ในบันทึกฉบับนี้จะศึกษาเกี่ยวกับความรับผิดร่วมระหว่างบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ กับแอลจีไทย ในฐานะที่บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ เป็นบริษัทแม่ของแอลจีไทย ซึ่งเป็นความรับผิดตามหลักการไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัท โดยจะแบ่งการศึกษาออกเป็นการยอมรับหลักการดังกล่าวนี้ในประเทศไทย และสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อที่จะสามารถสรุปได้ว่าบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ ในฐานะบริษัทแม่ของแอลจีไทย จะต้องร่วมรับผิดกับแอลจีไทย หรือไม่ และอย่างไร
บริษัท จำกัด มีสภาพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น รวมทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดด้วย โดยปกติผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทไม่มีสิทธิหน้าที่และความรับผิดร่วมกับบริษัท ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวในบรรดาหนี้สินของบริษัท ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวคงมีเพียงจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบตามมูลค่าของหุ้นที่ตนถือเท่านั้น การจัดตั้งนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจึงเป็นสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นโดยส่วนมาก จึงได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในบรรดาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ลงทุน แต่ในบางครั้งก็มีบุคคลบางจำพวกก็นำหลักความเป็นนิติบุคคลของบริษัท กล่าวคือ ใช้สภาพนิติบุคคลของบริษัทไปในทางที่ไม่ถูกต้องเพื่อฉ้อโกงหรือฉ้อฉลผู้อื่น หรือใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายและความรับผิดตามกฎหมาย อันมีผลทำให้บุคคลภายนอกผู้สุจริตที่เข้ามาติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับบริษัท อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดตามสัญญาโดยการจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อกระทำการแทนตน เมื่อบริษัทสร้างความเสียหายหรือก่อภาระหนี้สินขึ้นแล้ว ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการของบริษัทก็จะหลีกเลี่ยงความรับผิดที่ตนควรจะต้องรับผิด โดยอยู่เบื้องหลังของบริษัท และปล่อยให้บริษัทรับผิดแทนตน การกระทำเช่นนี้อาจพบเห็นได้ในรูปบริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่เพียงรายเดียว โดยมีอำนาจครอบงำและควบคุมการบริหารกิจการของบริษัทอย่างเด็ดขาด บริษัทมีสภาพเสมือนเป็นหุ่นเชิดเกี่ยวข้องใกล้ชิดกันมากกับผู้ประกอบการจนพิจารณาจากความเป็นจริงแล้วเสมือนว่าบริษัทกับผู้ประกอบการเป็นบุคคลอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดังนั้น หัวข้อนี้จะทำการศึกษาถึงความรับผิดของผู้ถือหุ้น หรือบริษัทแม่ของแอลจีไทย (บริษัทแอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์) ตามหลักการไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคล (Piercing the Corporate Veil) ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. หลักการไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัท
หลักการนี้กำหนดให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทต้องรับผิดในบางกรณี เพื่อเป็นการคุ้มครองเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอก เรียกว่า "การเจาะม่าน" (piercing the viel) หรือ "การเลิกม่าน" (lifting the viel) หรือ "การไม่คำนึงถึง ความเป็นนิติบุคคล" (piercing the corporate veil) หลักการนี้ถูกนำไปใช้ในหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และเยอรมันนี เป็นต้น
ประเทศเยอรมันนีมีการใช้ Piercing the Corporate Veil ในหลายลักษณะเช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา เช่น เมื่อมีการใช้สภาพนิติบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมาย หรือใช้ความเป็นนิติบุคคลเพื่อปิดบังบุคคลซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง ศาลอาจใช้หลักการไม่คำนึงถึงสภาพ นิติบุคคล (Piercing the Corporate Veil) โดยอาศัยหลักสุจริต (Good faith) ซึ่งอาจเป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนเดียวของบริษัทตั้งใจจะก่อความเสียหายแก่เจ้าหนี้ โดยใช้ทรัพย์สินของตนปะปนกับ ของบริษัท ดังนั้น ผู้ถือหุ้นผู้นั้นจะต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของบริษัทด้วย ทั้งนี้รวมทั้งกรณีที่บริษัทมีทุนดำเนินการหรือทุนจดทะเบียนต่ำเกินสมควรด้วย ความรับผิดของผู้ถือหุ้นนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในบริษัทคนเดียว (One man Company) และบริษัทในเครือ (Subsidiary Company)
นอกจากนั้นยังรวมถึงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เช่น บริษัทแม่ (Holding Company) จะต้องรับผิดชอบในกรณีที่ครอบงำบังคับให้บริษัทในเครือดำเนินธุรกิจโดยมิชอบ การใช้หลักหลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคล (Piercing the Corporate Veil) เพื่อเป็นการป้องกัน และแก้ไขปัญหาจากการที่บุคคลบางคนใช้ความเป็นนิติบุคคลโดยมิชอบ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงเป็นการใช้สิทธิที่ไม่ชอบ (abuse of right) และไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย ศาลของเยอรมันนีจะไม่ใช้หลักหลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคล (Piercing the Corporate Veil) หากปราศจากความสุจริต (Good faith) หลักนี้จะถูกใช้เมื่อมีผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวของบริษัท หรือนำทรัพย์สินของตนเองมาใช้ร่วมกับบริษัทจนแบ่งแยกไม่ออก ว่าเป็นทรัพย์สินของใคร ผู้ถือหุ้นจึงจะต้องรับผิด
1.1 การยอมรับหลักการไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัท (Piercing the Corporate Veil) ในประเทศไทย
ประเทศไทยมีการใช้หลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคลของบริษัทอยู่บ้างทั้งในรูปของบทบัญญัติกฎหมายและคำพิพากษาของศาล แต่ยังเป็นแนวทางที่ไม่ค่อยมีบทบาทสำคัญกว้างขวางต่อการดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทมากนัก ดังนั้นจึงพอจะกล่าวได้ว่าประเทศไทยก็มีการนำหลักดังกล่าวนี้มาใช้ แต่เป็นการใช้หลักนี้ต่อเมื่อมีบทบัญญัติของกฎหมายโดยชัดแจ้ง และแม้จะมีปรากฏในคำพิพากษาของศาลบ้าง แต่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลหรือวางหลักเกณฑ์การใช้หลักดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง ทั้งยังไม่เป็นการกำหนดบังคับที่แน่นอนว่า ศาลจะต้องนำหลักนี้มาใช้เสมอไปหรือไม่เพียงใด ดังนั้น การพิจารณาว่าประเทศไทยนำหลักนี้มาใช้หรือไม่มากน้อยเพียงใดและใช้อย่างไรจึงต้องพิจารณาทั้งที่เป็นบทบัญญัติของกฎหมายและคำพิพากษาของศาลต่อไป
ประเทศไทยมีการนำหลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคลของบริษัทมาใช้ ทั้งโดยบทบัญญัติของกฎหมาย และโดยคำพิพากษา ดังนี้
ก. โดยบทบัญญัติของกฎหมาย
1) มาตรา 5 และมาตรา 6 พระราชบัญญัติควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน พ.ศ. 2484
2) มาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 7 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกักคุมตัวและการควบคุมจัดกิจการหรือทรัพย์สินของบุคคลที่เป็นศัตรูต่อสหประชาชาติ พ.ศ. 2488
3) มาตรา 4 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
4) มาตรา 86 มาตรา 97 มาตรา 98 ประมวลกฎหมายที่ดิน
ข. โดยคำพิพากษาของศาล
1) นิติกรรมสัญญา เนื่องจากบางบริษัทใช้สภาพความเป็นนิติบุคคลไปในทางที่ไม่สุจริต เพื่อหลีกเลี่ยงบรรดากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้บริษัทเป็นเครื่องมือในการดำเนินการต่าง ๆ แทนตน และเพื่อให้ตนไม่ต้องรับผิด เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 3119/2526 คำพิพากษาฎีกาที่ 174/2528 และคำพิพากษาฎีกาที่ 3969/2529
2) ด้านละเมิด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ได้บัญญัติว่านายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางที่จ้างนั้น ซึ่งมาตรานี้มีวัตถุประสงค์ที่จะบรรเทาความเสียหายของบุคคลภายนอก เนื่องจากหากบุคคลภายนอกเรียกร้องเอากับลูกจ้างแล้ว อาจจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 174/2528
3) ด้านแรงงาน สำหรับความรับผิดชอบด้านแรงงานนั้น จะมีทั้งกรณีที่ลูกจ้างและบริษัทได้รับประโยชน์จากหลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคลของบริษัท เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 3825/2545 คำพิพากษาฎีกาที่ 197-199/2550 และตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1529/2548
ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่าประเทศไทยได้นำหลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคลของบริษัทมาใช้ในบางกรณี ซึ่งก็ได้กำหนดไว้ในกฎหมายต่าง ๆ เช่น พระราชบัญญัติควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกักคุมตัวและการควบคุมจัดกิจการหรือทรัพย์สินของบุคคลที่เป็นศัตรูต่อสหประชาชาติ พ.ศ. 2488 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นต้น แต่ก็ไม่เคยมีบทบัญญัติของกฎหมายหรือการตีความของศาลในการตีความกฎหมายอย่างชัดเจน และเพื่อให้สามารถนำหลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคลของบริษัทมาใช้เพื่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป เช่นความรับผิดเรื่องนิติกรรมสัญญา ละเมิด แรงงาน เป็นต้น ดังนั้น ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายพิเศษโดยเฉพาะซึ่งนำหลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคลของบริษัทมาบัญญัติไว้โดยตรงแล้วจะต้องนำหลักกฎหมายทั่วไปเรื่องอื่นมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป
สำหรับแนวของหลักกฎหมายที่น่าจะนำมาพิจารณาแก้ไขปัญหาการใช้สภาพนิติบุคคลของบริษัทโดยมิชอบ เช่น หลักสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และหลักตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 และมาตรา 820
1.2 การยอมรับหลักการไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัท (Piercing the Corporate Veil) ในสาธารณรัฐเกาหลี
ระบบกฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลีนั้นเป็นระบบ Civil Law ซึ่งสาธารณรัฐเกาหลีก็มีกฎหมายเกี่ยวกับบริษัทนี้เช่นนี้ และตาม Commercial Code (Republic of Korea) นั้นจะถือว่าบริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคล (Article 171) ซึ่งความรับผิดของผู้ถือหุ้นจะไม่เกินราคาหุ้นที่ตนได้จ่ายไป (Article 331) ดังนั้น ความรับผิดของบริษัทตาม Commercial Code (Republic of Korea) จะเป็นความรับผิดที่จำกัด
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความรับผิดของบริษัทตาม Commercial Code (Republic of Korea) จะเป็นความรับผิดที่จำกัด แต่สาธารณรัฐเกาหลีก็ยอมรับหลักการไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลนี้เช่นเดียวกัน สำหรับผู้ต้องมีความรับผิดในกรณีนี้คือบริษัทคนเดียว (One-man Corporations) บริษัทครอบครัว (Family Corporations) หรือบริษัทแม่ (Parent Subsidiary Corporations) ที่หลีกเลี่ยงหน้าที่ตามกฎหมาย หรือหลีกเลี่ยงหน้าที่ตามสัญญา หรือมีวัตถุประสงค์ของบริษัทที่ผิดกฎหมายเป็นต้น
นอกจากนั้นในการตีความของมาตรา 171 (1)ของ Commercial Code ศาลเกาหลีจะตีความโดยการพิสูจน์ถึงผู้ถือหุ้นที่อยู่เบื้องหลังบริษัท โดยปฏิเสธพิจารณาถึงสภาพความเป็นนิติบุคคลของบริษัทนั้น โดยความเห็นในการตีความตามมาตรา 171 (1) ในสาธารณรัฐเกาหลีส่วนใหญ่จะให้ทำการพิจารณาจากมาตรา 2 (1) และ (2) ของ Civil Code นั่นก็คือการตีความตามหลักสุจริต โดยบริษัทจะต้องใช้สิทธิของตน หรือกระทำการใด ๆ ด้วยความสุจริต
จากบทบัญญัติข้างต้นทำให้ทราบว่าในการพิจารณาของศาลเกาหลีจะใช้หลักสุจริตเข้ามาพิจารณาแก้ไขปัญหาการใช้สภาพนิติบุคคลของบริษัทโดยมิชอบเช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และเยอรมันนี เมื่อมีการใช้สภาพนิติบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมาย หรือใช้ความเป็นนิติบุคคลเพื่อปิดบังบุคคลซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง
แต่เนื่องจากมาตรา 171 และมาตรา 331 ของ Commercial Code ได้มีบทบัญญัติคุ้มครองผู้ถือหุ้นของบริษัทว่าบริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคล และเมื่อผู้ถือหุ้นจะต้องรับผิดก็จะรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตน ดังนั้น เมื่อบริษัทมีสภาพนิติบุคคลแล้ว ย่อมหมายความว่ามีสภาพบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหมด นอกจากนั้นหากผู้ถือหุ้นได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว ก็ไม่จำต้องร่วมรับผิดใด ๆ กับบริษัทเลย
ทั้งนี้ ในการพิจารณาของศาลเกาหลีนั้นจะยึดหลักสุจริตเช่นเดียวกันกับนานาประเทศ ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าหากบริษัทหรือนิติบุคคลใดกระทำการโดยไม่สุจริต ก็ย่อมที่จะอ้างสิทธิตามมาตรา 171 และมาตรา 331 ของ Commercial Code นี้ไม่ได้

เมนูของ julawut





เมื่อ จ. 11 ก.พ. 2551 @ 14:41
543545 [ลบ]
เมื่อพิจารณาจากบรรดากฎหมายไทย และแนวคำพิพากษาของศาลไทยที่ได้นำเอาหลักการไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลมาปรับใช้นี้ ทำให้บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์อาจจะต้องร่วมรับผิดกับแอลจีไทยในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ถือหุ้นของแอลจีไทยได้
อย่างไรก็ตามในส่วนของคดีแรงงานนั้น แม้จะศาลจะได้ใช้หลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคลของบริษัทในความรับผิดด้านแรงงาน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างเป็นหลักก็ตาม แต่ถ้าลูกจ้างกระทำผิดหรือทุจริต หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท ศาลก็สามารถที่จะใช้หลักการไม่คำนึงถึงสภาพบุคคลดังกล่าวนี้คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของบริษัทได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ และผู้ถือหุ้นของแอลจีไทยจึงสามารถได้รับประโยชน์จากหลักการนี้ในคดีแรงงานเช่นเดียวกัน
ในคดีอื่น ๆ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ และผู้ถือหุ้นของแอลจีไทยก็สามารถได้รับประโยชน์จากหลักการนี้เช่นเดียวกัน หากคู่กรณีของแอลจีไทยไม่ว่าจะเป็นกรณีความรับผิดด้านนิติกรรมสัญญา หรือด้านละเมิด ได้ใช้สิทธิของตนโดยไม่สุจริต
นอกจากนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 ยังได้ให้ความคุ้มครองประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทอย่างเคร่งครัด ทำให้บริษัทกลายเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นนั้น และส่งผลให้บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ และผู้ถือหุ้นของแอลจีไทย อาจสามารถยกเป็นข้อต่อสู้กับบุคคลภายนอกเพื่อปฎิเสธการร่วมรับผิดกับแอลจีไทยได้ และหากบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ และผู้ถือหุ้นของแอลจีไทยจะต้องรับผิดก็จะรับผิดอย่างจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือเท่านั้น (มาตรา 1096 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) นั่นหมายความว่าหากบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ และ ผู้ถือหุ้นของแอลจีไทยได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนตามมูลค่าหุ้นที่ตนถือแล้วก็ย่อมที่จะไม่ต้องรับผิดชอบร่วมกับแอลจีไทยแต่อย่างใด
ทั้งนี้ การที่บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ และผู้ถือหุ้นของแอลจีไทยจะสามารถอ้างความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1015 และมาตรา 1096 ได้มากน้อยเพียงใดนั้นย่อมเป็นดุลยพินิจของศาลต่อไป ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่าหากแอลจีไทยได้ใช้สิทธิของตนอย่างสุจริตแล้วบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ และผู้ถือหุ้นของแอลจีไทยก็ย่อมที่จะไม่มีโอกาสได้รับผลกระทบตามหลักการไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคลนี้เลย แต่หากบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ และผู้ถือหุ้นของแอลจีไทย หรือบุคคลใด ๆ ได้ใช้สิทธิของตนผ่านนิติบุคคลที่ตัวเองได้ตั้งขึ้นมานั้นโดยไม่สุจริตแล้วก็ไม่น่าที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1015 และมาตรา 1096 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด และย่อมที่จะได้รับผลกระทบจากหลักการไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นนิติบุคคลดังกล่าวนี้ด้วยเมื่อ จ. 11 ก.พ. 2551 @ 17:21
543665 [ลบ]
คำพิพากษาของศาลไทย กรณีนิติกรรมสัญญา
คำพิพากษาฎีกาที่ 3119/2526 และ คำพิพากษาฎีกาที่ 174/2528 การที่โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากบริษัท ราชามาร์เก็ตติ้ง จำกัด และจำนำหุ้น แก่บริษัทดังกล่าวเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวหาว่าโจทก์ให้ลูกค้ากู้ยืมเงินไปซื้อหุ้นของบริษัทโจทก์เองอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ให้จำเลยกู้ยืมเงินไปซื้อหุ้นของบริษัทโจทก์และบริษัทโจทก์รับจำนำหุ้นของตนเองเป็นประกันเมื่อ จ. 11 ก.พ. 2551 @ 17:22
543667 [ลบ]
คำพิพากษาของศาลไทย ด้านละเมิด
คำพิพากษาฎีกาที่ 174/2528 จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างขับรถโดยได้รับเงินเดือนของบริษัทขวานเพชรบริการ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารประจำทางได้นำรถยนต์โดยสารประจำทางคันที่ก่อละเมิดขับชนสามี โจทก์มาเดินร่วมในเส้นทางเดินรถของจำเลยที่ 1 (องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร) โดยจำเลยที่ 1 ตกลงให้เข้ามาเดินรถยนต์โดยสารประจำทางพ่นสีเดียวกับสีรถยนต์โดยสารประจำทางของจำเลยที่ 1 และมีตราของจำเลยที่ 1 ที่ข้างรถทั้งสองข้าง พนักงานเก็บเงินค่าโดยสารประจำรถยนต์โดยสารประจำทางได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 ถือว่าบริษัทขวานเพชรบริการ จำกัด ร่วมกิจการเดินรถกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 คนขับรถยนต์โดยสารประจำทางตามฟ้อง ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทขวานเพชรบริการ จำกัด ย่อมเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้นจำเลยทั้งสองต้องร่วมกับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากการกระทำละเมิดขับรถยนต์ชนสามีโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อ จ. 11 ก.พ. 2551 @ 17:25
543671 [ลบ]
คำพิพากษาของศาลไทย ด้านแรงงาน
คำพิพากษาฎีกาที่ 3825/2545 ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าโจทก์ฟ้อง บ. ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท อ. และบริษัท อ. ในฐานะนายจ้าง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 5 ในชั้นพิจารณาจำเลยยอมรับว่าเป็นกรรมการบริษัท อ. และเป็นนายจ้าง ทั้งต่อสู้คดีโดยอ้างความผิดที่โจทก์ได้กระทำซึ่งเป็นเหตุเลิกจ้างด้วย บ. กับบริษัท อ. จึงต่างเป็นนายจ้างของโจทก์และมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีนี้ด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 197-199/2550 ซึ่งพิจารณาว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงาน และรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี หรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็น ผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานโดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการให้ถือว่า ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย หมายความว่าเมื่อนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงไปจ้างลูกจ้างให้มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการก็ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างด้วย ซึ่งมีผลว่าหากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น เนื่องด้วยกฎหมายมุ่งคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับสิทธิพึงมีพึงได้ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ผู้รับเหมาค่าแรงมีต่อลูกจ้าง แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ประกอบกิจการรับผิดและให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ เพราะลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงไม่ใช่ลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั้นโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่มาตรา 5 (3) ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างของลูกจ้างนั้นด้วยเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเกินกว่าที่นายจ้างของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม และเมื่อโจทก์ทั้งสามได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับจำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้มากกว่านี้อีก
ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1529/2548 ที่มีข้อเท็จจริงว่าบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ฮ่องกง) จำกัด บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด และจำเลย เป็นบริษัทในเครือเดียวกันแต่จดทะเบียนแยกต่างหากคนละประเทศกัน โจทก์เคยทำงานในบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ฮ่องกง) จำกัด ต่อมาโจทก์ได้รับการโอนย้ายมาทำงานกับจำเลยจากนั้นโจทก์ก็ได้รับการโอนย้ายมาทำงานในบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน(สิงคโปร์) จำกัด โดยโจทก์ได้ลงลายมือชื่อยอมรับข้อเสนอการจ้างงานตามหนังสือแจ้งการโอนย้ายดังกล่าว ซึ่งในหนังสือมีข้อความระบุถึงสถานที่ทำงานตำแหน่งงานของโจทก์ รวมทั้งเงินเดือน เงินโบนัส เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พักอาศัย วันลาพักผ่อนประจำปี สวัสดิการอื่นการบอกเลิกสัญญาจ้างและอื่นๆ หนังสือนี้จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด กับโจทก์ ดังนั้น บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ แม้ว่าบริษัทดังกล่าวทั้งสามจะเป็นบริษัทลูกซึ่งมีบริษัทแม่เดียวกันแต่เมื่อต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน ย่อมมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดแยกต่างหากจากกัน เมื่อบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ในฐานะนายจ้างบอกเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในขณะที่โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย ทั้งยังไม่มีข้อความหรือข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานใดว่าบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้กระทำการแทนจำเลยจึงถือไม่ได้ว่า บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้เลิกจ้างโจทก์แทนจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย