รถเมล์เก่าบุโรทั่ง เขรอะฝุ่น เคลื่อนตัวออกจากคิวจอดหน้าตลาด พาคนโดยสาร ซึ่งขนข้าวของพะรุงพะรังหลายชีวิต มุ่งสู่อำเภอบ้านนอก ฉันเป็นคนโดยสารคนหนึ่งในรถเที่ยวนั้นเมื่อสัก 20 กว่าปีที่แล้ว ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะสิ่งแวดล้อมขณะนี้ใหม่ทั้งนั้น อีกสองสามชั่วโมงข้างหน้า จะเห็นที่ทำงานแรกของชีวิต โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอแห่งหนึ่ง ในจังหวัดภาคอิสานตอนบน เขาว่าวิวสวยน่าดู เพราะติดกับอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน

ลงรถเมล์แล้ว ต้องนั่งสามล้อเครื่องซึ่งคนที่นั่นเรียกว่า สกายแล็บ ต่อไปอีกสองสามกิโลเห็นจะได้ เพิ่งรู้ว่าการเดินทางของเราวันนี้ ยังมีเพื่อนที่จะเข้ารับราชการพร้อมๆกันอีก 4 คน เพราะต่างต้องนั่งสามล้อคันเดียวกันเข้าโรงเรียน จำได้แม่นว่าเป็นเวลาบ่ายมากแล้ว ช่วงโรงเรียนจะเลิก นักเรียนเตรียมกลับบ้าน เดินกันไขว่ เสียงสามล้อแต๊ดๆๆ เข้าไป นักเรียนต่างมองมาทางเรา แทบจะเป็นสายตาเดียวกัน


ผู้อำนวยการหนุ่มอบรมพวกเราในห้องทำงานของแก ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง ทึ่งที่แกดูหนุ่มมาก น่าจะสามสิบกว่าๆ แกบอกเพิ่งจบโทมา แกฝากให้ครูคนหนึ่งดูแลเรื่องที่พัก ฉันได้ไปอยู่บ้านพักครูกับพี่คนหนึ่ง น้ำใจดีมาก

อยู่มาไม่นาน บทเรียนแรกของชีวิตการทำงานก็เกิด เย็นวันศุกร์ หลังเลิกงาน เราครูใหม่ทั้ง 5 คน และครูเก่ารุ่นพี่อีกคน ได้พบปะ ปะทะสังสรรค์กันบนสันเขื่อน ลมเย็นเหนือผืนน้ำกว้าง โบกพัดเป็นระลอก แสงอาทิตย์ท้ายกำลังร่ำลา บรรยากาศดีๆ ทำให้วงเสวนาของคนรุ่นราวคราวเดียว ออกรสชาดเป็นอย่างยิ่ง อัดอั้นอะไรกับอาชีพใหม่ ร่วมกันวิพากษ์ โดยมิได้เอะใจแม้แต่น้อย ด้วยด้อยประสบการณ์และไว้วางใจ เราคุยกันจนดึกดื่น จึงค่อยลาจากอย่างอิ่มใจ ที่ได้ระบายด้วยอกเดียวกัน

เช้าวันจันทร์มาถึง คุยกันไปทั่วแล้ว ทอล์คออฟเดอะทาวน์ เขารู้หมด รู้ทั้งโรงเรียนว่า เมื่อวันศุกร์ ใครบ้าง คุยอะไรกัน เอาล่ะสิ! นินทาเขาไว้เยอะเสียด้วย เป็นไปได้ไง ไม่มีใครนี่ แค่เรา 5 คน ครูเก่าอีกคน ใช่แล้ว! ไม่มีใคร นอกจาก..

สอนเตือนตนเองมาตลอดจนวันนี้ว่า ต้องรอบคอบและระวัง โดยเฉพาะกับคนบางคน