ รุ่น 0.5.0.0 นะครับ ใกล้เคียงๆ
ส่วน model การทำ demo เพื่อขายให้องค์กรเอกชน ผมไม่เห็นด้วยครับ หน่วยงานภาครัฐเอาเงินภาษีประชาชนมาใช้ เพื่อทำสินค้าขายให้คนมีเงินแค่นั้นเองหรือ? อะไรคือ Open ICT Ecosystems ที่พวกผู้ใหญ่ชอบพูดถึงกันหละครับ? อันนี้เกินความรู้ของผมจริงๆ
ส่วนเรื่องงานวิจัยที่เอกชนจะสนใจไหม ปัญหาวนกลับมาที่เดิมคือ เอกชน ยังไม่รับรู้ ว่ามันมีงานวิจัยอย่างนี้อยู่ในเมืองไทยด้วยหรือ คงต้องประชาสัมพันธ์กันดีๆ ครับ แต่ก็อีกที่ผมไม่ชอบคือ approach ที่บอกว่า ถ้าสนใจให้เข้าไปคุย ถ้าสิ่งที่เรากำลังจะทำเป็นสิ่งที่ดีหน่วยงานภาครัฐสามารถให้งานวิจัยนั้นฟรีเลย ไม่รู้นะครับ แต่ผมว่าไม่มีใครอยากจะเข้าไปคุยด้วยหรอก เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ง
ก็โดยส่วนตัวเรื่องการเจรจาซื้อขาย IP (intellecture property) ผมมองว่ามันเป็นเกมของคนมีเงินอีกนั้นเแหละ แย่จังเมื่อไรจะมีเงินไปคุยบ้างนะ ^_^
ดังนั้นขอเสริมความคิดของคุณ
Conductor อีกนิดนะครับ
ภาพงานวิจัยที่เป็นไปได้สำหรับซอฟต์แวร์น่าจะมี 2 อย่างคือ
1. พัฒนาโมดูลพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ เช่น โมดูล soundex (คำเหมือน คำพ้อง), โมดูล การตัดคำ, โมดูล ต่างๆ ที่นักพัฒนาไทยสามารถเอาไปใช้งานต่อได้ เอามาแจกเป็น Open source เถอะครับ ถ้าจะเก็บไว้รอขายคนรวยคงไม่ได้ช่วยชาติสักเท่าไร อย่างที่ว่าถ้าใครมีปัญญาจะเอาไปใช้น่าจะให้เค้านะ ส่วนถ้าหน่วยงานจะขาย service ในการนำโมดูลเหล่านั้นไปใช้ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ไม่ว่ากันครับ
2. พัฒนาต่อยอดงานต่างชาติ
ส่วนนี้น่าจะรู้โจทย์ก่อนว่าจะพัฒนาเพื่ออะไร แล้วนำสิ่งที่มีอยู่ในโลกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าจะทำแข่งกับชาวโลกเช่นทำ social networking website เพื่อแข่งกับ Myspace หรือ Hi5 ผมว่าคงไม่ไหว แต่ถ้าลองมองหา blueocen ที่เราจะนำงานนั้นๆ มารองรับ niche market ได้ ยกตัวอย่าง classic ที่กล่าวว่า สายการบิน low cost ไม่ได้แข่งกับ สายการบินปกติ แต่แข่งกับ การเดินทางทางบกไม่ว่าจะ รถโดยสาร หรือ รถไฟ อันนี้งานวิจัยที่ทำออกมาจะเป็นประโยชน์และใช้งานได้จริงโดยทันทีครับ
อ้อ เกือบลืม ขอบคุณนักพัฒนา 2 ท่าน คุณ
ถ้ามดงานทำงานดีแล้ว ผมแนะนำให้อ่าน เปลี่ยนวิธีคิด…ชีวิตก็เปลี่ยน ดู บางที มันก็เส้นผมบังภูเขานะครับ แต่อย่างไรเป็นกำลังใจให้ สู้ต่อไปครับ !!!
เปลี่ยนจากขายเป็นลงทุนร่วมกันได้หรือเปล่า? สมมุติว่าเอกชน A จะเอาผลิตภัณฑ์ B ของหน่วยวิจัย B ไปทำตลาด ก็มีปัญญากันว่าถ้ามีกำไรจะแบ่งกำไรให้หน่วยวิจัย B อย่างไร แต่ว่าไม่ต้องใช้เงินมาซื้อตั้งแต่ตอนแรก แบบนี้ ok หรือเปล่า? (ผมก็แค่เสนอวิธีไปตามที่ผมเคยเห็นมานะครับ จะดีไม่ดีผมก็ไม่แน่ใจหรอก).
Open ICT Ecosystems ผมก็เหมือนพึ่งเคยได้ยินเหมือนกัน. ที่ผ่านๆมาได้ยินเรื่อง KPI เรื่อง Patent อะไรแบบนี้บ่อยมากๆ.
การประชาสัมพันธ์ที่ดีผมก็เห็นด้วยครับ. เรื่องที่เอกชนจะเดินเข้าไปหา(หรือติดต่อทางเมล์ หรือโทรศัพท์) ก็คิดว่าน่าจะต้องทำเหมือนกัน. เท่าที่ฟังตำนานมา OS อย่าง Mac OS และ NeXTSTEP (Mac OS X) ก็เกิดจากการที่ Apple และ Next ไป shopping technology จากหน่วยงานวิจัยมาทั้งคู่. Mac OS อาจจะไม่ได้เป็น OS ที่คนใช้มากที่สุด แต่ก็คงปฎิเสธได้ยากว่ามันเป็นแรงบรรดาลใจส่วนหนึ่งให้ MS ทำ Windows. ผมคิดว่าหน่วยงานวิจัยเองก็อาจจะทำโฆษณาเป็น video clip ทำหน้าเว็บให้ค้นหาง่าย พร้อมที่จะนำเสนอผลงานตัวเอง. ถ้าเป็นด้าน IT ก็อาจจะร่วมกับ software park หรือ sipa หรือ nectec ช่วยกระจายข่าวสารออกไป. แต่ถ้าเอกชนปฎิเสธที่จะไปเข้าไปหา/ติดต่อหน่วยงานวิจัยแต่แรก ... ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะประชาสัมพันธ์ทำไม -_-'.
งานวิจัยอย่าง soundex นักพัฒนาไทยเอาไปพัฒนาต่อได้ บริษัทข้ามชาติก็เอาไปพัฒนาต่อได้เหมือนกัน และอาจจะพัฒนาได้เร็วกว่าบริษัทไทยด้วย? ทางพิเศษอย่าง motor way ก็มาจากภาษีของประชาชน แต่ก็ต้องเสียค่าใช้. รถไฟก็เอาภาษีของประชาชนมาใช้แต่คนขึ้นก็ต้องเสียเงินเหมือนกัน. แต่ว่าทางหลวงธรรมดาก็ใช้ฟรี. คงไม่ใช่ว่าอะไรที่มาจากภาษีประชาชนแล้วต้องเป็นสินค้าและบริการที่ฟรีหรือไม่ฟรีตลอด? น่ามีเกณฑ์เข้ามาช่วยคิดว่าผลงานแต่ละอย่างควรจะเอามาแจกจ่ายอย่างไร ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละงาน หรือเปล่า?
วันนี้ไปฟังงานประชุมประจำปีสมาคมไทยเว็บมาสเตอร์มาครับ ผมว่าดีเลยอยากจะแชร์ให้อ่านกัน
อาจารย์ครรชิต และคุณปรเมศวร์ ให้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการ ที่คนไทยควรจะทำและใช้ของไทย ผมจดมาคร่าวๆ ได้ความว่า
สังคมไทยนิยมซื้อมากกว่านิยมทำเอง มีอะไรเราก็ซื้อเค้ามาหมด เราต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ถ้าวันหนึ่งเขาไม่ให้ใช้ หรือเกิดการปิดกั้นบางอย่างขึ้นในประเทศ เราจะทำอย่างไร
ดังนั้นเรามีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรม เปลี่ยนจากคนที่รับอย่างเดียว เป็นผู้ให้บ้าง เราควรจะมีผลิตภัณฑ์ของตนเอง และควรจะทำอะไรให้เป็นเอง อย่างโปรเจค "คลังปัญญาไทย" ที่ถามว่าทำไมไม่ใช้ wikipedia คำตอบที่ได้คือ ถ้าเว็บนั้นเกิดปิดตัวไป ความรู้ที่เราคนไทยไปฝากไว้กับเว็บต่างชาติต้องหายไปด้วยหรือ? ผมว่าน่าคิดเหมือนกันครับ
TheInk: สำหรับ wikipedia นั้นถึงเว็บจะปิดไป ข้อมูลของเรา"ประชากรโลก" ก็จะไม่หายตามเว็บ เพราะเรา download ข้อมูลทั้งหมดของ wikipedia มาได้จาก http://download.wikimedia.org/thwiki/latest/.
สำหรับ"คลังปัญญาไทย" ผมยังไม่เห็นหน้า download ที่ว่า. ยังไม่เห็นนโยบายในการเขียนที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือไม่แน่ใจว่าจะมีการครอบงำจากรัฐมากแค่ไหน. ถ้า dump database มาไม่ได้. รัฐเข้ามาแทรกแซงมากๆ นโยบายไม่ชัดเจน. จะอยู่ในมือไทยมือเทศ ก็ไม่น่าใช้.
mediawiki มีนโยบายจะตั้ง server ในประเทศต่างๆอยู่แล้ว ถ้าจะมองเรื่องประหยัด bandwidth ก็อาจจะมีความร่วมมือนำ th.wikipedia.org มาตั้งในประเทศไทยก็ทำได้.
คลังปัญญาไทยอาจจะเหมาะที่จะเก็บเนื้อหาที่ไม่ใช่ "สารานุกรม" จึงนำไปใส่ใน wikipedia ไม่ได้ เช่น เนื้อหาปลุกระดมให้รักชาติหรือทำความดีเพื่อชาติอะไรทำนองนั้น. หรือเนื้อหาที่เป็นสารานุกรม แต่ว่าต้องการเขียนให้เข้าข้างคนไทยหรือรัฐเป็นพิเศษ โดยจำกัดมุมมองอื่นออก ก็อาจจะทำได้เช่นกัน.
สิ่งที่ผมกลัวมีอย่างเดียวคือ กลัว wikipedia จะโดนแกล้งโดยการจำกัด bandwidth หรือไม่ก็ block ไปเลย. แล้วพยายามบีบให้คนไปใช้คลังปัญญาไทยแทน เพื่อที่คนบางกลุ่มจะได้ควบคุมฐานความรู้ได้. ... ผมคงวิตกเกินไป เรื่องที่ว่าคงไม่เกิดขึ้นดอก จริงไหมครับ?
ขอบคุณ คุณ
वीर ครับ
ท่าทางจะเป็นผู้สันทัดกรณี ผมแค่เป็นผู้ใช้ wiki ที่ยังไม่รู้เลยครับว่ามีฟีเจอร์ดาว์นโหลดทั้งหมดด้วย
ดีครับ ถ้าคนทำ "คลังปัญญาไทย" จะเอาสิ่งที่เราคุยกันไปทำเพิ่มเติม จะได้มีประโยชน์กับผู้ใช้มากขึ้น
แต่มีสิ่งที่ผมอยากเห็นอีกอย่างก็คือ เรื่องการสร้างสมดุลย์ระหว่าง centralize concept กับ distribution concept
ทำไมเราต้องเอาความรู้ไปใส่ในเว็บที่เดียว ไม่ว่าจะ คลังปัญญาไทย, wikipedia, หรือแม้แต่ gotoknow
มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะได้มาซึ่งความรู้จากหลายๆ แหล่ง
Search engine หรือ social bookmark ใช่คำตอบไหม? หรือว่ามีเทคโนโลยีที่เหมาะสมกว่านั้น?
อีกเรื่องถ้าจะพูดถึง bandwidth เนี่ย ก็เสียดาย application ดีๆ หลายๆ ตัวที่ไม่ได้มี server อยู่ในประเทศครับ
เท่าที่ทราบก็อย่างผลิตภัณฑ์ Google ทั้งหลาย ที่เราต้องเสีย traffic วิ่งเข้าวิ่งออกประเทศทุกวัน ดีนะครับที่เรายังมีถนนกว้างพอให้ทุกคนวิ่งในวันนี้
TheInk: Social bookmark ก็ดีอะครับ เกิดการกระจายจริง แต่ว่าช่วยให้หาของเจอ แต่ไม่ได้เพิ่มเนื้อหา?
Blog เองผมก็คิดว่าเป็นการกระจายเนื้อหาระดับหนึ่งอยู่แล้ว? แต่ว่าประสานกันยากสักหน่อย? ผมคิดถึงว่าจะมี wiki ที่ต่างคนต่างมี branch ของตัวเอง แล้วก็ merge กับของคนอื่นๆได้ด้วย. แนวๆ distributed revision control. แต่จะทำได้สัญญาอนุญาตคงต้องชัดเจนด้วย.
ของ Blognone ก็มีเปิด Blognone Library คล้าย wiki เหมือนกัน แต่ว่ามี target ชัดเจน. นโยบายแม้จะดูเป็นเผด็จการ เข้าใจว่าพยายามใช้ model คล้ายๆ linux (kernel) แต่ก็ชัดเจนดี.
เพื่อนส่งมาให้อ่าน เห็นด้วยกับที่ว่าควรมีการสนับสนุนงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง
ส่วนเรื่องที่ทำไมคนไทยไม่ใช้ของไทยในแง่่ตัวค้นหาออนไลน์ จากที่ทดลองใช้ของไทยให้ผลช้าและไม่ตรงกับที่ต้องการค้นหาแล้วใช้เวลานาน ( หาเพลงค่ะ )
คงต้องหาวิธีที่ทำให้สิ่งที่ " เราไม่มี " ให้มีขึ้นมา เอาแบบหมาไฟ สู้ ไออี ซิค่ะ
ของไทยยังไงก็ใช้ค่ะ แต่ถ้าดียิ่งน่าใช้เข้าไปใหญ่
ผลักดันกันให้ได้นะคะ
http://maroommatum.exteen.com
สวัสดีครับ
ไม่ได้เข้ามาบันทึกนี้ตั้งนาน
จริงๆ ตอนนี้อยากรณรงค์ "ให้คนไทยได้ใช้ของดี" ครับ เมื่อโลกมันถึงเวลา globalization ทำไมเราจะต้องยึดติดหรือรณรงค์ให้คนไทยใช้ของไทยหละครับ
ผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินครับ หากของไทยนั้นเป็นคนดี ก็ควรช่วยกันบอกต่อ ช่วยกันส่งเสริม ในทางตรงกันข้ามหากของไทยที่ทำขึ้นมานั้นไม่ก่อประโยชน์อะไรให้กับผู้บริโภค ไม่สร้างสรรค์ ไม่มีนวัตกรรม สินค้าหรือบริการนั้นมันจะหายไปเองครับ
ก็ฝากไว้เท่านี้แหละครับ
ขอบคุณครับ
บันทึกอื่นๆ
- เก่ากว่า « จะใช้เว็บหรือใช้โปรแกรมแบบอื่นๆ ดี
- ใหม่กว่า » อีกนานแค่ไหนกว่าเราจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรม Open source




































