ก็ยังไม่ได้อ่าน Open Social อย่างจริงจัง และก็ยังไม่มี Programmer ฝีมือฉกาญมาช่วยงาน (ถ้าใครสนใจทำงานใน SciPark ก็บอกได้นะครับ) แต่ที่แน่ๆ คือรู้สึกว่า Social Networking Service (SNS) พักนี้น่าเบื่อจัง และจากการได้อ่านบทความ "The Future of Social Networks on the Internet" ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนี้ยิ่งขึ้น
ปัจจุบันปี 2008 อาจจะเรียกได้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคกลางหรือยุคปลายๆ ของ web 2.0 กันแล้ว จึงทำให้มีเว็บไซต์ในลักษณะ SNS ออกมาเยอะเหลือเกิน ไล่ไปตั้งแต่ Hi5, MySpace, Facebook, Bebo, LinkedIn, Multiply, Ning และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดจะมีส่วนที่คล้ายกันคือ "การแอ๊ดเพื่อน" ตามหลักการ Friend-Of-A-Friend (FOAF) ซึ่งที่ทำให้ผมเบื่อก็คือ มันเหมือนกันไปหมดแต่มันแชร์กันไม่ได้ซะด้วย ลองนึกสิครับว่า เรามี profile อยู่บน Hi5 ถ้าอยากมีบน Multiply ก็ต้องสร้างขึ้นใหม่ ทำให้นึกถึงเมื่อก่อนตอนแรกเล่น ICQ แต่เพื่อนบอกว่าไม่มี ICQ มีแต่ MSN ก็ต้องมาสร้าง account MSN คุยกันเยอะขึ้น ภาษาก็เริ่มวิบัติเป็น ภาษาเอ็ม เช่นเดียวกัน เชื่อว่าตอนนี้หลายๆ คนคงมี account อยู่ใน SNS หลายๆ เว็บไซต์ มี profile อยู่เยอะแยะเต็มไปหมด แล้วต่อไปมันจะมีความวิบัติอะไรตามมาจากการใช้งาน SNS เหล่านี้?
โดยปกติแล้วสิ่งที่ SNS ให้บริการพื้นฐานคือ การให้เราสร้าง profile ของเราลงในเว็บ, บางที่อาจอนุญาตให้อัพโหลดไฟล์แบบต่างๆ ไม่ว่าจะภาพ เสียง หรือ คลิปวีดีโอ, จากนั้นก็จะมีเรื่องของการ comment (เม้นต์), มี Personal Messeage (PM) ให้คุยส่วนตัวกับเพื่อนบางคน และที่เราต้องทำก็คือ ไล่อ่าน ไล่เม้นต์ ไปตาม Profile ของคนอื่น เรื่อยๆ แอ๊ดเพื่อนบ้าง บล็อคพวกเกรียนบ้าง ข้อดีของบริการลักษณะนี้คือ การเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ซึ่งมันคือความสวยงามที่สุดของอินเทอร์เน็ต SNS รายใหญ่อย่าง Hi5 มีสมาชิกอยู่เกือบ 100 ล้าน account ทั่วโลก บางคนมี "เพื่อน" เป็นหลักหมื่นหลักแสนอยู่ในนั้น ฟีเจอร์นี้เองที่ถูกใจถูกโฉลกกับคนไทยมากที่สุด มันเป็นการวัด "ความแหล่ม" ของตนบนไซเบอร์สเปซ

ที่มา: http://jcmc.indiana.edu/vol13/issue1/boyd.ellison.html
ผมชอบที่ SNS ทำให้คนมีตัวตนอยู่ได้บนไซเบอร์สเปซ เพราะเราจะต้องแสดงความเป็นตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อทำให้ Profile ของเราน่าสนใจ และมีชีวิตชีวาที่สุด บ้างก็เน้นไปที่การใส่ข้อมูลเนื้อหา blog รูปถ่ายในชีวิตประจำวัน เรื่องราวเพื่อนคนใกล้ตัว บ้างก็เน้นไปที่ลูกเล่นใส่ glitter หรือตัววิ๊งๆ เข้าไป สุดท้ายทำให้เราเชื่อได้ประมาณหนึ่งว่า account นั้นมีตัวตนอยู่จริงบนโลกมนุษย์ ตามรายละเอียดที่เขาใส่เข้าไปในเว็บ ซึ่งถ้าเป็นสมัยแรกๆ ที่ผมใช้อินเทอร์เน็ต ผมไม่มีทางรู้เลยว่าผมคุยหรืออีเมล์อยู่กับใคร จนมีมุขตลกฝรั่งออกมาว่าบางที เราอาจจะคุยอยู่กับหมาหรือหุ่นยนต์ก็ได้ (ใครจะรู้) แต่อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้นครับ SNS พักนี้น่าเบื่อมากด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างคือ 1) มันเสียเวลา 2) เรากำลังตกเป็นเหยื่อ 3) ไม่มีประโยชน์
เนื่องจากมันมีบริการ SNS อยู่เยอะเกินไป หน้ำซ้ำยังเล่นคล้ายๆ กัน เพื่อนคนหนึ่งใช้อยู่สองสามเว็บ จำได้ว่าเพื่อนคนนี้เพิ่งมาขอแอ๊ด Multiply ไปได้ไม่นาน วันนี้มีเมล์มาขอแอ๊ด Facebook อีกแล้ว แล้วเราต้องไปเม้นต์มันถูกเว็บเลยหรือเปล่าเนี่ย ต้องไปดูว่าใครเป็นเพื่อนมันบ้าง มีเพื่อนคนไหนที่เรายังไม่รู้จักบ้าง ไป say hi ทิ้งไว้หน่อยดีไหม งานการไม่ต้องทำครับ เสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ สุดท้ายไม่รู้จักใครเพิ่มขึ้นเลยสักคน เพราะเป็นความสัมพันธ์เพียงฉาบฉวย เราก็ไม่ได้อยากรู้จักเขาจริง บางทีบางคนมาขอแอ๊ดไว้เฉยๆ เพราะอยากมีจำนวน"เพื่อน"เพิ่มเยอะๆ ไว้โชว์ว่า "แหล่ม" สังคมออนไลน์มันเลยเสื่อมลงครับ
เรื่องที่สอง นักการตลาดยุคใหม่เริ่มเห็นอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมแบบนี้ เริ่มพยายามมองว่าจะเข้าแทรกซึมถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างไร ยุทธวิธีอย่าง viral marketing การสร้าง buzz word เริ่มมีให้ได้ยินเยอะขึ้นเรื่อยๆ บางผลิตภัณฑ์เริ่มทำตัวเนียนแทรกตัวกลมกลืนไปใน SNS ต่างๆ อย่างใน Hi5 ที่มีคนไทยอยู่นับล้าน เราจะได้เห็น "Android" ที่เป็นหุ่นยนต์ของเหล้ายี่ห้อนึง "Gangofgirls" ตัวการ์ตูนสาวฝรั่งของยาสระผม หรือแม้แต่นักการเมืองอย่างคุณ abhisit ที่มีเจ้าหน้าที่ทำให้และเข็นจนมี "เพื่อน" เป็นหลักหมื่น เรียกได้ว่าพลังปากต่อปากของคนบนเน็ตแรงและเร็วเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม... จะทำอะไรก็ทำไปครับ อย่ามาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้แล้วกัน
เรื่องสุดท้ายที่ฟังเหมือนแรงสุดคือ มันไม่มีประโยชน์ ทำไมต้องทำอะไรเดิมๆ ซ้ำหลายๆ ครั้ง แม้ความสวยงามของ SNS คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน แต่ลิงค์เหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น มันไม่มีเหตุมีผล และไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมคนนี้ถึงเชื่อมต่อกับคนคนนั้น ทำไมไม่เป็นคนอื่นหละ เรากำลังรอเครื่องมืออันทรงพลังในการท่องไปในอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า Web 3.0 หรือ Semantic Web นี่อาจจะเป็นคำตอบให้กับปัญหานี้ครับ เพราะ Semantic web มีกระบวนการในการเชื่อมโยงผู้คนและวัตถุต่างๆ เข้าด้วยกันโดยมีการระบุความหมายระหว่างลิงค์นั้นๆ ในอนาคตจากการค้นเข้าไปใน SNS เราอาจจะหาได้ว่า นักศึกษาอเมริกันคนไหนที่พูดภาษาไทยได้และมีความสัมพันธ์เป็นญาติหรือเป็นเพื่อนสนิทกับคนที่เรารู้จัก โดยที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแถบซิลิคอนวัลเลย์ มีงานดิเรก มีความสนใจคล้ายๆ กันกับเรา และที่สำคัญมีเวลาว่างในช่วงที่เราจะบินไปสัมมนาในซานฟรานซิสโก จะได้ส่ง message ไปนัดเจอกันเพื่อคุยแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับงานวิจัยที่เค้าทำอยู่

ที่มา: http://jeffreyroos.wordpress.com/2007/11/02/what-is-a-social-network
โลกกำลังหมุนไปเรื่อย ส่วนการพัฒนาเว็บไซต์ในบ้านเราก็กำลังตามหลังเค้าอยู่ ผมชอบคำพูดประโยคหนึ่งของ Bact' ที่พูดประมาณว่า "อย่าส่งเสริมเพราะว่าเป็นของไทย แต่ให้ส่งเสริมเพราะเป็นของดี" เว็บ 2.0 ที่พัฒนาโดยคนไทย ไม่ได้เกิดสักที ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมันยังมีคุณค่า และมีประโยชน์ไม่เพียงพอ อันนั้นก็คงต้องปรับปรุงกันต่อไปครับ ก็หวังว่าปรากฏการณ์ส่วนหางของ long tail ในประเทศไทยที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 10 ล้านคน จะเพียงพอทำให้วงการอินเทอร์เน็ตในบ้านเราดียิ่งขึ้น ทำให้เรามี SNS ที่ดี มีคุณค่า และมีประโยชน์ต่อสังคมไทย ผมกำลังพัฒนาเว็บและรอช่วงเวลานั้นอยู่ แล้วคุณหละคิดอย่างไร How do u think?


เมนูของ theink





เมื่อ ศ. 25 เม.ย. 2551 @ 05:16
622503 [ลบ]
บทความมีประโยชน์มากเลยค่ะ ชอบมาก
ขอแสดงความคิดเห็นนิดนึงค่ะว่า
เห็นด้วยกับ TheInk ในตอนแรกว่า "น่าเบื่อ" แต่ในความคิด ของ MeOmee ในความน่าเบื่อนี้ เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ในการของการตลาดหรือโปรโมทอะไรซักอย่าง ที่ฟรี และทำได้ง่าย
ซึ่งก็กำลังเก็บเล็กผสมน้อยอยู่ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ ข้อมูลดี ๆ เยอะเลย ^__^
เมื่อ ส. 10 พฤษภาคม 2551 @ 12:04
646907 [ลบ]
ขอบคุณ คุณ meomee สำหรับ comment ครับ
ส่วน link ข้างล่างนี้อยากแชร์ครับ เข้าไปอ่านเจอแล้วคิดว่าน่าสนใจและสัมพันธ์กับสิ่งที่บันทึกนี้อภิปรายกัน เลยหยิบมาให้อ่านกันครับ
Social Networking แบบ Clone ในเมืองไทย กำลังเติบโตเหมือนเห็ดรา
ประกาศ : ขอถอนคำพูดเรื่อง qoolive
เมื่อ อ. 29 ก.ค. 2551 @ 14:00
763774 [ลบ]
แต่ส่วนตัวผมมองว่า Social Network นี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีอีกอันนึง ที่สามารถช่วยให้เราได้มามีปฏิสัมพันธ์กันนะครับ ซึ่งวัตถูประสงค์ที่แท้จริงของคำว่า Social Network นี้จริงๆ แล้วก็คือ Participation หรือว่าการที่เราๆ ท่านๆ มามีส่วนร่วมด้วยกันได้ทุกๆ คน (ซึ่งพวกเราก็ได้แต่หวังว่า พวกเค้าเหล่านั้นจะมีแต่ความปรารถนาดี สิ่งที่ดีๆ มอบให้แก่กันและกัน แต่อย่างว่าแหละครับ เหรียญมันก็มีอยู่ 2 ด้านเสมอ)
ผมว่าในฐานะที่เราเป็นนักการตลาดบนโลกไซเบอร์แห่งนี้ เราก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า Social Media Marketing นี้ก็คือ Trend หรือว่ากระแสที่กำลังมาแรง (มากหรือป่าวไม่รู้) แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ทุกวันนี้เราหันไปทางไหนก็จะเจอแต่ป้ายโฆษณา Banner Ads ทั้งหลายแหล่ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็น Traditional Style หรือว่าเป็นแนวคิดแบบเดิมๆ ไปซะแล้ว ในทางกลับกันถ้าเราได้ใช้ให้คนเหล่านั้น มาเป็นสื่อให้กับสินค้าของเรา แบรนด์หรือว่าบริการของเราแล้วละก็ มันก็จะดูมีความน่าเชื่อถือ มากกว่าการแค่เราทำการโฆษณากันแบบเดิมๆ ถูกมั๊ยครับ?
ผมก็มี<a href="http://www.pccompete.com/blog/"บทความที่เกี่ยวกับ Social Media Marketing</a> ไว้สองสามเรื่องนะครับ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจอยากลองอ่านดู ก็อ่านได้จากบล็อกของผมเลยนะครับผม :)
Attawee J.
http://www.pccompete.com/blog/
เมื่อ อ. 29 ก.ค. 2551 @ 14:12
763793 [ลบ]
ขอโทษทีนะครับ พอดีเพิ่งมา comment ครั้งแรกนะครับ ก็เลยไม่รู้ว่าจะใช้งาน Anchor text link ได้ยังไง :(
ยังไงก็ลองเข้าไปอ่านกันดูนะครับ สำหรับบทความที่เกี่ยวกับ Social Media Marketing
Attawee J.
http://www.pccompete.com/blog/
เมื่อ ศ. 22 ส.ค. 2551 @ 16:11
795878 [ลบ]
business for family
เมื่อ ศ. 22 ส.ค. 2551 @ 16:13
795881 [ลบ]
Business for family <a href="http://www.buysellgo.rukdd.com">Click</a>